บันเทิง

5เหตุผลที่ควรไปดู'พี่มาก'สุขุมวิท(31)

5เหตุผลที่ควรไปดู'พี่มาก'สุขุมวิท(31)

29 มี.ค. 2556

5เหตุผลที่ควรไปดู'พี่มาก'สุขุมวิท(31) : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร


  
          ทั้ง “รัก 7 ปีดี 7 หน” และ “เคาน์ดาวน์” ไม่ถือว่าเป็นหนัง “ประสบความสำเร็จ” ของ GTH ทั้ง “เงินและกล่อง” เมื่อดูจากมาตรฐานของ “หนังค่ายนี้” แต่ปี 2555 ที่ผ่านไป ก็ไม่ใช่ปีที่ล้มเหลวของ GTH เนื่องจากหนังไทยทำเงินสูงสุดของปี เป็นของพวกเขาด้วย “ATM เออรักเออเร่อ” ที่ออกตัวแรงต้นปี ก่อนท้ายที่สุด ปีที่ผ่านมาไม่ใช่ช่วงเวลาที่น่าจดจำของวงการหนังไทย

          ความรู้สึก “อึมครึม” ครอบคลุมวงการหนังไทยมายาวนาน ภาพของโรงหนังร้างไร้ผู้คน ที่ผมเข้าๆ ออกๆ สัปดาห์ละ 4 วันตลอดปี ทำให้เกิดคำถามที่ว่า เมื่อไหร่อุตสาหกรรมหนังจะกลับมาคึกคัก เมื่อไหร่จะมีเจ้าชายขี่รถสปอร์ตสองประตู (ขี่ม้าขาว เชยแล้ว) มาช่วยบรรยากาศของหนังบ้านเรา
 
          กระทั่งสิ้นเดือนมีนาคมปีนี้ อาจจะถึงจุดสิ้นสุดของความอึมครึม เมื่อมีหนังไซส์ XL 3 เรื่อง เรียงตัวกันเข้าฉาย เริ่มจาก “พี่มากพระโขนง” พร้อมกับ G.I.Joe 2 แล้วตบตูดปิดท้ายด้วย “คู่กรรม” ซึ่งมีแต้มต่อ เพราะเป็นของโรงหนังเมเจอร์ที่สามารถสร้างรอบ ได้ตามจังหวะขึ้นลง
 
          อันที่จริง ผมก็รู้จักมักคุ้นกับทุกค่าย แต่ว่าอย่างเป็นกลาง GTH เป็นค่ายที่เก่งสุดในการทำมาร์เก็ตติ้งและประชาสัมพันธ์ เครือข่ายกว้างไกลของ GTH ทำให้เกิดเรื่องที่ “พลิกล็อก” ได้เสมอ หนังที่ทำเงินได้น้อย ก็อัพเป็นตัวเลขกลางได้ทัน หนังที่จะทำรายได้แค่ปานกลาง ก็อาจทะยานสูงเป็นร้อยล้าน คิดได้ดังนี้ GTH จึงน่าให้โบนัสพนักงานสัก 5 เดือน (ฮา)
 
          หลายคนอาจจะแปลกใจ ทำเสียงอู้หู โอ้โห ว่าคนมันมาจากไหนยัดแน่นรวมกันในงานรอบสื่อของ “พี่มากพระโขนง” แต่ภาพแบบนั้นเป็นเรื่องปกติของแบรนด์ GTH (อักษร 3 ตัวนี้ ตอนแรกผมนึกว่าย่อมาจาก กวง ทึง เห่า ออกแนวบู๊ตึ้ง เส้าหลิน อะไรทำนองนั้น) รอบสื่อของพี่มาก จะไม่สมบูรณ์แบบครับ ถ้าหนังไม่สนุกชนะใจคนดู แต่ปรากฏว่าพี่มากตอบโจทย์ตัวเองได้ และกลายเป็นหนังที่หลายคน “กระซิบกระซาบ”(ในลิฟต์) ว่า คุ้มที่ออกจากบ้านเดินทางมาดู ถ้าใกล้เข้ามาอีกนิด นับจากควงแม่ไปดูหนังไทยมา 20 ปี ไม่เคยเห็นแม่หัวเราะมากขนาดนี้

          แต่อย่าเพิ่งเชื่อผมนะครับ คุณอาจจะเห็นแย้งก็ได้ แต่นี่คือ 5 เหตุผลมุมมอง ที่ผมคิดว่าเราน่าจะไปดู “พี่มากพระโขนง” โดยไม่ต้องอ้างเรื่องการ “รักหนังไทย” ก็ได้ (เพราะมันดู Stupid)

          1.พี่มาก+แม่นาค ที่สนุกที่สุด !
          อาจจะเพราะสร้างมากกว่า “กระสือ” และทำเยอะกว่า “ผีปอบ” ทำให้ “แม่นาคพระโขนง” มีทั้งเวอร์ชั่นที่กระจายแนวทาง ทั้งสยองขวัญ ตลกบ้านนอก และหลุดถึงขั้นไปบุกต่างประเทศ ถ้าเป็นแนวดราม่าเคร่งขรึม งานโปรดักชั่นดีมาก ผมคิดว่างานของคุณนนทรีย์ นิมิบุตร ดีสุด (2540) แต่ใน 16 ปีที่ผ่านมา ไม่มีเรื่องราวของแม่นาค ที่คนดูประทับใจ แต่เมื่อมาถึง “พี่มากพระโขนง” นี่คือตำนานเก่าคลาสสิกที่จะกลับมาเรียกเสียงหัวเราะแน่นๆ ในโรงอีกครั้ง เป็นการกลับมาสร้างบรรยากาศแบบดูหนังแล้วหัวเราะในโรงร่วมกัน แบบไม่ต้องใช้หน้าม้าช่วยหัวเราะ (เพราะไม่เนียน) โรงที่ผมดูนี่ หัวเราะแน่น เพราะมี “ฉากหลายฉาก” ที่โคตรขำ บอกใบ้เอาไว้ ฉากบนเรือ ฉากฝัน ฉากใบ้คำ ฉากบ้านผีสิง ไปดูเอาเอง
 
          2.ตัวรองเป็น”พระเอก” ตัวเอกเป็น”พระรอง”
          แม้จะพาดหัวแบบนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ดาวิกา โฮร์เน่ และ มาริโอ เมาเร้อ จะเล่นแย่นะครับ ทั้งสองคนทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี (มาริโอ เล่นพี่มากภาคเดียว ดีกว่าเล่น จันดารา ที่น่าผิดหวังทั้งสองภาค - ด้วยความเคารพ) แต่ใครจะเถียงละว่า สีสันที่ทำให้หนังเรื่องนี้ฮาแตกกันตลอดเรื่องนั้น ไม่ได้มาจากกลุ่ม 4 นักแสดง มุมนี้น่าสนใจนะครับ ไม่ค่อยมีหนังไทยที่ตัวเรื่องถูกพาไปโดยตัวประกอบ และให้พวกเขายึดเรื่องเอาไว้จนจบ การที่กลุ่มนักแสดง 4 คนนี้ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ผมคิดถึงตอนเป็นกรรมการตัดสินหนังไทยหลายๆ ปี ที่เคยมีคนเสนอว่าควรจะมีสาขา ensemble ได้แล้ว (เพราะมีหนังบางเรื่อง ทำหน้าที่แสดงรับส่งกัน เล่นเป็นกลุ่ม และสอดรับประสาน) นับจาก “เมล์นรกหมวยยกล้อ” ที่ควรเป็น ensemble รางวัลนี้ควรตกเป็นของ พี่มากพระโขนง อย่างหมดข้อสงสัย
 
          3.ถ้าคุณต้องการหัวเราะ หลังขมขื่นกับโครงการ “รถคันแรก”
          ผมเคยทำบทสำรวจเล่นๆ ทางทีวี วิทยุและนสพ. ว่า ทำไมหนังไทยถึงเงียบเหงาในช่วงเวลา 1 ปีกว่าที่ผ่านมา ข้อมูลที่ได้อย่างเป็นรูปธรรมมีอยู่ 3 ข้อ 1.รถติดมาก เบื่อที่จะออกจากบ้านไปเจอข้อสอง, 2.เวลาออกไปดูหนังไทย พวกเขารู้สึกว่าหลายเรื่องน่าผิดหวังมาก แต่ถ้าไม่ผิดหวัง ก็ไม่มีอะไรน่าจดจำหรือพูดต่อ และ 3.ตั๋วหนังมีราคาที่สูง (ซึ่งข้อหลัง

          สามารถแยกแยะวิจารณ์ได้หลายนัย) การออกจากบ้าน ถ้านับว่าหนีก่อน 17.00 เลิกงานรถติด กว่าจะดูหนังจบ ต้องใช้เวลาราวๆ 6 ชั่วโมง เป็นธรรมดาที่คนดูมีสิทธิ์จะบ่นอย่างเต็มที่ แต่พี่มากพระโขนง ตอบโจทย์ข้อนี้ได้ และเชื่อเถอะว่าเมื่อดูจบ คุณจะไม่พูดกับผมว่า “คุณหลอกดาว”
 
          4.ฉากคลาสสิกแต่เอามา ”บิด” ใหม่
          ระหว่างเล่าเรื่องไปตามเนื้อเดิม ผมสังเกตได้ว่าพี่มาก ซึ่งเป็นทริกทางการตลาดนั้น ไม่ได้หมางเมินหรือทอดทิ้งฉากเก่าๆ ที่คนดูจดจำมานาน เช่นฉากพายเรือหนี ฉากเก็บมะนาว ฉากหนีไปหาพระ และนั่งล้อมวง ฯลฯ การทำอะไรแบบนี้ เป็นการพาเรากลับไปหาฉากตอนที่คลาสสิกที่คนไทยเติบโตมากับแม่นาค เพียงแต่บทหนังก็รู้ว่าตัวเองจะบิดมันใหม่อย่างไรให้สนุกขึ้น รวมทั้งผสมกับฉากที่ใหม่ๆ เข้าไป เช่นเที่ยวบ้านผีสิง อีกอย่างหนึ่ง ที่ผมคิดว่ามีความสำคัญที่อยู่ข้างหลังด้วยก็คือ การตัดต่อซึ่งสร้างจังหวะให้หนัง function คนดู
 
          5.ช่วยอุตสาหกรรมหนังไทย “ทางอ้อม”
          พูดแบบ “หมาไม่กลัวน้ำร้อน” ผมคิดว่าค่าย GTH เป็นค่ายหนึ่งที่สร้างสิ่งดีๆ ให้วงการหนังไทย มากกว่าหลายๆ ค่าย โอเคล่ะ หนังที่ผมไม่ชอบ หนังที่ไม่ดีก็มีอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมชอบในแนวทาง ชอบใน “จุดยืน” หนังค่ายนี้ก็คือ พวกเขาไม่ทำหนังหา daak กับเซ็กส์ ไม่ทำหนังไทยสั่วๆ ที่ตีหัวเข้าบ้าน ซึ่งระยะหลังตีไม่ได้แล้ว เพราะคนดูฉลาด มีแต่คนทำบางคนโง่และยังดักดาน อีกเรื่องหนึ่งก็คือ หนังของ GTH มักไม่มีฉากที่ฆ่ากันอย่างโหดเหี้ยม สยองขวัญ ถ้าจะแรง มันแรงด้วยเทคนิค แต่ไม่ใช่ฉากแทงลูกตา หรือถ้าแรงได้เพราะแนวทางเอื้อ อย่างหนังผี หนังของเขาจะเลี่ยงๆ ไป (เช่นพี่มากพระโขนงเรื่องนี้ ฉากที่แรงแบบมดกัด คือศพลอยน้ำ) คนทำหนังอาจจะไม่ทราบว่า มีคนดูเยอะนะครับ ที่แอนตี้การมีฉากแรงๆ ฆ่าๆ แบบวิตถาร หลายคนที่ผมเจอตามโรง เคยบอกว่าจะไม่ดูหนังแบบนั้นแล้ว เพราะเบื่อ  แต่ GTH ก็มี “นิสัยเสีย” ที่ไม่น่าให้อภัย นางเอกในหนังทุกเรื่อง มักสวย ทำให้หนุ่มๆ ที่ออกจากโรง นำกลับไปฝันต่อ และไม่เป็นอันทำอะไร ในวันรุ่งขึ้น
.......................................
(หมายเหตุ 5เหตุผลที่ควรไปดู'พี่มาก'สุขุมวิท(31) : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)