บันเทิง

เอกเขนกดูหนัง:รักจัดหนัก

เอกเขนกดูหนัง:รักจัดหนัก

29 มี.ค. 2556

รักจัดหนัก : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม


          หนังแผ่นที่หยิบมาแนะนำกันวันนี้ มีไอเดียคอนเซ็ปต์น่าสนใจทีเดียวครับ หากมองในฐานะหนังวัยรุ่นเรื่องหนึ่ง “รักจัดหนัก” มีวิธีการเล่าเรื่องที่หลากหลาย ตั้งแต่การแบ่งเรื่องออกเป็นสามตอน ใช้วิธีการตัดต่อเปิดเรื่อง อย่างมีชั้นเชิงให้ดูเหมือนแต่ละตอนเกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน ซึ่งจริงๆ แล้วเจตนารมณ์อาจจะไม่ใช่เพียงแค่นั้น อย่างที่สอง หนังทั้งสามตอนให้ผลลัพธ์ทางอารมณ์เหมือนเส้นกราฟที่ค่อยๆ ไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นก็ลดลง และลากจูงผู้ชมในลักษณะของการไม่เล้าโลม โน้มน้าว แต่ปล่อยให้ซึมซับพฤติกรรม เรื่องราว และสิ่งที่ตัวละครประสบ เมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็ปล่อยวางให้คนดูตีความคิดเองว่า สุดท้ายตัวละครตัดสินใจอย่างไร ด้วยเหตุผลอะไรและความน่าสนใจสุดท้ายคือ “รักจัดหนัก” สะท้อนปัญหาวัยรุ่น โดยเฉพาะประเด็นการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่พร้อม เป็นเรื่องของ “Safe Sex” หรือปัญหาที่ตามมาอันเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน

          หนังสั้นสามเรื่องที่นำมาเรียงร้อยต่อกัน ทั้ง "ไปเสม็ด" "เป็นแม่เป็นเมีย" และ "ทอมแฮ้งค์" จัดวางตำแหน่งแห่งหนให้คนดู อยู่ในฐานะผู้เฝ้าสังเกตการณ์ เมียงมองความเป็นไปของสองคู่รัก และหนึ่งคู่เพื่อนซี้ที่ผองเพื่อนหญิงชายก่อปัญหาให้โดยไม่ตั้งใจ หนังไม่ได้เปิดตัวไล่เรียงไปทีละเรื่อง แต่อารัมภบทแบบสามเรื่องควบ เป็นการเกริ่นให้รู้ถึงปัญหาและเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นตามมาของสองคู่รักเป็นเวลาสั้นๆ จากบทสนทนาของสองเพื่อนซี้ที่แอบติฉินนินทา กระเซ้าเย้าแหย่ ผู้คนที่ผ่านไปมา (ซึ่งคู่นี้ก็เผชิญวิบากกรรมไม่น้อยไปกว่ากัน) โดยใช้เทคนิคตัดต่อแบ่งเฟรมที่เก๋ไม่หยอก

          ภาพที่ถูกนำเสนอผ่านกล้องวิดีโอในตอน "ไปเสม็ด" ของกลุ่มเพื่อนชายหญิงระหว่างเดินทางมาเที่ยวพักผ่อนยังเกาะเสม็ดหลังเสร็จสิ้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัย หนึ่งในนั้นมีคู่ของ "วิท" กับ "แอน" ที่รู้จักกันในโรงเรียนกวดวิชา เหตุการณ์บนเกาะไม่มีอะไรมากไปกว่าบรรยากาศสรวลเสเฮฮาตามประสาวัยรุ่น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้น กลายเป็นทุกข์แสนหนักอึ้งที่ทั้งคู่ต้องแบกอยู่บนสองบ่าโดยไม่ตั้งใจ เมื่อ "แอน" สงสัยว่าตัวเองตั้งท้อง ท่ามกลางความสนุกสุขสันต์ของเพื่อนๆ ที่มีตั้งแต่กลุ่มเพื่อนหญิงแหกปากร้องคาราโอเกะกันในงานวันเกิด ส่วนฝ่ายชายก็ทำกิจกรรมแมนๆ ด้วยการตกแต่งสวนเพื่อแลกกับการได้รถมาขับ แต่สำหรับ "วิท" และ "แอน" นั้น ทั้งสองต่างตกอยู่ในสภาพอมทุกข์ กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่รู้จะระบายกับใครถึงขั้นระเบิดอารมณ์ใส่กันอย่างรุนแรง

          มาถึงเรื่องที่สอง “เป็นแม่เป็นเมีย” หนังก็ยังวางตำแหน่งให้คนดูนั่งจับจ้องตัวละครผ่านมุมมองของกล้องวิดีโอบันทึกภาพอีกเหมือนกัน แต่ครั้งนี้มาแบบอารมณ์ขัน เมื่อพี่คนรองของบ้านจับพ่อกับแม่มานั่งหน้ากล้อง แล้วให้เล่าเรื่องในครอบครัว เป็นงานวิทยานิพนธ์ส่งอาจารย์หลังร่ำเรียนมานานหลายปี ก่อนจะเผยว่า บนชั้นสองของบ้านมี "ม่อน" และ "อิ๋ง" คู่ผัวตัวเมียที่ใช้ชีวิตปิดๆ บังๆ อยู่ด้วยกัน หลังพลั้งเผลอริรักในวัยเรียนจนตั้งท้อง แม้ชีวิตคู่ของ "ม่อน" และ "อิ๋ง" จะวายป่วง แต่ก็ไม่แพ้ความเพี้ยนของสมาชิกในครอบครัวและคนที่รู้จักของพวกเขา ที่ต่างคนต่างก็เฮี้ยนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เป็นการหยิบประเด็นท้องไม่พร้อมมาเล่าในมุมชวนหัว ที่ขำขื่นและสนุกไม่หยอก ก่อนจะปิดท้ายด้วย "ทอมแฮ้งค์" ที่เหมือนจะเริ่มต้นเรื่องราวด้วยความสดใส แต่กลับให้อารมณ์หดหู่ระทมทุกข์ในตอนท้าย เมื่อสาวหล่ออย่าง "นัท" ลังเลกับการจัดการอีกชีวิตหนึ่งที่ถือกำเนิดขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ

          ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ทั้ง "ไปเสม็ด" "เป็นแม่เป็นเมีย" และ "ทอมแฮ้งค์" ไม่ได้จบลงแบบสอนสั่ง หรือฝากแง่คิดคติเตือนใจ รวมทั้งบทสรุปลงเอยของแต่ละเหตุการณ์ที่ขมวดปมเอาไว้ หากแต่หนังเลือกจบแบบ "ปลายเปิด" ทั้งสถานการณ์ที่ปล่อยให้คนดูคาดเดา (หรืออาจตีความ) กันไปเอง หรือแม้กระทั่งชะตากรรมในวันข้างหน้าที่ตัวละครอย่าง "วิท" "แอน" "ม่อน" "อิ๋ง" และ "นัท" ต้องประสบ (อาจจะรวมถึงเจ้าตัวเล็กที่วิ่งออกมาเป็นคนสุดท้ายในตอน "เป็นแม่เป็นเมีย")

          การจัดวางตำแหน่งคนดูในฐานะผู้เฝ้ามองของ “รักจัดหนัก” ดูเหมือนจะเป็นที่ทางที่เหมาะที่สุด เพราะจริงๆ แล้ว สังคมไทยทุกวันนี้มองประเด็นเรื่องเพศในหลากหลายแง่มุม และต่างมิติ ตลอดจนสถานะของแต่ละคน ที่นอกจากมีมุมมองแตกต่างกันแล้ว ประสบการณ์ร่วม ประสบการณ์ตรง และภาวะที่เคยผ่านพ้นพบเจอทั้งจากตัวเองและคนรอบข้างของแต่ละคน ไม่อาจนำมาซึ่งการตัดสินชี้นำ หรือพิพากษาถูก-ผิดแต่อย่างใด

          ในฉากที่ "แอน" โต้เถียงกับ "วิท" น่าจะสะท้อนประเด็นดังกล่าวได้อย่างชัดเจน "วิท" อาจจะผิดหรือไม่ผิดก็ได้ ที่ไม่รู้จักหักห้ามใจในการรักสนุก ขณะที่ "แอน" ก็ละเลยจากการระวังป้องกันทั้งๆ ที่เพื่อนหญิงของเธอที่ไปด้วยกันก็ตระเตรียมเรื่องพรรค์นี้ไว้ก่อนแล้ว

          ส่วนเรื่องของ "นัท" สังคมก็ไม่สมควรประณามเธอ เพราะสุดท้ายก็ตัวเธอเองนั่นแหละ ที่ต้องเป็นคนเลือกชีวิตและทางเดินของตัวเอง ไม่ต่างจาก "ม่อน" และ "อิ๋ง" ที่เรื่องท้องก่อนวัยอันควร ก็ใช่ว่าจะปกปิดจากสังคมได้เสมอไป

          การนำเสนอภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมโดยไม่ชี้นำ ไม่ตัดสิน ไม่มีบทลงเอย ของ “รักจัดหนัก” แม้สุดท้ายหนังอาจจะไม่ได้ถูกยกมาตั้งเป็นคำถามที่ต้องมานั่งถกกันถึงทางออกและวิถีทางแก้ แต่การมองประเด็นเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นอย่างเข้าใจ รู้จักรับมือและจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องลงโทษ ประณามหรือซ้ำเติมคนที่ผิดพลาด จะทำอย่างไรให้เรียนรู้อย่างเท่าทันต่างหาก เป็นสิ่งที่เราน่าจะมาขบคิดกันในวันนี้
.......................................
(หมายเหตุ รักจัดหนัก : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)