บันเทิง

'บทที่สามของ เดอะ สคริปต์'

'บทที่สามของ เดอะ สคริปต์'

28 มี.ค. 2556

บทที่สามของ เดอะ สคริปต์ : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิภว์ บูรพาเดชะ twitter.com/VipHappening


          วง The Script เป็นวงร็อกที่มาจากไอร์แลนด์ เป็นวงดนตรีรุ่นใหม่ที่ได้รับความสำเร็จในระดับไม่น้อย อัลบั้ม 2 ชุดแรกของพวกเขามีเพลงดังหลายเพลงครับ ที่น่าจะรู้จักกันบ้างก็คือ The Man Who Can’t be Moved ซึ่งเป็นเพลงป๊อปร็อกที่น่ารักมากๆ พล็อตของเพลงคล้ายเรื่องสั้นซึ่งเล่าเรื่องของไอ้หนุ่มคนหนึ่งที่ยืนปักหลักอยู่กับที่เดิมที่เขาเคยเจอคนรัก ไม่ยอมไปไหนจนกว่าคนรักของเขาจะกลับมา ดนตรีของ เดอะ สคริปต์ นั้นยืนอยู่ในโซนของป๊อปร็อกมาตลอดครับ แต่ว่ามีสีสันที่หลากหลาย อย่างเช่นมีกลิ่นของฮิปฮอป หรืออัลเทอร์เนทีฟ มาผสมผสานด้วย
 
          ช่วงหลังๆ มีอีกเรื่องที่ทำให้วงดนตรีวงนี้เป็นที่จดจำ ก็คือการที่นักร้องนำของวง แดนนี่ โอ โดโนฮิว ได้ไปเป็นโค้ชในรายการ The Voice UK ด้วย ก็เลยทำให้เขามีความเป็นเซเลบฯ พอสมควร
 
          อัลบั้มล่าสุดของ เดอะ สคริปต์ ใช้ชื่อง่ายๆ ว่า #3 ครับ ในอัลบั้มนี้มีความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอยู่สองประการ อย่างแรกคือ #3 เป็นงานที่มีอิทธิพลของดนตรีฮิปฮอปอย่างรุนแรง ถึงขนาดที่แดนนี่ร้องด้วยวิธีแร็พแทบจะทุกเพลงเลยทีเดียว บางอารมณ์ของบางเพลงทำให้นึกถึงวงอย่าง Linkin Park ขึ้นมานิดๆ แต่เป็นในแบบที่ป๊อปกว่าเยอะ แถมแขกรับเชิญประจำอัลบั้มก็ยังเป็น Will.I.Am หนึ่งในสมาชิกของ Black Eyed Peas วงดนตรีแดนซ์-ฮิปฮอปสุดดังมาร่วมกึ่งร้องกึ่งแร็พในเพลง Hall of Fame เลยทีเดียว
 
          แม้ว่าจะยังเรียกดนตรีของ เดอะ สคริปต์ ว่าเป็นป๊อปร็อกได้อยู่ เพราะมันยังอยู่ในรูปรอยของดนตรีร็อก และยังฟังติดหูได้ง่ายแบบป๊อป แต่การผสมลีลาแบบฮิปฮอปเข้าไปในปริมาณไม่น้อยก็น่าจะทำให้แฟนเพลงตกใจอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม พวกเขายังมีอีกบางเพลงในอัลบั้มนี้ที่สามารถทำให้เรานึกถึงงานป๊อปร็อกเก่าๆ ตามสไตล์ เดอะ สคริปต์ อยู่เหมือนกัน ที่แน่ๆ ก็คือ Six Degree of Seperation ที่เป็นซิงเกิ้ลนำของอัลบั้มนี่ล่ะ และเพลงนี้ยังเป็นตัวอย่างที่ดีของการเปลี่ยนแปลงประการที่สองของพวกเขา
 
          นั่นก็คือการเปลี่ยนแปลงในมุมมองการเขียนเพลงของ เดอะ สคริปต์ ที่ดูจะเชี่ยวชาญมีชั้นเชิงมากขึ้น แต่ก็มีมุมมองที่ค่อนข้างแมสมากขึ้นด้วย Six Degree of Seperation นั้นพวกเขาพูดถึง 6 ขั้นตอนของห้วงอารมณ์ที่เราจะต้องพบเจอเมื่อมีการเลิกรากับคนรัก ตั้งแต่อาการอกหักไล่ไปจนถึงการเริ่มเยียวยาตัวเอง วิธีการเขียนเพลงที่มีการวางแผนเป็นอย่างดีนี้บอกว่า เดอะ สคริปต์ มีความเชี่ยวชาญในการเขียนเพลงมากขึ้นอีกระดับแล้ว และการเลือกเล่นกับอาการอกหักที่ใครๆ ก็ต้องเคยเจอนี่ ก็แสดงถึงความที่พวกเขารู้จักเลือกแง่มุมป๊อปสุดๆ มาใช้ในเพลงเช่นกัน
 
          มาดูเนื้อหาในเพลงอื่นๆ บ้าง เพลง อย่าง Hall of Fame นั้นเป็นเพลงให้กำลังใจขั้นรุนแรงครับ พวกเขาบอกว่าไม่ว่าเราจะทำอะไร ให้คิดว่าเราจะเอาตัวเองเข้าไปอยู่ ‘หอเกียรติยศ’ ไว้ก่อน คือทำให้ดีที่สุด ทำให้เป็นตำนานไปเลย ฟังแล้วก็ฮึกเหิม และรู้สึกเหมือนได้รับการส่งต่อพลังชีวิต ในขณะที่เพลงแร็ปร็อกหม่นๆ If You Could See Me Now นั้นดราม่าเอามากๆ เพราะพวกเขาพูดถึงบุพการีผู้ล่วงลับ คนที่เคยสูญเสียพ่อหรือแม่ฟังแล้วอาจน้ำตาซึม
  
          ส่วน Give The Love Around ก็เป็นเพลงที่พูดถึงการส่งมอบความรักให้กับคนทุกคน ให้อารมณ์เหมือนเพลงทางศาสนานิดๆ หรือเพลงรณรงค์หน่อยๆ แต่วิธีการเขียนเพลงที่ลุ่มลึกและตัวอย่างเหตุการณ์ต่างๆ ที่พวกเขายกเข้ามาในเพลงก็ทำให้เพลงป๊อปร็อกผสมแร็ปเพลงนี้ยังรักษาความเท่ได้อยู่ แต่สำหรับคนที่ชอบพล็อตเพลงแบบเรื่องสั้น ในอัลบั้มแรกพวกเขามี The Man Who Can’t be Moved ที่พูดถึงชายหนุ่มที่ยืนอยู่กับที่เพื่อรอคนรัก ในอัลบั้มต่อมาพวกเขามี If You Ever Come Back เล่าเรื่องของหนุ่มคนหนึ่งที่พยายามรักษาสภาพข้าวของในบ้านให้เป็นอย่างเดิมเพื่อรอให้คนรักเก่ากลับมาเจอว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม มาถึงชุดนี้พวกเขาก็มี Glowing ที่พูดถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่ไปหลงรักหญิงสาวที่ได้ทำเรื่องผิดพลาดบางอย่างในอดีต ทำให้เธอมีชีวิตที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ หนุ่มคนนี้เลยตัดสินใจกลายเป็นคนที่หนีหายไปจากสังคมตามผู้หญิงที่เขาหลงรักคนนี้ไปด้วย คือพล็อตเรื่องประมาณนี้แทบจะเอาไปทำเป็นหนังได้เลยล่ะครับ
  
          ความเปลี่ยนแปลงและความไม่เปลี่ยนแปลงของ เดอะ สคริปต์ ในอัลบั้มชุดที่ 3 ล้วนเป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าค้นหา ผมคิดว่าในกระแสดนตรีป๊อปวันนี้ที่ค่อนข้างจะแข่งขันกันในเรื่องความแปลกใหม่ ทั้งที่บางทีก็เป็นการเอาของเก่าๆ กลับมาใช้อีกครั้ง วงดนตรีวงนี้เป็นหนึ่งในสีสันของวงการที่ทำให้รู้สึกว่าวงการเพลงป๊อปของโลกยังไม่น่าเบื่อจนเกินไปครับ
.......................................
(หมายเหตุ บทที่สามของ เดอะ สคริปต์ : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิภว์ บูรพาเดชะ twitter.com/VipHappening )