
ร้อยพบพันเจอกับมิเตอร์บางอ้ก:'ภาษาวิวัฒน์'
'ภาษาวิวัฒน์' : คอลัมน์ ร้อยพบพันเจอ กับ มิเตอร์บางอ้อ โดย... หนุ่ม คงกะพัน
ด้วยความที่เป็นคนไทยคนหนึ่งที่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ วันนี้มิสเตอร์บางอ้อจึงขอพูดถึงสมบัติของชาติชิ้นหนึ่งที่คนไทยหวงแหน นั่นคือเรื่องของภาษาครับ มีหลายคนบอกว่าภาษาไทยกำลังวิบัติ เลยมีความเป็นห่วงภาษาไทยที่ผมรักและเคารพว่าจะบรรลัยวิบัติจริงหรือ...??? แล้วถ้าวิบัติจริงๆ เราจะทำอย่างไร.??? นี่ภาษาไทยของเรากำลังจะพังพินาศย่อยยับแล้วใช่หรือไม่...??? เป็นความกังวลของคนไทยคนหนึ่งที่ใช้ภาษาไทยมาทั้งชีวิต ทั้งพูด อ่าน เขียน ที่สำคัญใช้ภาษาไทยในการทำมาหากินเลี้ยงชีพอีกต่างหาก ภาษาไทยจึงมีบุญคุณกับผมมากและผมก็รักและเทิดทูนภาษาไทยยิ่งชีพชนิดที่เรียกว่า "ภาษาข้าใครอย่าแตะ" เลยทีเดียว จึงอยากให้ทุกคนเข้าใจในความเป็นมาเป็นไปของภาษาเพื่อจะได้เข้าใจและลดความวิตกกังวลใจเรื่อง "ภาษาไทยวิบัติ" ลงได้บ้างในแบบมุมมองของมิสเตอร์บางอ้อครับ...:)
ภาษาเป็นเสมือนสิ่งมีชีวิต เป็นเรื่องมหัศจรรย์และเป็นเรื่องที่แปลกครับ... เรื่องมหัศจรรย์ก็คือเป็นสิ่งที่เราใช้สื่อสาร ความคิด ความรู้สึกซึ่งกันและกัน เป็นรหัสไม่ลับที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อให้กลุ่มชนนั้นๆ ใช้ร่วมกัน แต่สมมุติว่าถ้าคุณไม่ได้ใช้ภาษาเดียวกัน คุณก็สามารถสื่อสารกันได้ด้วยภาษากาย ท่าทาง แววตา น้ำเสียงหรืออื่นๆ อีกมากมายก็ได้ เอาเป็นว่าถ้าอีกฝ่ายเข้าใจว่าคุณต้องการอะไร นั่นก็ถือว่าภาษาได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แล้วล่ะครับ
ส่วนเรื่องที่ว่าแปลกก็คือ ภาษามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาครับ ภาษาที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยจะถูกเรียกว่า "ภาษาที่ตายแล้ว" ฟังแล้วน่าตกใจนะครับถ้าเป็นอย่างนั้นภาษาไทยที่เรารักและเคารพล่ะเป็นอย่างไร..??? เราจะยอมปล่อยให้ภาษาไทยตายจากเราไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร..??? ลูก หลาน เหลน ลื่อ ลืบ ลืด ของเราต้องมีภาษาไทยที่ยังมีชีวิตอยู่ใช้ เราจึงต้องช่วยกันปกป้องภาษาไทยของเราไม่ให้ตาย.....
ด้วยเหตุนี้เด็กรุ่นใหม่ๆ จึงทำการเปลี่ยนแปลงภาษาไทยตลอดเว (เขียนแบบรุ่นใหม่เขาจะไม่ใส่"ลา") เรียกว่า ทั้งเปลี่ยนแปลงบ้าง ย่อบ้าง บ้างก็ดัดแปลงให้ดูน่าร็อก (น่ารัก) เติมคำที่แสดงอารมณ์ความรู้สึก เช่น อิอิ (หัวเราะ) คริคริ (เป็นน้องของอิอิ คือหัวเราะเบาๆ แบบเยาะหยันเล็กๆในลำคอ) หุหุ (หัวเราะแบบภาคภูมิใจผสมกรุ้มกริ่ม) เอ่อ...นี่แค่ตัวอย่างนะครับ ยังมีอีกมากมาย อาทิ ครุคริ, งุงิงุงิ, จุ้บุจุ้บุ, จุ๊ฟจุ๊ฟ, ชิมิ เป็นต้น หรือผสมคำให้ฟังดูคล้ายภาษาพูด เช่น บ่องตง (บอกตรงๆ) ต่อมตง (ตอบตรงๆ) ไรแว๊ (อะไรวะ) น่ามคาน (น่ารำคาญ) ไรหรา (อะไรเหรอ) หยั่มมา (อย่ามา) จุงเบย (จังเลย) เป็นต้น แต่ที่ทำให้ผมงงที่สุดและอดขำไม่ได้คือ เมพขิงขิง ซึ่งหมายความว่า เทพจริงจริง ครับ เฮ้อ...เอากับเค้าซิครับ...!!! นี่แหละครับความรักในภาษาไทยของคนรุ่นใหม่ที่ทำไปโดยที่พวกเขาอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังช่วยคนไทยทั้งชาติอยู่ แถมพวกเขาช่วยกันเปลี่ยนแปลงอย่างขะมักเขม้น ขยันยิ่งกว่าเรียนหนังสือซะอีกนะครับ เพราะฉะนั้นเราเป็นหนี้บุญคุญน้องๆ เหล่านี้ในฐานะผู้ที่ช่วยปกป้องภาษาไทยไม่ให้ตาย และสมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าอกเข้าใจในความเป็นไปและทำใจยอมรับมันครับ...
ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะภาษาของเรามีการเปลี่ยนแปลงมาอย่างยาวนานแล้วครับ เปลี่ยนมาตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มสร้างภาษากันเลยทีเดียว บรรพบุรุษ คุณปู่ คุณทวด ก็ช่วยกันเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ เรียกว่าถ้าภาษาวิบัติก็วิบัติกันมายาวนานแล้ว จนถึงสมัยที่ผมเป็นเด็กเราก็ยังช่วยเปลี่ยนแปลงมาแล้วนับไม่ถ้วน คำศัพท์ในยุคที่ผมเป็นวัยรุ่นเท่าที่จำได้ก็อย่างเช่น จ๊าบ,จ๋อย, ซื่อบื้อ, เจ๋งเป้ง, ขี้หลี, โหลยโท่ย, สะเหร่อ, กวนโอ้ย, ชัวร์ป้าบนิ่ม เป็นต้น เราปรับเปลี่ยนอย่างไม่รู้ตัวมาโดยตลอด คำบางคำก็ยังใช้กันอยู่จนปัจจุบัน บางคำก็ตกหล่นหายไปตามยุคสมัย ที่น่าจะเหนื่อยหน่อยก็น่าจะเป็นราชบัณฑิตยสถานครับ ที่ต้องคอยหาคำแปลที่ถูกต้องแล้วนำมาเพิ่มใส่ในพจนานุกรมอยู่เป็นประจำ อีกหน่อยไม่แน่นะครับเราอาจพบเจอเจ้า จุงเบย บ่องตง น่ามคาน หรือไม่ก็ไรแว๊ อยู่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานก็ได้นะครับ..อิอิ..:)
ดังนั้นมิสเตอร์บางอ้อจึงขอเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "ภาษาวิวัฒน์" คงจะน่าฟังกว่าวิบัติเป็นไหนๆ ครับ เพราะภาษาเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาและยุคสมัยจึงเป็นเรื่องธรรมชาติ เช่นเดียวกับวัฒนธรรมการแต่งกาย ปัจจุบันคงไม่มีใครนุ่งโจงกระเบนไปทำงาน หรือก็ไม่มีใครตัดผมทรงดอกกระทุ่มไปไหนมาไหน ถ้าจะเอาให้เหมือนแบบโบราณดั้งเดิมจริงๆ สุภาพสตรีก็ต้องเปลือยอกด้านบนอีก แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เราจะอยู่กันอย่างไร..??? มิต้องเป็นตากุ้งยิงกันทั้งประเทศหรอกหรือ..??? เช่นเดียวกับภาษาถ้าไม่เปลี่ยนแปลงเลย เรายังคงพูดคุยกันยืดยาวท้าวความแบบเมื่อสมัยเก่าก่อน มันจะทันกับยุคสมัยที่เร่งรีบได้อย่างไร...??? เวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจสภาผู้แทนราษฎรกันแต่ละที คงต้องเลิกกันตอนหกโมงเช้า เพราะลำพังภาษาที่พูดกันอยู่ทุกวันนี้ก็เลิกกันห้าทุ่มเที่ยงคืนเป็นประจำแถมแต่ละท่านทำท่าเหมือนพูดไม่เคยพอ แย่งกันยกมือประท้วงอยากพูดจนดับไฟกันแทบไม่ทัน บางทีเห็นประธานสภาท่านนั่งหลับแล้วหลับอีกอยู่บ่อยครั้ง ถ้ายืดยาวไปกว่านี้สงสัยเหล่าบรรดาท่าน ส.ส คงต้องหอบเอาที่นอนหมอนมุ้งมานอนในสภากันแน่ๆ....
ดังนั้นอย่าโกรธอย่าน้อยใจว่าภาษาไทยจะวิบัติเลยนะครับ...ภาษาไทยกำลังวิวัฒน์ตามกระแสสังคมกระแสโลกไปเรื่อยๆ พร้อมๆ กับการทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารให้กับคนไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบไม่มีที่ติ เราเหล่าบรรดาผู้ใช้ก็ทำหน้าที่เป็นผู้ขับเคลื่อน เปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้ภาษาไทยของเรามีชีวิต วิวัฒน์พัฒนาอย่างต่อเนื่องและจะดำรงอยู่คู่กับชาติไทย..เป็นภาษาที่ไม่มีวันตาย..แบบอยู่ยงคงกระพันยังไงล่ะครับ... รักนะ...จุ๊ฟ จุ๊ฟ...
.......................................
(หมายเหตุ 'ภาษาวิวัฒน์' : คอลัมน์ ร้อยพบพันเจอ กับ มิเตอร์บางอ้อ โดย... หนุ่ม คงกะพัน)



