บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:เพลินจิต

เล่นหูเล่นตา:เพลินจิต

25 มี.ค. 2556

เพลินจิต : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

 
          “ หมอต้องเจาะเอาน้ำออกนะ ... ถ้าปล่อยให้มันหายเองต้องใช้เวลา 2 อาทิตย์ ”
 
          ฉันพยักหน้ากับคุณหมอผู้เชี่ยวชาญไขข้อและกระดูก แล้วคลานขึ้นเขียง เอ๊ย! เตียงคนไข้ ได้ยินหมอสั่งให้นางพยาบาลเตรียมยาชา   นึกในใจว่าคงจะเอามาฉีดปากฉันให้หยุดเห่าหมอจะได้มีสมาธิขึ้น   รู้สึกเหมือนมดกัดที่หัวเข่าแล้วก็ไม่รู้ว่าคุณหมอผู้หญิงทำอะไรต่อ

          หมอถามว่า “ เสียวไหมคะ? ” ฉันตอบว่า “ ไม่เสียวมาตั้งหลายปีแล้วคะ! ” คุณหมอหัวเราะ “ อารมณ์ดีแบบนี้อายุยืนแน่ๆ ” เป็นคำชมรึเปล่าไม่รู้ ... รู้แต่ว่าไม่อยากอายุยืนนานนักเพราะเท่าที่เห็นคนแก่หลายๆ คนยิ่งแก่ยิ่งเหงา เอาทีวีเป็นเพื่อนเพราะเพื่อนที่มีอยู่แก่ตายกันไปหมดแล้ว ไม่รู้จะคุยกับใครรู้เรื่อง ... มีผู้สูงอายุท่านหนึ่งบอกกับฉันว่า ...  “ สมัยก่อนตอนยังหนุ่มซื้อกล้วยมาเป็นเครือทิ้งไว้ให้สุกแล้วค่อยๆ กิน ทุกวันนี้อยากกินก็ซื้อกินทีละลูก ไม่กล้าซื้อเป็นหวี กลัวสุกไม่ทันกินจะตายเสียก่อน ”

          คุณหมอโชว์หลอดฉีดยาที่ดูดน้ำออกมาจากหัวเข่าให้ฉันดู ... ดูแล้วก็เฉยๆ อยากทำอะไรก็ทำไปทำให้เสร็จไวๆ ฉันใจร้อนและไม่ชอบอิดออดกับอะไรนานนักเพราะเวลาเหลือน้อยแล้ว จะเป็นอะไรก็ขอให้รีบเป็นรีบหาย หรือถ้าถ้าไม่หายจริงๆ ก็รีบเป็นรีบตายก็ได้ จะได้ไม่ทรมาน! กรรมลิขิต ชีวิตถูกเขียนไว้แล้ว ...    

          คุณหมอว่าฉันใส่ส้นสูงเกินไป (แค่ 5 - 6 นิ้วเอง) ก็จะให้ทำอย่างไรได้ล่ะคะคุณตำรวจ คนมันเตี้ยหน้าก็เพลียแบบนี้ก็ต้องใช้ทั้งช่างเสริมสวยและส้นสูงช่วย ยืนหอนอยู่บนเวทีคอนเสิร์ตก็หลายชั่วโมงอยู่ ตลอดเวลาที่ร้องเพลงมา 26 ปีก็ไม่เคยลงจากส้นสูงสักที เข่าจะเสื่อมเร็วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนิ! หน้าเปลี้ยเนี่ยยังพอรับได้แต่ตัวเตี้ยเนี่ยเสียโอกาสคนจัดคอนเสิร์ตมักจะจับคู่ให้เจอผู้ชายหน้าตาดีสูงกว่าอยู่เสมอ ขืนใส่ส้นเตี้ยเวลาซบคงหลบอยู่ใต้รักแร้ ภาพออกมามันดูดีไหมคะคุณตำรวจ?
 
          ไอ้อาการเจ็บเข่าครั้งแรกในชีวิตมันคงเป็นผลมาจากคอนเสิร์ตเพลินจิต (16 มี.ค.56) เป็นแน่ เพราะเวทีก็สูงตะกายขึ้นตะกายลง (โทษชาวบ้านไม่เคยโทษน้ำหนักตัวเองเท่าข้าวสารหนึ่งกระสอบเล้ย!)  ตั้งแต่ช่วงซ้อมร้องก็ต้องยืนนานเป็นชั่วโมง เห่าบ้าง หอนบ้าง เพื่อให้เพลงเข้าปาก ตอนซ้อมเต้นกับครูฝึก (นักออกแบบท่าเต้น) เขาก็ให้เดินไปเดินมา ก้าวหน้าถอยหลัง ปีนป่ายราวกับอุรังอุตังตัวเมียที่กำลังหาอาหารบนต้นไม้ ให้ทำอะไรฉันก็ทำเพราะถือว่า ... รับตังค์เขามาแล้ว เอ๊ย! ทำเพื่อความสุขของคนดู (พลิกลิ้นเฉยเลย!) ฉันว่าการได้ทำอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ มันท้าทายดี แต่ก็ไม่ทุกคนที่คิดแบบฉัน ...
 
          “ ไม่เอาอ่ะ  ฉันไม่เต้น   ถ้าให้ทำแบบนั้นฉันไม่เอา   ฉันสะพายกีต้าร์ดีกว่า   ” คนๆ นั้นคือ “ ก้อง สหรัถ ” หล่อ 2,000 ปี ขวัญใจลูกเล็กเด็กแดง สาวแก่แม่หม้าย อาซ้อ อากิ๋มทั้งหลาย ถ้าเกิดในยุคก่อนคงเทียบได้กับพระเอกลิเก แม่ยกเพียบ ... !
 
          “ โถ ... ทูนหัวของบ่าว ไม่เอาก็ไม่เอานะเจ้าคะ บัดเดี๋ยวน้องจะไปบอกครูผู้สอนว่า คุณพี่ไม่พึงใจในการร้องเล่นเต้นระบำนะเจ้าคะ ” ฉันหันไปปลอบ รอยยิ้มพิมพ์ใจจึงกลับมาประทับหน้างอๆ นั้นดังเดิม เฮ้อ! หล่อเอาแต่ใจซะเหลือเกิน นึกชื่นชมแฟนตัวจริงของก้องที่เอาผู้ชายคนนี้อยู่ ...
 
          นั่นมันตอนซ้อม พอวันจริงเขาก็เดินยิ้มอารมณ์ดีเข้ามาเหมือนเคย (ไม่ค่อยเห็นอารมณ์เสีย ยกเว้นไม่ได้ดั่งใจ)    ฉันถามเขาว่า “ คุณพี่จะรับอาหารเลยไหมเจ้าคะ น้องจะให้นังจวงมันจัดให้ ” นังจวงที่ว่าถ้าไม่ใช่ “ สีเกด ” ก็ “ นังนุชนาฎ ” ... เขาส่ายหน้า แต่สักพักพอเห็นคนขับรถกินก็เปลี่ยนใจอยากจะกินซะงั้น! สีเกดจึงจัดใส่จานให้อย่างดี (คนอื่นเขากินในกล่องโฟม) กินไม่เคยหมดเพราะต้องรักษาหุ่น นังนุชนาฎก็เอาน้ำมาให้ดื่มแล้วเก็บจานไปล้าง (คุณชายจริงๆ) ก้องหันมายิ้มให้นุช เกด แล้วพูดว่า “ ขอบใจนะจ๊ะ ” หล่อนี้มันไม่ต้องทำอะไรเองเลยนิ!

          เวลานั้นฉันต้องแต่งองค์ทรงเครื่อง เลือกตุ้มหู ทับทรวง และปะวะหล่ำกำไลให้เข้ากับชุด ไม่มีเวลาดูแลพระเอก  พอใส่ครบทุกอย่าง ฉันก็อุทานในกระจกว่า ... พระมเหสีเพคะ! เลยต้องถอดเครื่องประดับทุกอย่างออกเหลือแค่ตุ้มหูคู่เดียว หน้าก็พาไปไกลแล้วแต่งเยอะไปทีไร เปิดวิกลิเกทุกที บางทีก็เหมือนกับอาเจ้แต่งตัวไปเปียแชร์ ... เฮ้อ! จะหน้าตาดีกว่านี้หน่อยก็ไม่ได้ ...

          สักพักก้องก็เดินมาให้ “ พี่นัท ” ช่างผมของฉัน (ความจริงเป็นช่างประจำของก้อง) จัดทรงให้ ฉันเพิ่งเห็นความจริงที่ว่าก้องนั้นเนี๊ยบแค่ไหนก็ตอนนี้แหละ ผมเส้นไหนกระดกก็ต้องเก็บให้เรียบอย่าให้แตกแถวหรือแตกปลายสักเส้น คิ้วก็ต้องปัดให้เรียงกันเป็นระเบียบเข้าทรงยิ่งกว่าผม จอนข้างหูก็ต้องเก็บหงอกด้วยการปัดที่เขียนคิ้วสีดำทับ (คล้ายๆ ที่ปัดขนตา) หันมาอีกทีเหมือนคุณชายหลุดออกมาจากละครบ้านทรายทอง อยากจะให้พี่นัทช่างผมถักเปียให้ 2 ข้างแล้วหิ้วชะลอมเดินเข้าไปหาก้องจริงๆ เล้ย ... บ่องตง!

          ไม่ว่าจะกิน เดิน นั่ง ยืน จริยวัตรงดงามเหลือเกิ๊น ไม่เห็นเล่นนอกบทคุณชายสักที เสร็จแล้วเขาก็เดินออกไปจากห้อง เหลือฉันกับลูกน้องและช่างหน้า-ผม เขาแยกศิลปินให้อยู่เป็นคอก เอ๊ย ... ห้อง ห้องใครห้องมัน นักร้องจึงไม่ค่อยเกิดความสัมพันธ์แบบกองละครที่อยู่ร่วมกัน เบน, ณัฐ ศักดาทร และโต๋ รวมกลุ่มอยู่ห้องเดียวกัน มีความสุขกับขนมหวานและผลไม้แช่เย็น ของคาว-หวาน  อันอุดมสมบูรณ์ทั้งอาหารญี่ปุ่นแพงๆ ขนมหวานและผลไม้แช่เย็น  (ใส่กล่องพลาสติกแช่ในกล่องโฟมมา 2 - 3 กล่องโฟม) ฉันเดินไปชมห้องพวกเขาแล้วอิจฉา น้องณัฐก็ง่ายๆ ติดดิน น่ารักและถ่อมตัว อันนี้ก็ผิดกับคุณชายก้องที่ไม่เห็นใครส่งอะไรมาให้กินในงานคอนเสิร์ต ถึงได้ต้องมากินกับพวกฉันตลอด
 
          คอนเสิร์ตมี 2 รอบ บ่ายและค่ำ พวกเรา ก้อง ณัฐ เบน และฉันเล่นกันรอบละ 3 ชั่วโมงเต็ม มีโต๋ พี่อ็อด คีรีบูน และน้าแอ็ด คาราบาว เป็นแขกรับเชิญ เป็นคอนเสิร์ตที่ไม่เครียด สบายๆ ฉันจึงทั้งอำและถูกอำโดยเบนและก้องอย่างสนุกสนานหนำใจคนดู ช่วงร้องกับเบนรอบบ่ายฉันก็เผลอเต้น กับก้องรอบค่ำฉันก็อยากเต้นโชว์ก้อง (ก้องทักว่าเหมือนหมูโดนน้ำร้อนลวก ... คนดูชอบ ส่วนฉันไม่มีอะไรจะเสีย เต้นต่อไป) จะเสียก็มารู้ตัวเองตอนเสร็จงานไปแล้ว 2 วัน “ เข่าเสีย ”   หัวเข่าอักเสบเนี่ยแหละ เฮ้อ! คนดูเพลินจิต แต่ฉัน ... เพลียจิต! เพราะต้องกระเผลกและพิการ มีสภาพอ้วนแก่!
.......................................
 ป.ล.
 คอนเสิร์ตเพลินจิต จัดโดย พี่ณวัฒน์ อิสรไกรศีล
 ควบคุมวงดนตรี โดย พี่ไก่ สุธี แสงเสรีชน
 ออกแบบและสร้างสรรค์ โดย พี่หน่อย ศรัชชญา ฉันทะนิธิ
.......................................
(หมายเหตุ เพลินจิต : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)