
หนังโรงเล็ก:หนังจีนสีใหม่ในมือ'ตี๋หมวย'
หนังจีนสีใหม่ในมือ"ตี๋หมวย" : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
แม้เราจะบอกไม่ได้ว่าเฉินหลงกับหว่อง คาร์-ไว จะเป็นจตุคามรามเทพรุ่นสุดท้าย ที่วงการหนังจีนจะยกเอาไว้เหนือหัว แต่ดูเหมือนในอนาคตที่ยาวไกล พวกเขาก็ยังไม่มีใครขึ้นมาเป็นอนาคตที่ชัดเจนและไว้ใจได้
มีการตั้งข้อสังเกตอย่างไม่เป็นทางการว่า หนังจีนยุคใหม่นั้น ได้สะท้อนวัฒนธรรมใหม่ สอดคล้องกับการรับส่งความ(พยายามจะ) เป็นยุคสมัยใหม่ของรัฐบาลจีนไปเรียบร้อยแล้ว นั่นก็คือ การที่ตัวละครในหนังได้หันมาใช้ social network ในการติดต่อกับคนรักหรือครอบครัวซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปจากเมืองใหญ่ ซึ่งโดยปกติก่อนหน้านี้สัก 7-8 ปี คุณไม่มีวันจะเห็นหนังจีนหลายเรื่อง แสดงภาพของเว็บแคม หรือการใช้ iPhone ในที่ทำงาน เพราะโดยทัศนคติของหนังจีนเอง ก็มักจะแสดงอะไรถึงคุณค่าในตัวเอง อย่างน่าชื่นชมอยู่แล้วแต่จะว่าไป
การที่หนังจีนแสดงภาพยุคสมัยทันสมัยนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องแปลก เพราะแม้แต่หนังอินเดียยุคใหม่ ก็ยังจับภาพให้เห็นว่า ตัวละครในหนังยังสนใจการดื่มโค้กหรือการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าดีๆ วัฒนธรรมแบบนี้ เข้ากันกับไลฟ์สไตล์ในเช้าวันทำงาน ที่สำนักงานของ MTV สาขาดูไบ ซึ่งทุกๆ วันภายในห้องประชุมกระจก จะมีเหล่า ”โปรดิวเซอร์หนุ่มสาว” กำลังนั่งสนทนาเรื่องสัพเพเหระ บ้างหันไปสั่งกาแฟร้อนดื่มพลางถกเถียงกันเรื่องดนตรีและแฟชั่น บ้างดูภาพจากนิตยสารต่างๆ และบางทีก็จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ชุดของชายชาวตะวันออกกลางบางคน ที่จะสวมชุดยาวถึงข้อเท้าตามธรรมเนียมที่เรียกว่า Thobe ขณะที่อีกคนหนึ่งนั้นกำลังสวนชุดของแบรนด์ Lomar เห็นได้ชัดว่า ไลฟ์สไตล์แบบนี้ ได้รับอิทธิพลจากคลิปต่างๆ ทาง YouTube เพราะหลังๆ ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มสาวของตะวันออกกลางหรืออินเดีย บางคนก็นิยมการแต่งตัวแบบในหนัง หรือไม่ก็ปรับให้กลมกลืน ผสมผสานกันให้ดูทันสมัย โดยที่สายตาของคนรุ่นก่อนก็อาจจะไม่เห็นได้วย เช่น Wesam Kattan วัย 27 ปี เป็นผู้จัดการ brand manager ของ MTV เขาสวมชุด Thobe ตามธรรมเนียมยี่ห้อ Lomar ทำให้ชุดของเขาดูสดใหม่และคล้ายเสื้อชั้นนอกแบบกระชับมากกว่าเสื้อสวมแขนยาวตัวหลวมมีเข็มขัดคาดแบบดั้งเดิม อาจเป็นเพราะรายละเอียดอื่นๆ ที่เพิ่มเติมเข้ามาอย่างอักขระอารบิกบริเวณปกเสื้อ ประกอบกับสีผมแบบไฮไลท์และนาฬิกาข้อมือจาก Diesel อาจทำให้หลายๆ คนเข้าใจว่า Kattan ละเลยสูทของ Hugo Boss และ Prada ในตู้เสื้อแล้วเลือกชุดแนววัยรุ่นตะวันออกกลางยุค 60 แทน
Kattan ทำงานในบริษัทชั้นเลิศ อาจเป็นเพราะตลอดทั้งแคว้นมีประชากรกว่าครึ่งที่อยู่ในตลาดหลักเป็นกลุ่มวัยรุ่นผู้หลงใหลแฟชั่นอายุต่ำกว่า 25 ปี และกลุ่มอายุประชากรอายุ 20 กว่าๆ ที่กำลังหมกมุ่นเกินระดับปกติกับเสื้อผ้าตามธรรมเนียมอย่าง Thobe หรือผ้าสวมศีรษะยาวสีดำสำหรับหญิงชาวมุสลิม ซึ่งเรียกว่า Abaya
แต่ต้องเป็นแบบที่ผ่านการเพิ่มพลัง (ด้วยการเติมสไตล์ของตัวเองเข้าไป) เพื่อสะท้อนความเป็นตัวของตัวเอง อุบัติการณ์นี้จะเห็นชัดเจนในนักเรียนกลุ่มเด่นของโรงเรียน พวกเธอเชิดใส่ร้านขายผ้าคลุม Abaya ในห้างสรรพสินค้า แล้วหันมาสั่งชุดกระโปรงยาวเต็มตัวจากช่างตัดเสื้อผู้เพิ่มความพิเศษให้กับชุดประจำกายด้วยการตัดให้พอดีตัวมากขึ้นและเพิ่มลายผีเสื้อเข้าไปพร้อมกับลวดลายดอกไม้แลดูสดชื่น แน่นอนว่าภายในพวกเธอก็สวมเสื้อยืดกางเกงยีนส์เหมือนกับพวกเดียวกันที่อาศัยอยู่แถบยุโรปนั่นแหละ
อีกแบบที่กำลังนิยมก็คือ Abaya ตัดแขนแบบกิโมโนซับในด้วยผ้าไหมสีสว่างประดับด้วยคริสตัลของ Swarovski กระแสที่ว่านี้ แม้แต่ผู้มีชื่อเสียงที่สุดในวงการแฟชั่นยังต้องลุกขึ้นยืนสนับสนุนความเห่อคลั่งนี้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือแหล่งช็อปปิ้งชื่อดังในคูเวตอย่าง Villa Moda ที่กำลังอัพเกรดร้านเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถสั่งเสื้อผ้า ทั้ง Thobe สำหรับลูกค้าชาย, ผ้าโพกหัวและ Abaya สำหรับผู้หญิง โดยสั่งให้ทางร้าน “ติดตั้ง” เครื่องประดับหรือทำพื้นผิวของผ้าให้พิเศษกว่าปกติ แบรนด์ดีไซเนอร์ที่เข้าร่วมแคมเปญนี้ได้แก่ Tom Ford, Dries Van Noten และ Jil Sander วัฒนธรรมเหล่านี้ ได้ไปปรากฏอยู่ในหนังเอเชียยุคใหม่ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง เพราะมุมที่ถูกบอกก่อนมักจะเป็นเรื่องของเนื้อหาและชื่อเสียงของผู้กำกับหนังอินเดีย หนังฮ่องกง หนังเกาหลี หนังญี่ปุ่น หนังไทยและหนังจีน ค่อยๆ ช่วยกันสะท้อนภาพของ lifestyle ในยุค social media ทั้งอาหาร ดนตรี เสื้อผ้าและการเที่ยวดื่มกิน (โดยที่เกาหลีเคยปูทางทำก่อนใครมาแล้วจากเหล้าโซจู ซึ่งผมได้เขียนถึงตั้งแต่ปี 2003)
บางคนบอกว่าหนังจีนมีภาพของไลฟ์สไตล์น้อย แต่พอลองดูจริงๆ เราก็มักเห็นตัวละครในหนังจีน ที่ใช้ชีวิตไปกับการฟังเพลงป๊อปหวานๆ ร้องเพลงคาราโอเกะ ดื่มโค้ก(เคยอยู่ในหนังจางอี้โหมวด้วยเรื่อง keep cool และ หว่อง คาร์-ไว) ผู้กำกับจากจีนคนหนึ่งเคยพูดว่า นักแสดงจากจีนเองเวลาไปเข้าร่วมในงานเทศกาลหนังนานาชาติ ก็ได้แสดงค่านิยมที่หลุดไปทางตะวันตกด้วย และมันทำให้มีลีดเดอร์ด้านนี้ กล้าที่จะแหกกรอบออกไปจากไลฟ์สไตล์แบบเอเชีย
อย่างไรก็ตาม สิ่งทีพัฒนาขึ้นจากหนังจีนก็คือ การให้ความสำคัญกับดนตรีที่มีโครงสร้างทุกแบบที่สามารถนำมาใช้ร่วมกับการบรรยายได้ แม้แต่ “คาราโอเกะ” ก็เป็นวัฒนธรรมป๊อปอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในจีน ผู้กำกับบางคนเคยบอกว่า ทุกวันนี้ เวลาเขาไปร้านคาราโอเกะ จะเห็นลูกค้ามาร้องเพลงเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่คนเดียว ทำให้เห็นว่า “วัฒนธรรมป๊อป” ผ่านทางดนตรีนั้น เริ่มมีที่ทางของมัน เหมือนยุค 80 ต้นๆ เป็นสมัยที่ดนตรีแนวป๊อปเริ่มหยั่งรากลึกในจีน และมีบทบาทสำคัญในชีวิตของผู้คน
นักวิชาการบางคนบอกว่า ในตอนแรกๆ ดนตรีป๊อปเข้ามาจากทางหนังฮ่องกงและไต้หวันก่อน ต่อมา ดนตรีจากตะวันตกก็เริ่ม “หลั่งไหล” เข้าไปที่จีน
และก่อนที่จีนจะไม่มีอะไรไว้คุยกับเขาบ้าง พวกเขาก็ยังมี “การแสดงอุปรากรจีน” ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากไปอย่างมาก เพราะคุณจะไม่พบอุปรากรจีนในหนังยุคใหม่ เพราะถ้าจะใหม่ที่สุดก็อาจะได้ยินแคแรกเตอร์ของหนังจีน กำลังร้องเพลงของ เติ้งลี่จินในการทำกับข้าว
การใช้ดนตรีป๊อปที่มากขึ้นในหนังจีน ก็แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในดินแดนที่มีวัฒนธรรมของจีน เพราะยุคหนึ่งคนจีนอาจร้องเพลง “We are Carrying on Communism” หรือถ้าเป็นยุค 80 ก็จะเป็นเพลง “We are the New Generation of the Eighties” ทั้งสองเพลงพูดถึงการเป็นหมู่คณะ แต่เพลงของ เทเรซ่า เทง หรือ เติ้งลี่จิน นั้น เป็นพวก “รุ่น 5 รุ่น 6“ มองว่า มันจะหมายถึงการบอกถึงการเป็น “ตัวเรา” อยู่เสมอ ตัวเราที่เป็นปัจเจกชน อย่างเพลงเช่น “I Love You” และ “The Moon Represents My Heart” เป็นเรื่องที่ใหม่จริง ๆ ดังนั้นผู้คนในยุคผมจึงติดอกติดใจกับโลกส่วนตัวนี้จริง ๆ บทบาทของดนตรีเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น มีการสร้างภาพในประวัติศาสตร์ด้วยการใช้ดนตรีในการบรรยาย มีเพลงเฉพาะหลายเพลงที่สามารถแสดงให้เห็นภาพได้ตรงกับสิ่งที่คนในสมัยที่กล่าวถึงกำลังเจอกับอะไรบ้าง
ในปี 1980 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของนโยบายเปิดประเทศ รัฐบาลกำลังพยายามโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนเห็นถึงอนาคตข้างหน้าที่สดใส มีเพลงยอดนิยมอยู่เพลงหนึ่งชื่อว่า “Young Friends Come Together” ในตอนนั้นความหมายของเพลงนี้ก็คือ “ในอีก 20 ปีข้างหน้าพวกเราจะได้รู้จักกับ 4 ทันสมัย และโลกจะเป็นที่ที่น่าอยู่” เพลงนี้แสดงถึงการที่ประเทศให้สัญญากับประชาชนว่าพรุ่งนี้จะดีขึ้น ในปี 1986 เราเริ่มได้ยินเพลงเช่น “Go With Your Feelings” ซึ่งเข้ามาในช่วงของการผ่อนคลายระยะแรก ที่จะได้เห็นการเริ่มต้นการมีอิสระและการแสดงออกทางความคิด และในตอนนั้นก็มีเพลงปลุกใจของ กุย เจียนที่ชื่อว่า “I Have Nothing to My Name” แต่ละเพลงนั้นถ่ายทอดความเป็นจริงของสังคมในยุคนั้น
ผมชอบที่ เจียฉางเก๋อ เคยบอกว่า เขาไม่สงสัยเลยว่าในยุค 60 และ 70 ทำไมคนจีนมักต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ตอนนั้นเขายังไม่รู้จักว่าความโดดเดี่ยวคืออะไร
และเมื่อจิตใจของเราได้รับการปลดปล่อยและเราเริ่มสนใจตัวเองแบบปัจเจกชน และเริ่มศึกษาผลงานของฟรอยด์ , Nietzsche, Schopenhauer และรูปแบบอื่นๆ ของทางตะวันตก รวมทั้งปรัชญาต่างๆ ทำให้เราเริ่มเข้าใจในตัวเอง และนั่นก็ทำให้ความโดดเดี่ยวและการแบ่งแยกเข้ามาด้วยเหมือนกัน
นี่คือวัฒนธรรมไปที่เปลี่ยนไป ทันสมัยมากขึ้น ห่างไกลคุณค่าเดิมอย่างเข้าใจ และแน่นอนว่าทุกชาตินั้น หนุ่มสาวของพวกเขาอยากมียุคสมัยและไลฟ์สไตล์ของตนเอง
.......................................
(หมายเหตุ หนังจีนสีใหม่ในมือ”ตี๋หมวย” : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



