บันเทิง

มองผ่านเลนส์คม:เพจทำมาค้าขาย

มองผ่านเลนส์คม:เพจทำมาค้าขาย

19 มี.ค. 2556

เพจทำมาค้าขาย : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... เพจนิรนาม

          ผลการสำรวจแนวโน้มของผู้บริโภค ของบริษัทมาสเตอร์การ์ดเวิลด์วายด์ พบว่า "เฟซบุ๊ก" ยังเป็นเว็บไซต์ที่คนนิยมเข้ามากที่สุดในไทย 74.2% ตามด้วยยูทูบ 40.4% และกูเกิล เสิร์ช 38.6%
 
          ดั่งที่ทราบกัน เฟซบุ๊กเป็นบริการออนไลน์ ที่ทำให้ผู้ใช้แบ่งปันข้อมูลกับเพื่อนที่อยู่ในสังคมเดียวกันแบบรวดเร็วทันใจ และเข้าถึงทุกกลุ่มคน ต่างจากเว็บไซต์ชุมชนออนไลน์อื่นตรงที่เฟซบุ๊กเป็นชุมชนในโลกที่มีตัวตนอยู่จริง
 
          การสร้างเครือข่ายชุมชนออนไลน์จึงเกิดขึ้นได้จริง ผู้คนสามารถที่จะแลกเปลี่ยน แบ่งปันข้อมูล ตามประโยชน์ กิจกรรม หรือความสนใจเฉพาะเรื่องซึ่งกันและกัน
 
          อย่างเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กรณีผู้ชมสถานีโทรทัศน์ "ไทยพีบีเอส" ในนาม "คนไทยผู้รักชาติ" เดินทางมายื่นหนังสือถึงผู้อำนวยการไทยพีบีเอส และผู้ผลิตรายการตอบโจทย์ โดยระบุถึงรายการตอนสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ออกอากาศไปในวันที่ 12-14 มีนาคมที่ผ่านมา ว่ามีเนื้อหาไม่เหมาะสม จึงเรียกร้องให้ไทยพีบีเอสระงับการออกอากาศรายการตอบโจทย์ ที่มีกำหนดออกอากาศเป็นตอนสุดท้าย
 
          ผู้คนกลุ่มนั้นได้ใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือในการประสานงานรวมตัวกันไปทำกิจกรรมที่ไทยพีบีเอส แม้จะมีผู้เดินทางไปร่วมไม่มาก ประมาณ 30 คน แต่จำนวนคนที่คลิกโพสต์ จำนวนคนที่ชื่นชอบคอมเมนต์และแชร์โพสต์ ก็มีมากกว่าหลายเท่าตัว อันเป็นการแสดงออกในการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนั้นแล้ว
 
          ว่ากันว่า ร้อยละ 90 ของเพื่อนในสังคมออนไลน์จะไม่แสดงออกผ่านสาธารณะ ด้วยเหตุนี้ นักการตลาดจึงนำหลักการนี้มาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้เฟซบุ๊กในการสร้างแบรนด์อย่างได้ผล
 
          นาวิก นำเสียง คอลัมนิสต์รับเชิญ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ เขียนเรื่อง "วัดประสิทธิภาพเฟซบุ๊กเพจ ที่นักการตลาดต้องทราบ" เมื่อวันอังคารก่อนโน้น เกี่ยวกับการ "การวัดผลตอบแทนการลงทุน" ในตลาดสังคมออนไลน์
 
          "วันนี้ผมคงจะขอกล่าวถึงการวัดประสิทธิภาพของแฟนบุ๊กเพจ ที่ธุรกิจใช้ประโยชน์ในการสร้างแบรนด์และการมีส่วนร่วมของลูกค้าในโลกสังคมออนไลน์
 
          "มันคือจำนวนคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับเพจของเรา ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์ผ่านวอลล์, กดไลค์, คอมเมนต์?, แชร์ เป็นต้น มันจะบอกถึงพัฒนาการของประสิทธิภาพของเพจ ยิ่งจำนวนมากเท่าไรแสดงถึงความสำเร็จของเพจ
 
          "การวัดประสิทธิภาพนี้จะบ่งบอกถึงคุณภาพของผู้ที่ชื่นชอบของคุณได้ด้วย เช่น มีหลายๆ เพจที่มีจำนวนผู้ที่ชื่นชอบเป็นจำนวนมาก แต่จำนวนคนกำลังพูดถึงสิ่งนี้กลับน้อยเมื่อเทียบกับเพจ ที่มีจำนวนผู้ที่ชื่นชอบน้อยกว่า"
 
          นาวิกกำลังพูดถึงจำนวน "ผู้ที่กดไลค์" กับจำนวน "ผู้ที่พูดถึง" ซึ่งสองอย่างแตกต่างกัน ในฐานะนักการตลาดย่อมมองที่กดไลค์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องประเมินและวิเคราะห์ผู้ที่กำลังพูดเนื้อหาในเพจนั้นด้วย
 
          นอกจากนี้ จำนวน "ผู้ที่เห็น" หมายถึงจำนวนคนที่เห็นข้อความที่เราโพสต์ นี่ก็ต้องมีความสำคัญ
 
          "ยิ่งคุณมีผู้ชื่นชอบมากเท่าไรจำนวนคนที่เห็นก็มากขึ้นเท่านั้นยิ่งผู้ที่ชื่นชอบมีเพื่อนมากเท่าไรจำนวนคนที่เห็นก็ยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีกเช่นกัน ดังนั้นหากต้องการจำนวนคนที่เห็นมากขึ้น  ต้องหาคนที่มีอิทธิพลหรือมีเพื่อนมากๆ มาเป็นผู้ที่ชื่นชอบของคุณ"
 
          ในทางการตลาด "นาวิก" บอกว่า จำนวนคนที่เห็นจะมีทั้งแบบซ้ำคนและไม่ซ้ำคน ซึ่งจะช่วยให้วิเคราะห์การเข้าถึงผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น "...จะต้องวิเคราะห์เชิงลึกถึงประเภทของการเข้าถึงด้วยเช่นกัน ได้แก่ การเข้าถึงโดยปกติ (Organic) คือเป็นการเห็นจากหน้า News feed ของผู้ชื่นชอบเอง, การเข้าถึงจากโฆษณา (Paid) คือเป็นการเห็นที่มาจากการลงโฆษณา Facebook และ การเข้าถึงแบบบอกต่อ (Viral) คือการเห็นที่มาจากการแชร์โพสต์ของคุณโดยเพื่อน"
 
          สรุปว่า การเพิ่มจำนวนคนที่เห็นให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ หมายถึงแบรนด์จะได้รับการรับรู้มากขึ้นยิ่งเท่านั้น
 
          นั่นเป็นข้อคิดจาก "นาวิก" ฝากไว้ในกลุ่มคนทำมาค้าขายในตลาดออนไลน์ หากจะประสบความสำเร็จ จะต้องทำอย่างนี้
.......................................
(หมายเหตุ เพจทำมาค้าขาย : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม  โดย... เพจนิรนาม)