บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:เวลากลับหัว

เล่นหูเล่นตา:เวลากลับหัว

18 มี.ค. 2556

เวลากลับหัว : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

          วันเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน ชีวิตในแต่ละวันก็ช่างเร่งรีบ จบจากนี้ก็ต้องรีบไปทำอย่างอื่น ทำงานมากมาย พบผู้คนมากหน้าหลายตาจนไม่รู้จะจำตรงไหน เวลามีคนเดินมาทักก็ต้องรีบตั้งสติ มิเช่นนั้นพอเขาถามว่าจำได้ไหม? แล้วตอบไปตามตรง เขาก็จะรู้สึกไม่ดี (ไม่อยากให้ใครเสียใจ) ทุกวันนี้ก็เลยเป็นกลางๆ ว่า “ คุ้นๆ ” กลับไปบ้านเก็บไปคิดอีก 3 วันก็ยังจำไม่ได้ เฮ้อ … ไม่ฉลาดหรือแก่ไม่แน่ใจ เอาเป็นว่าจำอะไรไม่ค่อยจะได้ ขนาดมีผัวมาแล้วกี่คนก็ยังจำไม่ได้ (มีไม่กี่คนแต่มันไม่น่าจำสักคน งั้นก็ลืมมันทั้งหมดก็แล้วกัน!)
 
          ชีวิตของฉันวนไปวนมาแค่บ้านแม่ คอนโด และตลาด ... สถานที่ทำงานคือสิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ พร้อมๆ กับกลุ่มคนทำงาน และผู้ว่าจ้าง (ลูกค้า) ทุกสิ่งอย่างเกิดในรูปแบบเดียวกัน ต่างที่และต่างผู้คน นั่นทำให้ฉันไม่มีเวลาย่อยรายละเอียดและดูดซับสิ่งใดๆ ได้เลย

          ถ้าเจาะเข้าไปในสมองส่วนหน้าซีรีบรัม (Cerebrum) ข้อมูลเก่าๆ มันคงจุกแน่นจนเต็มไม่มีที่ว่างให้ข้อมูลใหม่ๆ เข้ามาฝังตัวสักเท่าไหร่ ฉันจึงจำอะไรใหม่ๆ ได้เพียงช่วงเวลาหนึ่งแล้วลืม แต่กลับจำทุกสิ่งอย่างในวัยเด็กได้ดี มันคงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด สะอาดที่สุด สนุกสนานที่สุดละมั้ง

          ส่วนในเรื่องความรักฉันกลับจำได้แค่ลางๆ ขาดๆ ลุ่ยๆ ประกอบกับสั่งจิตให้ลืมและลบข้อมูลขยะทิ้ง มันก็เลยลืมไปแล้วจริงๆ (ชื่อ-นามสกุล ฉันยังจำไม่ได้เลย จำชื่อเล่นพวกมันได้ก็บุญแล้ว แต่จะจำหาพระแสงด้ามสั้นด้ามยาวไปทำไมล่ะคะ จะไปเจอกันชาติหน้าหรือไง?)
 
          ความวุ่นวายจากการงานและการใช้ชีวิตไม่เปิดช่องให้ฉันได้หยุดคิดหรือย้อนเวลาสักเท่าไหร่ จนกว่าจะเจออะไรสักอย่าง ... แค่ได้เห็นหรือสัมผัสก็เหมือนถูกดูดย้อนกลับไปในอดีตอย่างรวดเร็วและลึกล้ำ ...
 
          ฉันเดินเลือกซื้อของกับลูกน้องทั้ง 2 คนในซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง ข้าวของมากมายถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ แยกเป็นหมวดหมู่ มีป้ายบอกประเภทของสินค้าแต่ละล็อกทั้งเครื่องอุปโภคและบริโภค ฉันมาหยุดยืนที่ชั้นวางสินค้าระดับสายตา มันน่าจะเป็นสินค้ายอดนิยมหรือสินค้าราคาสูง ที่จะถูกจัดวางในระดับนั้น (เออหนอ ... อย่าว่าแต่คน สินค้าก็ยังแบ่งระดับและวรรณะของมัน มิได้วางเกลื่อนกลาดปะปนกันบนพื้น)

          ฉันคว้ายาสีฟันของนอกมาพลิกดูแหล่งผลิต ส่วนผสม รวมทั้งอ่านโฆษณาชวนเชื่อทั้งหลายบนกล่อง มาหยุดที่ราคาแล้ววางลง จากยืนก็เริ่มก้มต่ำลงมาทีละขั้น จนอยู่ในท่านั่งยองๆ กับพื้นดูยาสีฟันที่วางชั้นล่างสุด (บนสุดเกือบ 200 บาท ล่างสุด 30 กว่าบาท ... ยิ่งสูงยิ่งแพง ดีไม่ดีว่ากันอีกทีนะ คุณตำรวจ!)

          หลอดสีเหลืองสะดุดตา เครื่องหมายก็ดูย้อนยุคได้ใจ เตะตาตรงที่มีคำว่า “ แจ่ม ” ไม่แน่ใจว่าเป็นคำนามชื่อของผู้ผลิตคิดค้น หรือ เป็นคำวิเศษณ์บอกคุณสมบัติของยาสีฟันชนิดนี้ หลอดยังเป็นโลหะเบาที่คุ้นเคยแต่เด็ก ไม่ได้เปลี่ยนเป็นพลาสติกอย่างที่เห็นในทุกวันนี้ ...

          ฉันจำได้ว่าตอนเด็กๆ เวลาที่เหงือกบวมหรือเลือดออกตามไรฟัน แม่จะซื้อยาสีฟันชนิดผงบรรจุในซองสีเหลืองกันน้ำเขียนว่า “ ทิพย์นิยม ” กลิ่นหอมสมุนไพรโบราณอะไรสักอย่าง หน้าตาและสีสันรวมทั้งรสชาติเหมือนเคี้ยวดินสอพอง ฟองเยอะ เอายาใส่แปรงสีฟันแล้วถูฟัน ... ใช้ไป 2 - 3 วัน อาการต่างๆ ในปากก็หายไป ...

          ฉันไม่รู้ว่าสิ่งนี้หายไปจากชีวิตฉันตอนไหน ... ลืมไปนานแล้วจนกระทั่งในห้างใหญ่โตไฮโซทันสมัย ไอ้เจ้าผงสีฟันสีขาวขุ่นนั้นย้ายจากซองมาแอบอยู่ในหลอดสีเหลือง ฝาจุกแดง มีตัวอักษรไทยฝั่งหนึ่ง อังกฤษอีกฝั่ง ดูโบร่ำโบราณ บรรยายบอกสรรพคุณส่วนผสม ผู้ผลิตและน้ำหนัก ... ข้อมูลครบถ้วน ฉันดีใจเหมือนได้เจอญาติผู้ใหญ่ที่คิดว่าน่าจะเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่ยังคงมีชีวิตอยู่ แก่แต่แข็งแรงดีและอยู่อย่างเงียบๆ สมถะ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง เบียดเบียน เบียดเสียด ต่อสู้ชนิดอยู่หรือตายกันไปคนละข้าง ... ก็ยังอยู่มาได้ ...

          น้ำตาจะไหลรีบหอบใส่ตะกร้าไปจ่ายตังค์ เอามายืนอยู่หน้ากระจกและอ่างล้างหน้า เปิดจุกออกบีบมันออกมาใส่แปรงสีฟัน ทันทีที่ลิ้นสัมผัสกับยาสีฟัน ฉันเหมือนกลับไปยืนอยู่หน้ากระจกบ้านเก่าในวัยไม่ถึง 10 ขวบ

          รสชาติและกลิ่นหอมของสมุนไพรโบราณซ่านขึ้นไปตามโพรงจมูก ฟองเยอะเต็มปาก ฉันมองหน้าตาตัวเองในกระจกแล้วก็หัวเราะก๊ากเสียงดังอยู่คนเดียว จากเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ไม่ประสีประสามาเป็นหญิงแก่ตอแหลเก่ง อีกไม่นานก็ไม่ต้องใช้ยาสีฟันแล้ว แค่ถอดฟันปลอมออกมาล้างแล้วแช่น้ำยาในแก้ว ตื่นเช้ามาก็คว้ามาแกว่งล้างน้ำ 2 - 3 ที แล้วงับเข้าร่องเหงือก เวลาขึ้นไปร้องเพลงในคอนเสิร์ตครบรอบอะไรสักอย่างคงต้องมีพักช่วงให้น้ำนักร้องเหมือนนักมวย พอระฆังดังแก๊งก็มีคนเอาเก้าอี้มาให้นั่ง พี่เลี้ยงมาบีบนวดให้น้ำ นักมวยน่ะถอดฟันยาง แต่นักร้องแก่อย่างฉัน ... ถอดฟันปลอม! แล้วค่อยให้น้ำกับยาดม!
 
          ทุกครั้งที่ฉันไปหยิบจับอะไร กินอะไร ได้กลิ่นอะไร สิ่งนั้นจะพาฉันย้อนกลับไปในอดีต ช่วงเวลาที่ในความเป็นจริงไม่มีการคมนาคมขนส่งสิ่งใดจะพาเราไปได้ นอกจากความคิดที่ต้องอาศัยตัวช่วยเป็นสิ่งนั้นๆ สิ่งที่เคยสัมผัสในอดีตพาเรากลับไป เรายังคงใช้ชีวิตอยู่บนหน้าปัดนาฬิกา บ้างก็แข่งกับเวลา บ้างก็ฆ่าเวลา บ้างก็ให้เวลาพาไปอย่างไร้จุดหมายจนกว่าจะถึงปลายทางที่ไม่มีวันรู้ว่าตรงไหนและเมื่อไหร่

          สำหรับฉัน ... ฉันยังคงอยู่กับปัจจุบัน ... ณ บัดนี้ ไม่เคยมองเห็นหรือคาดหวังในอนาคต เพราะนั่นเป็นเรื่องของชะตาชีวิตที่ถูกขีดมาแล้วโดยอะไร หรือใครที่มนุษย์มิอาจควบคุมได้ มีเพียงกรรมหรือการกระทำในปัจจุบันที่จะเป็นตัวเร่งหรือชะลอชะตาชีวิตที่ต้องเป็นไป ...

          ฉันพาตัวเองกลับไปหาอดีตจริงๆ ไม่ได้ คาดหวังในอนาคตก็ไม่ได้ แต่ฉันใช้สิ่งของบางอย่างเป็นตัวกลางพาฉันย้อนคิดถึงอดีตได้ เหมือนกับว่าเวลาในปัจจุบันกำลังกลับหวนไปในอดีต ...
.......................................
(หมายเหตุ เวลากลับหัว : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)