บันเทิง

เอกเขนกดูหนัง:Moonrise Kingdom

เอกเขนกดูหนัง:Moonrise Kingdom

15 มี.ค. 2556

Moonrise Kingdom : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

          เพลงคลาสสิกจากรายการวิทยุ ที่ดีเจพยายามอธิบายว่า เป็นการบรรเลงในแบบแวริเอชั่นที่เน้นให้ผู้ฟังได้สดับสำนียงดนตรีแต่ละชิ้นอย่างชัดเจน ภาพจากเคลื่อนกล้อง ทั้งแนวระนาบ แนวดิ่ง จากขวาไปซ้าย ซ้ายไปขวา ดอลลี่เข้า-ออก ก็ดูเรียบนิ่ง แต่องค์ประกอบภาพที่ปรากฏในแต่ละเฟรมตรงเป๊ะ แทบไม่ขยับเขยื้อน โทนสีเหลืองอมส้ม สไตล์ภาพในหนังยุค 60-70’s ขับให้สีของทั้งฉาก เสื้อผ้าตัวละคร ดูมีสีสันหวานแหวว น่ารัก ไวยากรณ์เหล่านี้ ถูกนำมารับใช้ เรื่องราวของเด็กกลุ่มหนึ่ง ตั้งแต่หมู่ลูกเสือกากี, ครอบครัวบิชอป และตำรวจบนเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งในนิวอิงแลนด์ งานภาพทั้งการเคลื่อนกล้อง องค์ประกอบฉาก ทิศทางการเคลื่อนที่ของตัวละครซึ่งดูจะเป็นระเบียบแบบแผน สอดรับกับการที่เด็กๆ ต้องอยู่ในการควบคุมดูแลของผู้ใหญ่ ภายใต้กฎระเบียบข้อบังคับอย่างเข้มงวด วิธีการเล่าเรื่องแบบนี้ ทั้งเทคนิคและเนื้อหา ดำเนินไปเป็นเวลาสั้นๆ จนกระทั่งเจ้าหนู ‘ชาคัสกี้’ แอบหนีจากค่ายลูกเสือ หนำซ้ำยังนัดแนะชักชวน ‘ซูซี่ บิชอป’ สาวน้อย ที่เจอกันแค่ครั้งเดียวในงานโรงเรียน หนีออกจากบ้านตามกันมา จากนั้นเรื่องวุ่นๆ ก็เกิดขึ้น เมื่อคนเกือบทั้งเกาะ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ต่างต้องออกตามหาเด็กคู่นี้กันจ้าละหวั่น ขณะที่พายุใหญ่ก็ใกล้เข้ามาทุกที

          ความสนุกของ Moonrise Kingdom ไม่ได้อยู่ที่แค่ลุ้นว่า ชาคัสกี้และซูซี่ จะหนีการตามล่าของเหล่าลูกเสือ ตำรวจและผู้ใหญ่บนเกาะได้หรือไม่เท่านั้น เพราะเรื่องราวดูจะเลยเถิดออกไปอีก เมื่อกลุ่มเพื่อนลูกเสือกากีเกิดเห็นใจ ชาคัสกี้และซูซี่ ออกอุบายช่วยให้เจ้าหนูคู่นี้ หนีออกไปให้พ้นจากเกาะ

          ถ้ายุค 60’s ที่หนังตั้งใจให้เป็นช่วงเวลาที่เกิดเรื่องราว ซึ่งเป็นยุคของ ‘บุปผาชน’ ที่คนหนุ่มสาวต่างโหยหาเสรีภาพ ลุกขึ้นมาประท้วงการทำศึกสงคราม และตั้งคำถามกับเหล่าผู้ปกครองบ้านเมือง ก็ดูเหมือนว่าบรรยากาศที่ “Moonrise Kingdom” จำลองขึ้น คล้ายจะพยายามสื่อสารบางอย่างหรืออาจจะจงใจล้อเลียน เสียดเย้ย เหน็บแนม ชนชั้นปกครองหรืออำนาจรัฐอยู่กลายๆ
เจ้าหนูชาคัสกี้ เด็กกำพร้า ที่แม้แต่พ่อแม่บุญธรรมยังไม่ใส่ใจ พูดกรอกหูโทรศัพท์ใส่ตำรวจด้วยซ้ำว่าถ้าเจอตัวก็ไม่ต้องเอามาคืน แม้ทั้งครอบครัวและเพื่อนลูกเสือต่างลงความเห็นร่วมกันว่า เจ้าหนูชาคัสกี้ มีพฤติกรรมประหลาดเพี้ยน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า เจ้าหนูก็เป็นเด็กอัจฉริยะรอบรู้ในหลายสิ่ง แม้แต่ ซูซี่ ที่อาจดูมองว่าเป็นเด็กแก่แดด แต่รสนิยมทางศิลปะ และการรักการอ่านของเธอก็บอกเป็นนัยๆ ว่า สาวน้อยคนนี้ ความคิดอ่านนั้นไม่ธรรมดา การลุกขึ้นออกตามหาโลกของตน ทั้งของชาคัสกี้และซูซี่ การพยายามหาทางเดินออกจากกฎอันเข้มงวด และบางครั้งอาจจะบ้องตื้นเกินเหตุ รวมทั้งพฤติกรรมแย่ๆ ของผู้ใหญ่บางคนที่เด็กสองคนรับไม่ได้ (อาทิ ครูลูกเสือคาบบุหรี่ในปากแทบจะตลอดเวลา, หรือแม่ของซูซี่ ที่ดูจะมีสัมพันธ์ลึกๆ กับตำรวจประจำเกาะ) การหนีออกจากแคมป์ลูกเสือพากันเข้าป่าของทั้งคู่ จึงดูเหมือนเด็กหัวขบถคู่หนึ่งปฏิเสธที่จะอยู่ในสังคมจอมปลอมของพวกเขา

          การดื่มด่ำในโลกศิลปะที่พวกเขาเข้าถึง อย่างการอ่านวรรณกรรมของซูซี่ การวาดภาพ Portait ของชาคัสกี้ พฤติกรรมของเด็กทั้งสองน่าจะเป็นตัวแทนของหนุ่มสาวสมัยยุคบุปผาชนเป็นอย่างดี การหนีออกจากบ้านที่มีกฎระเบียบเข้มงวดของซูซี่ หรือค่ายลูกเสือที่มีครูเพี้ยนๆ ของชาคัสกี้ จึงเป็นเหมือนการปฏิเสธสังคมหรือตัวแทนอำนาจรัฐในยุคนั้น แม้สุดท้ายโลกหรือสังคมในอุดมคติสำหรับคนหนุ่มสาวจะไม่มีอยู่จริง หรือไม่ก็ถูกทำลายในชั่วพริบตา อย่างน้อยวีรกรรมของชาคัสกี้และซูซี่ ก็นำมาซึ่งแบบอย่างของการเป็นผู้นำ ซึ่งทำให้หลายๆ คนที่มีอุดมการณ์เดียวกันลุกขึ้นมาทำอะไรกับสังคมตัวเองบ้าง เหมือนในฉากที่กลุ่มเพื่อนลูกเสือกลับเปลี่ยนใจมาช่วยเพื่อน หลังรู้ว่านักสังคมสงเคราะห์จะพาชาคัสกี้ไปอยู่ที่ไหน

          ในอาณาจักรที่ชนชั้นปกครองเข้มงวด มีนโยบายหรือพฤติกรรมประหลาดเพี้ยนที่คนใต้ปกครองไม่สามารถยอมรับได้ การลุกขึ้นสู้อาจดูเกินตัว แต่การหนีออกไปสู่โลกของตนดูจะเป็นหนทางที่คนหนุ่มสาวมองเห็นว่าน่าจะออกเดินไปเป็นที่สุด ไปดื่มด่ำกำซาบสิ่งที่พวกเขารักและสนใจ มากกว่าจะทำตัวให้อยู่ในกฎกรอบ ระเบียบวินัย และผู้ปกครองประหลาดเพี้ยน

          Moonrise Kingdom ไม่ใช่แค่หนังที่มาเล่าถึงการผจญภัยของเด็กคู่หนึ่ง หากแต่มันยังเปรียบเปรย สะท้อนสะเทือน อำนาจรัฐหรือชนชั้นปกครองในสังคมที่มักจะตั้งกฎเกณฑ์ต่างๆ นานา เพื่ออ้างว่าจะได้ควบคุมดูแลผู้คนให้อยู่ในระบบระเบียบ ถ้าดีก็ดีไปแต่ถ้ามันจะผิดเพี้ยนก็อาจจะมาจากรัฐที่ฉกฉวยผลประโยชน์จากกฎเหล่านั้น หรืออาศัยความเป็นชนชั้นปกครอง แสวงหาความสุขสบายจากผู้อยู่ใต้บัญชา (หลายๆ ฉากในหนัง จะเป็นว่าครูฝึกปฏิบัติต่อลูกเสือเยี่ยงคนรับใช้) ดังนั้นอาณาจักรแสงจันทร์ จึงเป็นที่ปรารถนาของชาคัสกี้และซูซี่ อย่างน้อยเสรีภาพแม้จะในช่วงเวลาสั้นๆ ก็มีค่ายิ่ง
.......................................
(หมายเหตุ Moonrise Kingdom : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)