
มั่วดริ๊งค์...Byฟองเบียร์:'ลังความฝัน'
'ลังความฝัน' : มั่วดริ๊งค์ โดย... ฟองเบียร์
ผมเป็นนักแต่งเพลงอาชีพแบบมีเงินเดือนประจำมาก็เข้าปีที่ 12 แล้ว ได้ทำงานกับศิลปินมามากมายหลายค่าย บางทีก็เรียกว่างานฝิ่นช่วยเหลือพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ นอกสังกัดที่ตัวเองทำงานประจำก็มีบ้าง มีทั้งแอบๆ ช่วยแต่งเพลงแบบไม่เปิดเผยชื่อตัวเอง และ ช่วยแต่งเพลงแบบเปิดเผยใช้ชื่อ “ฟองเบียร์” ไปเลยว่าเรามาช่วยเพื่อนที่เรารักกันสนิทกันมานานก็มีและแน่นอนก็ต้องมีการโดนว่า โดนตำหนิจากต้นสังกัดเรา เพราะมันก็ผิดจริงๆ แต่อย่างว่าคนเราก็มีคนที่เราอยากช่วยเหลือในเหตุผลของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป ผมกำลังพูดถึงบทบาทที่ผมอยู่ทำนั่นคือ “นักแต่งเพลง”
การเป็นนักแต่งเพลงอาชีพนั้นจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย มันเป็นอะไรที่อธิบายตายตัวลำบากว่าอะไรคือคุณสมบัติของนักแต่งเพลงที่ดีและอะไรคือตัวกำหนดว่าคุณเป็นนักแต่งเพลงอาชีพได้แล้ว เช่น การที่ตัวเราแต่งเพลงขึ้นมาสักเพลงหนึ่งแล้วเพลงนั้นก็ดันฮิตดังระเบิดไปทั่วทั้งบ้านทั้งเมืองแต่เราแต่งเพลงแบบนี้ได้เพลงเดียวแล้วเราก็หายไปจากวงการ หรือ การมีเพลงที่ตัวเราแต่งเก็บไว้จำนวนมากมายหลายสิบเพลงที่เราเองนั้นชอบเพลงเหล่านี้แบบตัดสินความเจ๋งของเพลงด้วยรสนิยมส่วนตัวเราแล้วพยายามนำเพลงเหล่านั้น
มาขายให้ค่ายเพลงในตลาด คนทั้ง 2 กลุ่มนี้ที่แต่งเพลงแบบที่ผมกล่าวมานั้นผมเจอแบบหลังในสังคมปัจจุบันมากกว่า
คนกลุ่มหลังนี้ผมยอมรับเลยว่าเมื่อก่อนตัวผมก็เป็นแบบนี้ตอนยังเป็นเด็ก วิธีการนำเพลงที่เราแต่งไว้มาเสนอขายค่ายเพลงเรียกตามภาษาชาวบ้านว่า “ส่ง Demo” การส่ง Demo นั้นเป็นเหมือนการก้าวตามฝันของคนที่อยากจะเป็นนักแต่งเพลงอาชีพในก้าวแรกเลยทีเดียวก็ว่าได้ และในแต่ละค่ายเพลงก็มักจะมีแผนกที่รับ Demo ของคนที่นำงานมาเสนออยู่ ซึ่งผู้ที่นำงานมาเสนอขายเพลงนั้น แต่ละคนก็มีการทำหน้าตาหีบห่อหรือซองใส่ซีดีเพื่อให้ดูดีและสะดุดตาค่ายเพลงที่ได้รับงานชิ้นนั้นแตกต่างกันไป ซึ่งแน่นอนสิ่งที่แต่ละคนมีเหมือนกันคือ “ความคาดหวัง” ว่างานของตัวเองนั้นจะถูกใจค่ายเพลงที่ตนนำไปเสนอและรอการติดต่อกลับมาจากค่ายเพลงอย่างใจจดใจจ่อ
ผมเองก็เคยส่งเพลงไปเสนอขายค่ายเพลงใหญ่ๆมาแทบจะทุกค่ายที่มีในเมืองไทยในช่วงเวลานั้นแล้วก็กลับบ้านมารอแล้วรออีก จนวันผ่านไปเป็นเดือน จนผ่านไปเป็นหลายเดือนก็ไม่มีการติดต่อกลับมา จนต้องกลับมาแต่งเพลงใหม่ๆ เพิ่มแล้วลองไปส่งเสนอขาย Demo ใหม่อีกครั้งตามค่ายต่างๆ แล้วก็เป็นเหมือนเดิมคือกลับมารอแล้วรออีก ทำแบบนี้ไปซ้ำๆจนเราหมดปัญญาที่จะทำงานไปเสนอแล้ว เพราะหมดเงินกับการเดินทางตะลอนๆ ไปค่ายนั้นค่ายนี้ หมดเงินกับการเช่าห้องซ้อมดนตรีเพื่ออัด Demo กับเพื่อนๆ หมดกำลังใจเพราะครอบครัวก็บอกว่าพอได้แล้ว หยุดฝันเรื่องเป็นนักแต่งเพลงอาชีพได้แล้ว ไปตั้งใจเรียนหนังสือดีกว่า
จนวันนึงเกิดความสงสัยแบบจริงๆ จังๆ ขึ้นมาว่า “เฮ้ย…ไอ้งานที่เราพยายามทำส่งไปเสนอน่ะ ทางค่ายเขาได้ฟังกันจริงรึเปล่าว่ะ” เคยโทรไปถามทางค่ายต่างๆ ที่เราไปส่งเสนองานไว้ก็ได้คำตอบแบบเดียวกันว่าทาง Producer เอาไปฟังแล้ว แต่มันไม่ตรงแนวที่ทางค่ายเราอยากได้ ไม่ตรงกับ Concept อัลบั้มของศิลปินที่ค่ายกำลังทำอยู่ ตอนได้ยินแบบนี้ก็ท้อนิดนึงที่งานที่ทำไปหลายๆ ครั้งนั้นไม่ตรงกับสิ่งที่ค่ายเขาทำอยู่ แต่อีกใจนึงก็ดีใจว่าอย่างน้อยคุณก็ได้ฟังงานผมล่ะ พยายามทำเพลงส่งไปอีกเรื่อยๆ ดีกว่า เผื่อว่ามันจะตรงกับสิ่งที่ค่ายเขาต้องการสักเพลงนึงจากสิบเพลงที่เราแต่งไปก็ยังดี
และแล้ววันเวลาผ่านไปจนตัวผมช่วงนั้นได้เริ่มรู้จักกับคนในวงการดนตรีอาชีพที่เขาทำงานอยู่ในค่ายเพลงใหญ่ต่างๆ
ผมจึงพยายามขอความช่วยเหลือจากคนเหล่านี้ให้ช่วยพาผมเข้าไปคุยกับ Producer ค่ายต่างๆ ทีว่าตอนนี้พวกเขาต้องการงานเพลงแบบไหน แนวไหน เนื้อหาเป็นยังไงถึงจะตรงกับศิลปินที่เขาทำอยู่ ซึ่งจากตรงจุดนี้ทำให้ผมได้เดินเข้าไปในแผนกที่รับส่ง Demo และได้เห็นภาพภายในออฟฟิศค่ายเพลงจริงๆ ว่าในออฟฟิศนั้นหน้าตาสถานที่ทำงานเป็นยังไง จากเดิมทีไม่เคยได้เข้าไปในอาคารของค่ายเพลงเลยนอกจากแค่ตรง Lobby เพื่อฝากเสนองานเราไว้ตรง Reception สิ่งที่ผมได้เห็นนั่นคือกล่องลังกระดาษสีน้ำตาลขนาดใหญ่มากมายหลายกล่อง เรียงกันเป็นแถวๆ ผมก็เลยอดถามไม่ได้ว่ากล่องลังพวกนี้คือกล่องอะไร เขาตอบกลับมาว่า “กล่องใส่ Demo เวลามีคนมาเสนองานที่ค่ายเรา “ ผมตกใจมากเพราะว่าจำนวน Demo ที่คนส่งมานั้นมันเยอะจริงๆ จนต้องถามต่อไปว่างานที่คนนำมาเสนอเหล่านี้พวกพี่ได้ฟังกันหมดไหม ก็ได้รับคำตอบว่า “เยอะขนาดนี้ใครจะไปฟังหมด บางทีก็ไม่มีใครมาฟังหรอกนะเพราะพวก Producer เขาก็แต่งเพลงกันเองได้ ไม่จำเป็นต้องมาซื้อเพลงพวกนี้ที่คนส่งมากันหรอก” แทบจะไม่ต้องเดากันเลยว่าตอนนั้นผมได้ยินแล้วคิดอะไรในหัว
เล่ามาถึงตรงนี้เพื่อที่จะบอกว่า ในยุคปัจจุบันที่ผมทำงานอยู่ตอนนี้ กล่องลังกระดาษลักษณะแบบนี้ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่บ้างแต่ก็น้อยลง เพราะคนนำเสนองานผ่านทาง Social Network กันเยอะเพื่อง่ายต่อการที่ใครจะมาเห็นมาฟัง แต่คนที่เขาไม่ถนัดเรื่องการใช้ Social Network ก็ยังมีอยู่พอสมควร ทุกวันนี้ แผนกนั้นก็ยังอยู่ ยังมีคนส่ง Demo เสนองานกันมาอยู่ แต่ด้วยความหวังดี ปรารถนาดีจริงๆ ผมแค่อยากจะบอกว่า การเป็นนักแต่งเพลงนั้นอาจจะต้องหาแรงบันดาลใจในการนำมาแต่งเพลง อาจจะต้องขึ้นเขา ลงห้วย ลงมือ ลงแรง ลงใจ ลงเงิน แต่ขออย่างเดียวว่าอย่า “ลงลัง”
สวัสดีครับ
.......................................
(หมายเหตุ 'ลังความฝัน' : มั่วดริ๊งค์… โดย... ฟองเบียร์)



