
คมเคียวคมปากกา - นิราศจริงแรมฝัน
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือนเจ็ด
อากาศร้อนอบอ้าว ฝนลงเม็ดค่อนข้างดี อาจเป็นวิถีดินน้ำลมไฟในภาวะโลกร้อน ข่าวว่าแถวทุ่งกุลาฝนแรง ถ้าไม่แล้งเสียก่อนระหว่างพรรษา น้ำท่านาทุ่งคงบำรุงข้าวปลาอาหารให้แก่ชาวนาชาวน้ำได้ไม่น้อย โดยเฉพาะข้าวหอมดอกมะลิ ที่บรรจุความหมายใหม่ให้แก่ทุ่งกุลาร้องไห้
ในฐานะลูกทุ่งกุลา แม้พลัดนาลาทุ่ง แต่ยังผูกพันขวัญนา ล่าสุดพลิก นิตยสารสารคดี ฉบับเดือนเมษายน วีระศักร จันทร์ส่งแสง (นามแฝง) เขาเสนอเรื่อง “หัวเราะและน้ำตา ในทุ่งกุลาร้องไห้” หรือ “ทุ่งกุลาร้องไห้ อู่ข้าวหอม แอ่งอารยธรรมอีสาน” อ่านแล้วได้ทั้งความรู้และความรู้สึก ทั้งความจริงและจินตนาการ ทั้งพื้นฐานชาวบ้านและแรงบันดาลใจชีวิต อยากให้หามาอ่านครับ ใครไม่เคยเห็นจะได้เห็นภาพบางด้าน ใครเคยเห็นแล้วจะได้เห็นภาพที่กว้างขึ้น เรื่องราวหลุมฝังศพโบราณ ตำนานทะเลกลายเป็นทุ่ง พ่อค้าเร่จากพม่า นายฮ้อยจากร้อยเอ็ดถึงบางกอก ข้าวหอมจากบางคล้า ยูคาลิปตัส-รีบตัด และหลายความเป็นไปแบบ- ทุ่ง-นา-ฟ้า-กว้าง
ครับ ทุ่งนี้มีนาม ทุ่งนี้มีตำนาน ทุ่งนี้มีเลือดเนื้อ ทุ่งนี้มีความจริง ทุ่งนี้มีความฝัน พลอยคิดถึงเพลง “ทุ่งกุลาร้องไห้” ที่ว่า “ท้องทุ่งแห้งแล้งแห่งภาคอีสาน...” บทประพันธ์ของ สุรินทร์ ภาคศิริ แม้เป็นภาพจริงภาพฝันบางด้านในอดีต แต่เพลงนี้ก็กลายเป็นเพลงประจำทุ่งไปแล้ว
นักแต่งเพลง แม้เป็นนักจินตนาการ แต่ใช่ว่าจะไม่ค้นคว้าข้อเท็จจริง แม้เป็นนักฝัน แต่ใช่ว่าจะไม่ศึกษาข้อมูลความรู้ เพลง “ทุ่งกุลาร้องไห้” ถือเป็นเพลงฝากชื่อสถานที่ที่ครบรสเพลงหนึ่ง
นักแต่งเพลง เป็นกวีประเภทหนึ่ง เป็นนักประพันธ์ประเภทหนึ่ง การเดินทางจึงเป็นสายตาของเขา ดังที่หลายคนว่าไว้ การเดินทางอาจไปด้วยยานพาหนะของมนุษย์ การเดินทางอาจไปด้วยยานพาหนะทางจิตวิญญาณของแต่ละบุคคล ระหว่างเดินทางนั้น ผู้เดินทางย่อมพึงพบประสบการณ์ ทั้งการแน่วทางนอก และการนิ่งทางใน หากผู้เดินทางเป็นคนช่างสังเกต ช่างจด ช่างจำ ขี้หาเรื่อง ขี้เล่า จักเกิดเป็นผลงานสู่ผู้อื่นตามปฏิภาณอันตนถนัด ไม่ว่าจะเป็นบทกวี บทเพลง บทสารคดี บทความ กระทั่งอาจวาดภาพฉากหลังไว้ในเรื่องเล่าแบบนิยาย เรื่องสั้น
สมัย สุนทรภู่ ท่านคงเป็นคนประเภทนี้ “นักเลงกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจ จึงร่ำไรเรื่องร้างเล่นบ้างเอย” นักเลงกลอนอย่างท่าน ร่ำไรเรื่องร้างเล่นไว้ กลายเป็นเรื่องราวให้เรียนรู้จริงจัง นักเดินทางสมัยท่าน ไม่มีกล้องวิดีโอ ไม่มีกล้องดิจิทัล ไม่มีโทรศัพท์มือถือถ่ายภาพได้ ไม่มีโน้ตบุ๊กต่อเน็ตโพสต์ภาพลงเว็บไซต์ แต่ท่านใช้กล้องอักษรหัวใจ บันทึกภาพไว้อย่างคมชัดลึกในฐานะลูกหลาน สุนทรภู่ คนหนึ่ง ผู้แต่งเพลง “ทุ่งกุลาร้องไห้”ย่อมได้ผ่านทางพบเห็นหลายสถานที่ ทั้งไปจริงและจินตนาการไป เพลงฝากชื่อสถานที่ของท่าน มีเป็นอมตะจำนวนมาก
ดังกล่าวไว้แล้ว ครูพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา ก็คือนักเดินทาง ทั้งจากวัยเยาว์สู่วัยอาวุโส ทั้งจากบ้านนอกฉากอีสาน สู่บางกอกฉากภาคกลาง เพลง “ทุ่งรัก” ของท่าน คือการเก็บเกี่ยวเรียวรวงประสบการณ์การเดินทาง นอกจากทุ่งภาคกลาง ท่านอาจผ่านไปเห็นทั้งทุ่งเหนือ ทุ่งใต้
ว่ากันว่า ครูไพบูลย์ บุตรขัน ประพันธ์เพลง “มนต์เมืองเหนือ” ที่ว่า “ป่าเหนือเมื่อหน้าดอกไม้บาน ลมฝนบนฟ้าผ่าน ฟ้ามองดังม่านน้ำตา...” โดยไม่เคยไปเห็นเมืองเหนือมาก่อน แต่ท่านจินตนาการไป ด้วยการเรียนรู้ความรู้และความรู้สึกของเมืองเหนือ
คิดถึง ครูจูเลี่ยม กิ่งทอง ผู้ประพันธ์เพลงโปรด “นิราศรักพุมเรียง” ที่ว่า “พี่อยู่ชุมพร เร่ร่อนเที่ยวเมืองไชยา ได้พบกานดา อิสลามสาวงามพุมเรียง ต่างศาสนา ชะตาชักนำมาเคียง...” โดยที่แม้มิใช่คนภาคใต้ก็ฟังได้ไพเราะ คนทุ่งกุลาอย่างผม จินตนาการบรรเจิดล่องใต้ไปตามเพลง ก่อนที่จะได้ไปพุมเรียงจริงๆ เสียอีก
การเดินทาง ทำให้เกิด “นิราศ” ทำให้เรื่องราวกลายเป็นเรื่องเล่า ทำให้เรื่องเล่ากลายเป็นความทรงจำ เป็นทั้งทรงจำความรู้และทรงจำความรู้สึก ศิลปะการประพันธ์คือเครื่องมือ เป็นของกลางที่ศิลปินเลือกใช้ ใช่เก่งไม่เก่ง ใช้หยาบหรือประณีต ย่อมเป็นเรื่องเฉพาะตน ที่สำคัญเครื่องมือที่เลือกใช้ จะต้องสอดคล้องรับน้ำหนักกับเนื้อหา
...รูปแบบเด่น เนื้อหาด้อย ก็มีปัญหา? รูปแบบด้อย เนื้อหาเด่น ก็มีปัญหา?...
ว่ากันว่า เรื่องแต่งหลายเรื่องในอดีต อย่างยุคเพื่อชีวิตหลังหกตุลา แม้เนื้อหาชักธงสู้รบจะโดดเด่น แต่รูปแบบภาษากลับด้อย ไม่รับน้ำหนักกันทางวรรณศิลป์...สูญหาย...ถูกลืม...ไปก็เยอะ!
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



