บันเทิง

ดู (เรื่อง) หนังในจีน ตอน 2

ดู (เรื่อง) หนังในจีน ตอน 2

04 มิ.ย. 2552

ภาพรวมของธุรกิจหนังในจีนพอมองเห็นเป็นภาพได้ว่า เรื่องของ ‘ฮาร์ดแวร์’ อาจจะอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา แต่ทว่า ‘ซอฟท์แวร์’ นั้น ออกเดินทางไปไกลโขแล้ว เห็นได้จากรูปลักษณ์ภายนอกของโรงหนังมัลติเพล็กซ์ในเมืองอู่ฮั่น แม้จะดูล้าสมัยกว่าบ้านเรา แต่ทว่าอุตสาหกรรมหนังจีนเ

สังเกตุจากการขึ้นคัทเอาท์โปรแกรมหนังฟอร์มยักษ์ประจำเดือนพฤษภาคมของโรง ‘สไมล์ อู่ฮั่น อินซัน ซิเนซิตี้’ ที่นอกจากหนังฮอลลีวู้ดเรื่องดังอย่าง “X-Men Wolfvarine” แล้ว จีนยังให้ความสำคัญกับหนังในชาติของตัวเองเมื่อขึ้นป้ายคัทเอาท์ หนังเรื่อง ‘นานกิง นานกิง’ ที่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “City of Life and Death” ซึ่งมีขนาดใหญ่ไม่แพ้กัน ตั้งวางอยู่เคียงข้างประหนึ่งว่านี่คือหนังฟอร์มยักษ์ศักดิ์ศรีไม่ด้อยกว่าชาติตะวันตก ย้อนกลับไปนึกถึงคำพูดของ ปีเตอร์ ชาน กันอีกครั้งเมื่อฉบับที่แล้วนะครับ ผู้กำกับฮ่องกงแต่พูดไทยได้ชัดปร๋อคนนี้ เคยบอกเอาไว้ว่า ปัจจัยหนึ่งที่จะปลุกตลาดหนังในจีนให้คึกคักได้ก็ คือการลงมือทำหนังฟอร์มยักษ์ อลังการงานสร้างชนิดไม่น้อยหน้าฮอลลีวู้ด ที่ให้ความตื่นตาทั้งภาพและเสียงเพื่อดึงคนออกจากบ้านมาดูหนังในโรง และแนวทางที่เข้าข่ายใกล้เคียงแนวคิดนี้ก็คือการทำหนังย้อนยุคอิงประวัติศาสตร์ที่คนจีนรู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ซึ่งความสำเร็จของหนังอย่าง “The Warlords” และ “Red Cliff” ทั้งสองภาคก็ต้องถือว่าความพยายามในการบุกตลาดหนังในจีนของปีเตอร์ ชาน และ จอห์น วู เริ่มจะเห็นผลขึ้นมาบ้าง

 หากนับว่าต้นธารของหนังทั้งสองเรื่องมาจากแนวคิดดังกล่าว จนในที่สุดอานิสงส์ของกระแสนิยมหนังจีนก็ตกทอดมาถึงคนทำหนังในจีนด้วยกันเองบ้าง เมื่อหนังเรื่อง “City of Life and Death” ที่ว่าด้วยเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวเมืองนานกิงกว่าสามแสนคนโดยกองทัพญี่ปุ่นที่ยกมารุกรานแผ่นดินจีนในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ราวปี ค.ศ. 1937 ผลงานกำกับของ ลู่ ชวน ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายหลังออกฉายตั้งแต่ปลายเดือน เมษายนที่ผ่านมา (ปีเตอร์ ชาน และ จอห์น วู เป็นคนทำหนังฮ่องกง ที่ข้ามมารุกตลาดหนังในจีนแผ่นดินใหญ่ ในขณะที่ ลู่ ชวน เป็นคนทำหนังในจีนแผ่นดินใหญ่ ที่เพิ่งมีผลงานเพียงแค่สามเรื่อง โดยสองเรื่องก่อนหน้านี้ก็ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติอย่าง Kekexili : Mountain Patrol และ The Missing Gun) ว่ากันว่าทันทีที่หนัง “City of Life and Death” ออกฉายเป็นสัปดาห์แรก ก็ทำรายได้สูงถึง 70 ล้านหยวน หรือประมาณ 350 ล้านบาท กลายเป็นหนังที่เปิดตัวด้วยรายได้สูงสุดเป็นอันดับสองของปีรองจาก “Red Cliff 2” ที่กวาดเงินจากการฉายสัปดาห์แรกไปถึง 100 ล้านหยวนหรือประมาณ 500 ล้านบาท แต่อย่างที่บอกล่ะครับว่า ธุรกิจโรงภาพยนตร์สมัยใหม่แบบโรงมัลติเพล็กซ์ในจีนอาจจะอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา เอาท์เล็ตจึงยังไม่กระจายครอบคลุมพื้นที่สักเท่าไหร่ และความสนใจต่อการดูหนังในโรงภาพยนตร์ของคนจีนอย่างจริงจังก็เพิ่งจะเริ่มต้น ดังนั้นกว่าที่หนัง “City of Life and Death” จะเดินทางมาให้ชาวเมืองอู่ฮั่นได้ชม เวลาก็ล่วงเลยไปร่วมเดือน ที่สำคัญปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ในจีนก็รุนแรงไม่แพ้บ้านเราและยังไม่ได้รับการแก้ไข (แม้จะมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องตลอด 2-3 ปี ที่ผ่านมา)

 โดยหนึ่งในพรีเซ็นเตอร์คนสำคัญคือ "เฉินหลง" ซึ่งก็ดูเหมือนว่าเส้นทางความสำเร็จของหนังสังหารหมู่นานกิงเรื่องนี้ น่าจะไปได้ไม่ไกลมากนักในประเทศบ้านเกิด แม้ตอนนี้หนังจะทำเงินไปมากกว่า 150 ล้านหยวน (750 ล้านบาท) แต่เริ่มมีลู่ทางที่ดีในตลาดต่างประเทศ หลังฉายโชว์ถึงสองรอบในเทศกาลเมืองคานส์ ก็มีบริษัทจัดจำหน่ายหนังในยุโรปและอเมริกาหลายรายให้ความสนใจ

 คนจีนเริ่มจริงจังกับการดูหนังในโรงภาพยนตร์มากขึ้นจริงหรือ? ผมยังคงไม่สามารถหาบทสรุปได้จากแค่สังเกตการณ์ธุรกิจโรงมัลติเพล็กซ์ในเมืองอู่ฮั่นเพียงแห่งเดียวนะครับ แต่ทว่าระหว่างนั้นกลับมองเห็นความความน่าสนใจที่เกิดขึ้นหลายอย่าง แม้จำนวน 6 โรงใน ‘สไมล์ อู่ฮั่น อินซัน ซิเนซิตี้’ จะถูกแบ่งไปให้โปรแกรมหนังฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวู้ดถึงสามเรื่องทั้ง “Wolfvarine” “Star Trek” “Night at the Museum 2” และหนังที่คนในชาติชื่นชมอย่าง “City of Life and Death” แต่ทว่าโรงมัลติเพล็กซ์ที่นี่ก็อุตส่าห์เจียดพื้นที่ให้แก่หนังเล็กๆ อย่าง “John Rabe” หนังที่พูดถึงเหตุการณ์สังหารหมู่ที่เมืองนานกิงอีกหนึ่งเรื่อง แต่โฟกัสเรื่องราวไปที่ชีวิตของ จอห์น ราเบ้ ทหารเยอรมันอดีตสมาชิกพรรคนาซีที่อาศัยอยู่ในเมืองนานกิง ช่วงทหารญี่ปุ่นยกกองทัพมารุกราน เขาเป็นผู้ก่อตั้งเขตปลอดภัย จนสามารถช่วยชีวิตชาวเมืองได้นับแสนคน รวมทั้งหนังรักจากเกาหลี หนังกำลังภายในจากเกาะฮ่องกง และหนังสารคดีที่ว่าด้วยชีวิตหมีแพนด้า (ซึ่งทั้งสามเรื่องไม่มีชื่อภาษาอังกฤษ และผมอ่านภาษาจีนไม่ออก แต่สังเกตุจากรูปลักษณ์ใบปิดหนัง) นั่นคงพอแสดงให้เห็นว่า ผู้ประกอบการธุรกิจโรงหนังให้ความสำคัญกับ ‘ซอฟแวร์’ ที่หลากหลายเป็นทางเลือกให้คนดูบ้าง ในขณะที่คอหนังชาวจีนเอง ก็ใช่ว่าจะถูกกระแสฮอลลีวู้ดครอบงำไปหมดซะทีเดียว (ขณะที่โรงมัลติเพล็กซ์บ้านเราบางค่ายบางเครือ ทุกครั้งที่หนังฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวู้ดเข้าฉาย ผู้ประกอบการก็มักจะเทโรงฉายให้อย่างไม่ลืมหูลืมตา จนแทบจะหาหนังเรื่องอื่นดูไม่ได้)

 และด้วยเวลาอันจำกัดผมจึงไม่มีโอกาสเข้าไปสัมผัสบรรยากาศด้วยการนั่งดูหนังในโรงอู่ฮั่น และไม่รู้จริงๆ ว่าในช่วงเวลาไพร์มไทม์ซึ่งเป็นตอนเย็นหลังเลิกงานของที่นั่น มีคนให้ความสนใจมาดูหนังในโรงภาพยนตร์กันมากน้อยแค่ไหน แต่เท่าที่สอบถามจากคนขายตั๋วได้ความว่า ธุรกิจโรงหนังที่นี่ไปได้ดีทีเดียว และทางโรงเองก็กำลังอยู่ในระหว่างปรับปรุงพื้นที่บางส่วนเพื่อรองรับปริมาณคนดูที่เพิ่มมากขึ้น

 สื่อของจีนเอง ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องราวในวงการหนังไม่น้อยครับ “Global Times” หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษน้องใหม่ในจีน ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา (หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษในจีนก่อนหน้านี้มีเพียงฉบับเดียวคือ China Daily) ฉบับวันที่ 21 พฤษภาคม ในเซ็กชั่น Life&Art ได้ให้พื้นที่กว่า 3 ใน 4 ตีพิมพ์ข่าวคราวความเคลื่อนไหวในวงการหนังของจีน ตั้งแต่เรื่องการรุกคืบของหนังสามมิติที่ได้รับความนิยมดีวันดีคืนในจีน, โหลวเย่ ผู้กำกับชาวจีนที่ถูกทางการแบนห้ามทำหนังในประเทศ แต่กลับมีหนังของเขาไปประกวดในเทศกาลเมืองคานส์ปีนี้ หรือการนำเสนอเรื่องราวของ 4 ผู้กำกับเชื้อสายจีน ที่มีหนังเข้าประกวดในคานส์ ไม่ว่าจะเป็น อั้งลี่, จอห์นนี่ โต, ไช่หมิงเลี่ยง และ โหลวเย่ แม้ทั้ง 2 ใน 4 คน หนังของเขาเคยถูกห้ามฉายในจีนก็ตาม

 หากรัฐบาลจีนแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาลงได้บ้าง และคลายความเข้มงวดของการตรวจพิจารณาเนื้อหาในภาพยนตร์ (เซ็นเซอร์) ลงหน่อย อุตสาหกรรมหนังจีนน่าจะเติบโตได้อีกไกลทีเดียว ไม่แน่ว่าอนาคตข้างหน้าเราอาจได้ยินคำว่า ‘Beijywood’ หรือ ‘Shanghywood’ เหมือนที่อุตสาหกรรมหนังในอินเดียแข็งแรงจนกลายเป็นคำเรียก ‘Bollywood’ และนิวซีแลนด์ก็มี ‘Wellywood’ เมื่อครั้งหนึ่งเมืองเวลลิงตันของที่นั่น กลายเป็นโลเกชั่นถ่ายทำภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมแห่งหนึ่งในโลก หลังความสำเร็จของหนังมหากาพย์ไตรภาคแห่งแหวนอย่าง “Lords of the Ring”

 การเคลื่อนไหวของมังกรยักษ์ตัวนี้ ไม่ว่าจะขยับไปทางไหน มักเป็นที่น่าจับตาอยู่เสมอครับ

"ณัฐพงษ์ โอฆะพนม"