บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:เช้ายันค่ำ

เล่นหูเล่นตา:เช้ายันค่ำ

11 มี.ค. 2556

เช้ายันค่ำ : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

          “ตี 5 ไม่ถึงก็จวนคิดทบทวนเรื่องฝันชั้นดี … ”

          ถ้าฉันเป็นผู้หญิงในเพลงผู้ชายในฝันต่อให้ต๊กใจตื่นฉันก็ทิ้งตัวลงไปหลับต่อได้สบาย แต่ฉันเพิ่งหลับตาลงตอนตี 1! แล้วยังไม่ถึงตี 5 ก็ต้องรีบแหกขี้ตาตื่น ชีวิตของนักร้องมันไม่สบายอย่างที่เคยฝันไว้ มันต้องพร้อมทำงานอยู่เสมอนะคะคุณตำรวจ สีเกด คุณผู้จัดการมาเคาะประตูตามเวลาแล้วพาฉันไปยังจุดหมาย … อาร์ซีเอ ฟ้าเริ่มสว่างผู้คนก็เริ่มใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนนก่อนจะไปถึงที่ทำงาน ไม่รู้ว่าฉันจะเป็นอย่างไรถ้าวันนี้ไม่ได้เป็นนักร้องเห่าหอนอย่างที่เป็นอยู่ แล้วต้องตาลีตาเหลือกไปทำงานแต่เช้า ยืนรอรถเมล์ เบียดกับผู้คนบนบีทีเอสในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน หรือต้องจอดแช่ติดไฟแดงนานๆ ในช่วงจราจรติดขัดที่ต่างคนก็ต่างมุ่งไปบนเส้นทางของตัวเอง แต่มีเส้นทางร่วมเป็นถนนสายเดียวกัน ต้องรีบหาอะไรใส่ท้องตอนรถติดหรือพึ่งพาร้านสะดวกซื้อใกล้บริษัทก่อนจะเร่งรุดไปตอกบัตรให้ทันเวลา แล้วตกเย็นก็ต้องเป็นแบบนี้อีกหลังจากตอกบัตรเลิกงาน …

          ถ้าเป็นอย่างนั้นฉันก็ว่าตัวเองก็คงจะชินกับวิถีชีวิตที่ต้องเป็นต้องอยู่ ขอแค่ให้มีงานทำ มีเงินเดือนออกตอนสิ้นเดือนเอาไปเลี้ยงครอบครัวให้อยู่รอดจนกว่าจะถึงวันเงินเดือนออกงวดหน้า วันหยุดฉันก็คงมีความสุขกับการไปเที่ยวหรืออยู่กับบ้านไม่ออกไปไหน หาของกินจากตู้เย็นอุ่นในไมโครเวฟเพราะขี้เกียจจะออกไปแย่งกันกินแย่งกันใช้จ่ายในวันที่ใครต่อใครก็พร้อมใจทำอะไรคล้ายๆ กัน แล้วถ่ายรูปอัพขึ้นไอจี (ฟังดูไม่โลว์เทคเหมือนเมื่อก่อนเพราะฉันเพิ่งหัดเล่นอินสตาแกรมที่คนมักเรียกว่า อินสตากิน ในชื่อ “ Jkim4real ” มีแต่รูปของกิน ก็คนมันตัวคนเดียวจะให้ลงรูปลูกรูปผัวรึไง … เดี๋ยวด่า!) …

          คิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่ในรถ ในที่สุดสีเกดก็พาฉันมาถึงออฟฟิศที่มีตัวหนังสือภาษาปะกิตเขียนว่าวู้ดดี้ (Woody) เดินขึ้นไปชั้น 2 เป็นห้องแต่งตัวที่ช่างหน้าช่างผมของรายการดูสะลึมสะลือกึ่งหลับกึ่งตื่นกันอยู่ตรงนั้น 4 - 5 คน ส่วนช่างหน้า-ช่างผมส่วนตัวของฉันมานั่งรออยู่แล้วเหมือนกัน สีเกดเอากาแฟมาให้ซด 1 แก้วกันนั่งเงกสัปหงกตอนแต่งหน้าทำผม ยังไม่ถึงอาการนั้นจนกว่าแดดจะเปรี้ยงนั่นแหละ! … ผีดิบชัดๆ เลย อยากมุดลงไปอยู่ในรูหรือในโลงที่มืดแล้วหลับจนกว่าพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า ความมืดจะปกคลุมทั้งเมืองนั่นแหละ ฉันถึงจะรู้สึกมีกำลังวังชาอีกครั้ง แต่ตอนนี้ในห้องแต่งตัวมีเพียงแสงไฟนีออนที่ไม่เป็นอันตรายต่อผีดิบจีนอย่างฉัน ข้างนอกกระจกก็ยังไม่สว่างเต็มที่ ... แต่งหน้าทำผมไปได้ครึ่งทางผู้ใหญ่ท่านหนึ่งก็เดินเข้ามา ... เอ่อ ... หน้าคุ้นๆ นะ ฉันรีบกุลีกุจอลุกขึ้นแล้วยกมือสวัสดีผู้ใหญ่ท่านนั้นงามๆ พร้อมแนะนำตัวเพราะหน้าที่ยังไม่แต่งอาจทำให้ท่านเข้าใจผิดคิดว่า แม่ค้าขายล็อตเตอรี่เดินเข้ามาขายถึงในห้อง ใบหน้าแบบนี้ หุ่นขนาดนี้ มรว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ว่าที่ผู้ว่ากทม.นั่นเอง ท่านดูไม่คุ้นทั้งที่และคน ช่างแต่งหน้าเข้าไปปะแป้งทาลิปมันเล็กน้อยเป็นอันเสร็จแต่งมากกว่านี้เกรงจะดูไม่น่าเชื่อถือ! ท่านลุกเดินไปมาเหมือนหาอะไรสักอย่าง แล้วก็เดินไปรวบหมอนอิงใบเล็กมา 2 - 3 ใบ วางลงบนโซฟาแล้วก็นั่งพิงลงไปทำท่าจะเอนหลังแต่หมอนมันใบเล็กเกินไปท่าจะนั่งไม่สบาย ถ้างีบก็อาจมีอาการเงกเพราะไม่มีหมอนรองต้นคออาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ที่มีต่อประชาชนชาวตุ๊ดในห้องที่จับจ้องอยู่ ท่านก็เลยลุกไปจากห้อง ... เฉยเลย (คงจะไปหาที่พักสายตา)

          หน้าผมของฉันเรียบร้อยแล้ว เสื้อผ้าก็เปลี่ยนแล้วได้เวลาออกอากาศสดในรายการ “ เช้าดูวู้ดดี้ ” ช่วงต่อจากสัมภาษณ์ว่าที่ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร คนที่ 16 โดยมีวู้ดดี้และมดดำเป็นพิธีกร … ฉันมาออกรายการเพื่อโปรโมทคอนเสิร์ต “ เพลินจิต ” ที่จะมีขึ้นในวันที่ 16 มี.ค.นี้ 2 รอบ (บ่าย-ค่ำ) ที่อิมแพคอารีน่า เมืองทอง เป็นคอนเสิร์ตเพลงในยุคฮอทเปปเปอร์ ดอกไม้ป่า แกรนด์เอ็กซ์ อินโนเซ้นท์ ฯลฯ และเพลงดิสโก้ในยุค 80 … มีฉันเป็นนักร้องตัวเมียตัวเดียว (อีกแล้ว) นักร้องชายก็มีทั้งก้อง สหรัถ เบน ชลาทิศ ณัฐ ศักดาทร โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ พี่อ๊อด คีรีบูน และ น้าแอ๊ด คาราบาว ...

          เสร็จจากรายการแรกต้องไปโปรโมทต่อที่ช่อง 9 รายการไนน์เอ็นเตอร์เทน ที่แยกอสมท. ซึ่งเป็นมิตรที่ดีมีน้ำใจกับฉันมาโดยตลอด และเป็นรายการเดียวที่มอบรางวัล นักร้องยอดเยี่ยมให้ฉัน ด้วยสโลแกนที่ว่า หน้าม่านคุณภาพ หลังม่านคุณธรรม (อันหลังนี่ไม่แน่ใจว่าฉันจะยังรักษาไว้ได้นานแค่ไหน แต่จะพยายามนะคะคุณตำรวจ!) เสร็จจากนั้นยังพอมีเวลาหาอะไรใส่ท้องก่อนไปซ้อมและพบสื่อมวลชนที่ห้องซ้อมคอนเสิร์ตเพลินจิตแถวเลียบทางด่วนรามอินทรา ... รถแล่นผ่านแถวๆ เส้นศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ฝั่งที่มีตึกออฟฟิศเยอะๆ ฉันเห็นของขายริมฟุตบาท สีเกดปาดฟืดเข้าไปเทียบจอดอย่างไม่ลังเล เดินตรงเข้าไปในศูนย์อาหารสำหรับคนทำงาน แต่งหน้าเต็มเหนี่ยวแม่ค้าพ่อค้าไม่แตกตื่น แต่กระซิบกระซาบกันเป็นระยะ บ้างก็ดังจนจะคล้ายตะโกน ฉันสั่งกับข้าวราดแกง 2 อย่าง 35 บาท มานั่งกินคนละจานกับสีเกด รสชาติที่ตักเข้าปากคำแรก ... น้ำตาจะไหล คิดถึงแม่ที่สุด! แม่เป็นแรงบันดาลใจให้ฉัน “ อยู่เพื่อกิน ” แต่อาหารจานนี้ทำให้ฉันต้องตระหนักกับการ “ กินเพื่ออยู่ ” … อย่างแรง! กินเพื่อดับความหิว ฉันบอกกับตัวเองแบบนั้น มันเป็นการสื่อสารกันระหว่างอาหารกับกระเพาะเท่านั้น ตัดช่องทางการสื่อสารต้นทางคือลิ้นไปออกบายพาสเข้ากระเพาะตรงไปเลย จะเอาอะไรกันนักหนา กินให้อิ่มแล้วกลับไปมีแรงทำงานต่อ ... แค่นั้นจริงๆ การทำแบบนี้มันช่วยให้ฉันกลับมาเป็นธรรมดาสามัญ (อาจจะต่ำกว่าสามัญก็ตรงรสชาตินี่แหละ) ลดทิฐิและความเอาแต่ใจจากการชอบทำตามใจตัวเอง มันทำให้ได้สำนึกว่าฉันไม่ได้วิเศษวิโสไปกว่าใครหรืออะไร แค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่สามารถเอาชนะความหิวได้ ไม่ได้อิ่มทิพย์ และไม่ได้มีทางเลือกมากนักสำหรับชีวิตคนทำงาน ฉันก็คือผู้ใช้แรงงาน นักร้องรับจ้างคนหนึ่ง ... ไม่ได้ดั่งใจ แต่ได้สติ!
 
          บ่าย 2 ทั้งฉัน ก้อง เบน ณัฐ โต๋ มารวมตัวกันหน้าห้องซ้อม มีไมค์หลายตัวกับกล้องอีกมากมายจับจ่อมาตรงหน้า ... ทุกครั้งที่ต้องยืนอยู่ต่อหน้าสื่อ ฉันมักจะแอบคิดว่าฉันมาได้ไกลถึงตรงนี้เชียวหรือ? คนธรรมดาที่กลายเป็นคนสาธารณะ ได้ร้องเพลง ขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่ๆ มีคนเสียตังค์ซื้อบัตรมาฟังฉันร้องเพลง ได้แต่งตัวสวยๆ ขึ้นเวที แสงสีเสียงมูลค่าเป็นสิบๆ ล้าน (คอนเสิร์ตใหญ่ๆ ใช้เงินราวๆ 20 ล้าน) คนที่ยืนข้างๆ ฉัน คือ ก้อง สหรัถ คนที่ฉันเคยเห็นแต่ในปกเทป (อือ ... สมัยก่อนอ่ะน่ะ มันยังไม่เป็นซีดี หรือมีดาวน์โหลดนี่นา) คนที่สาวๆ กรี๊ดจนแก่ (แก่ทั้งคนกรี๊ดและคนถูกกรี๊ด) ถ้าฉันไม่ได้เป็นนักร้อง เป็นแค่อีคิ้ม ฉันก็คงไม่มีโอกาสได้ร่วมร้องเพลงกับ เบน ณัฐ หรือ โต๋ ฉันกับพวกเขาคงเหมือนอยู่กันคนละโลก!

          ให้สัมภาษณ์สื่อเสร็จ พวกเราก็กลับเข้าห้องซ้อม มีเครื่องดนตรี 10 ชิ้น รวมทั้งเครื่องเป่าและตี มีนักร้องประสานเสียงต่างหากอีก 3 คน ควบคุมเพลงโดย พี่ไก่ สุธี ฉันซ้อมร้องคู่ก้อง ... ยืนอยู่ใกล้แค่ใบหู แอบพึมพำเบาๆ ว่า “ ใจเป็นของข้า กายเป็นของข้า เสพย์สมกายข้า เสน่หาเพียงข้า ... ” ว่าจะวนอีกสัก 2 รอบ เสียงปรี๊ดแหลมของเบน ชลาทิศ ก็ดังขึ้น ... “ น้องเบื่อ! น้องยังจำอะไรไม่ได้เลย! ” ... ฉันค้อนไป 2 วง ฮึ่ย! มาขัดจังหวะจริงๆ เล้ย จะสำเร็จอยู่แล้วเชียว ของคาวหวานฉันก็สรรมาให้คุณชายก้องกิน แต่ก็ไม่หืออือ หรือว่าเขาเอาลอดใต้หว่างขาก่อนกิน ... มิน่าถึงไม่ได้ผล! ไม่เป็นไรคราวหน้าเอาใหม่ก็ได้วะ! อ่า ... คุณผู้อ่านคะ อิฉันเพ้อเพราะอินกับละคร “ บ่วงบาป ” มากไปอ่ะค่ะ ความจริงก็คือ ก้องก็ร้องๆ ไป เสร็จแล้วก็กลับ คุณพี่ไม่เห็นสนใจน้องเลย ปล่อยให้น้องร้องเพลง “ ยังคอย คอย คอย คอย คอย คอย คอย คอย คอย คอย ... ” ของฮอทเปปเปอร์อยู่คนเดียวในห้องซ้อมจนค่ำมืดดึกดื่น มีเพียงสีเกด ต้นห้องตัวอ้วนพากลับบ้านไปกินยาระงับประสาท จะได้เลิกฟุ้งซ่าน ... นางว่า!
.......................................
(หมายเหตุ เช้ายันค่ำ : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)