
ชีวิตการเดินครั้งใหม่'สิงโต-สหรัฐต์'
ชีวิตและการเดินครั้งใหม่ของ'สิงโต-สหรัฐต์' : บันเทิงวันเสาร์ เรื่อง... ดวงใจ สอาดจิตต์ - ภัทรวรรณ สุนทรธนานุกูล ภาพ... แมน น้อยพิทักษ์
อีกหนึ่งนักแสดงคลื่นลูกใหม่ของค่ายเอ็กแซ็กท์ มีดีกรีเป็นถึงผู้คว้าชัย เดอะ สตาร์ 5 สำหรับ "สิงโต"สหรัฐต์ หิรัญญ์ธนภูวดล ล่าสุดมีผลงานละครเรื่อง "แผนรัก แผนร้าย" ทางช่อง 5 วันนี้รายการ ซุปตาร์'ในดวงใจ ช่อง คมชัดลึกทีวี และสกู๊ปบันเทิงฉบับวันเสาร์ เลยขอคว้ามาพูดคุยในเรื่องราวชีวิต ส่วนตั๊ว... ส่วนตัว สักหน่อย
อัพเดทผลงานล่าสุด
@@ พูดถึงละครเรื่อง แผนรัก แผนร้าย กันหน่อย
ในเรื่องนี้ผมรับบท ชิษณุพงศ์ มีศักดิ์เป็นเจ้า พิการทางสายตา ตาบอด แล้วก็มาเจอกอหญ้า ("เฌอเบลล์" ลัลณ์ลลิน เตจะสา เวศซ์) หลงรักในการปฏิบัติของเขา เพราะในเรื่อง เราจะรู้จักทั้งกอหญ้า และ พเยีย ( "โม" มนชนก แสงฉายเพียงเพ็ญ ) ทั้งสองคนมีความแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะพเยีย มีความต้องการสมบัติของเรา ซึ่งเรารู้สึกได้ จึงให้กอหญ้ามาดูแลเรา จนในที่สุดก็เกิดความรักขึ้นมา
@@ กับบทบาทที่ต้องเป็นหนุ่มตาบอดเป็นอย่างไรบ้าง
ก่อนที่จะเล่น ผมไปเรียนเพิ่มเติ่ม กับโค้ชแอ็กติ้งก่อน ครูเขาก็จะทำการเวิร์ก ช็อป โดยการเข้าไปอยู่ในห้องที่ปิดไฟหมด ให้หาเหรียญสิบโดยที่ไม่ลืมตา พอเราทำเสร็จแล้ว ครูก็จะมาสรุป บอกให้เราจำความรู้สึกแบบนี้เอาไว้ ถือว่าเป็นการช่วยเราอีกทาง สวนเนื้อหาของเรื่องมีการพลิกผันตลอดเวลา ตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่อง เพราะว่าจะมีตัวละครที่ค่อยผุดๆ ขึ้นมาว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วยังมีเรื่องของการสูญเสีย มีการตายเกิดขึ้น แต่ขออุบไว้ก่อนว่าเป็นใคร อีกอย่างในเรื่องนี้ ชิษณุพงศ์ จะเปรียบเสมือนโคนันที่คอยสืบเรื่องราวทุกอย่าง เขาเป็นตัวที่คลี่คลายปมแต่ละปม แล้วจะช่วยเหลือนางเอกเพราะเขาคือคนที่เรารักอยู่
@@ บรรยากาศในกองถ่ายเป็นอย่างไรบ้าง
สนุกมากนะ ผมรู้สึกว่าเป็นอะไรที่อบอุ่นมาก เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ผมอยากไปถ่ายละครทุกวัน และทีมงานทุกคนก็ตั้งใจทำงานอย่างมาก ทุกอย่างราบรื่นมาก
@@ เพื่อนๆ นักแสดงในกองละคร บอกว่าสิงโตเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง จริงๆ แล้วเป็นอย่างนั้นไหม
คือต้องบอกว่า ผมเป็นคนที่พูดไม่ค่อยเก่งมากกว่า พูดน้อย แต่เวลาอยู่กับเพื่อนๆ ก็สนุกสนานตามปกตินะ (ยิ้ม)
@@ ในเรื่องนี้ได้ร่วมงานกับนักแสดงมืออาชีพหลายคน
(ยิ้ม) จริงๆ รุ่นใหญ่ เขาใจดี เขาจะสอนเราบ้าง อย่างเช่นผมไม่ชินกับเทคนิคในการถ่ายทำ อย่างกล้องมี 3 ตัว การบล็อกกิ้ง พี่เขาก็จะแนะนำ ทำให้ผมไม่รู้สึกเกร็งในเวลาเล่น สามารถรับได้เต็มที่ และปล่อยออกมาได้อย่างเต็มที่ ผมรู้สึกว่าการได้เล่นกับนักแสดงรุ่นใหญ่ อย่าง อาหนิง (นิรุตติ์ ศิริจรรยา) เวลาอาหนิงเล่น ผมก็จะแอบดู วิธีการคิดของเขา เพราะเขามีวิธีความคิดที่ละเอียด ผมก็นำมาปรับใช้กับตัวเอง แบบครูพักลักจำมา ในเรื่องของอารมณ์ ที่มีความคิดที่ซับซ้อน ซึ่งจะทำให้ตัวละครมีมิติมากขึ้น
@@ สำหรับละครเรื่องนี้เป็นการแสดงเรื่องที่ 2 เป็นอย่างไรบ้าง
แต่ก็ห่างจากเรื่องแรก ตราบาปสีขาว ประมาณ 3 ปี รื้อฟื้นเยอะมาก ต้องบอกว่าการแสดงละครทีวีมันแตกต่างจากละครเวทีอย่างมากเหมือนกันนะ เพราะว่าด้วยละครเวที ไม่มีกล้อง เวลาเล่นก็เล่นกันสดๆ แต่ละครทีวีมีกล้อง เวลาเล่นก็ต้องมีการโคลสอัพที่หน้า เราก็ต้องมาศึกษาใหม่ อีกอย่างบทที่เล่นก็ไกลตัวมาก เป็นเจ้าด้วย (ยิ้ม) ตาบอดด้วย คือในเรื่องตาบอดแบบบอดตาใส มันก็ยากในการที่จะแสดงความรู้สึกเหมือนกัน คือจริงๆ เรามองเห็น แต่ต้องเล่นให้มองไม่เห็น
@@ ความยาก- ง่าย ระหว่างการแสดงละครเวทีกับละครโทรทัศน์
ผมว่ามัน ยากแตกต่างกันออกไปนะ (ยิ้ม) ถ้าถามว่าละครแบบไหนใช้พลังมากที่สุด คงต้องบอกว่าละครเวที เพราะเป็นอะไรที่ใช้พลังสูง เนื่องจากต้องส่งพลังไปให้คนดูแถวหลังสุดให้ได้ คือต้องเอาคนดูให้อยู่ในเวลานั้น การแสดงความรู้สึกต้องเร็วกว่าละครโทรทัศน์ เพราะละครโทรทัศน์ยังรอได้ แต่ละครเวทีรอไม่ได้ ต้องแสดงออกมาตอนนั้นเลย
@@ ส่วนใหญ่เขาบอก ว่าหากผ่านละครเวทีแล้วมาแสดงละครโทรทัศน์เป็นเรื่องง่ายขึ้นจริงไหม
ก็จริงๆ ผมมองว่าเราได้ในเรื่องของพลัง เพราะเราจะเหนื่อยยากกว่าคนอื่น เนื่องจากละครเวที เราต้องมีการฝึกและวอล์มร่างกายตลอดเวลา ก่อนเล่นมีการซ้อมเยอะ ทำให้พลังเราอยู่ตัว พอเรามาทำงานอื่น ๆ อย่าง เล่นคอนเสิร์ต ร้องเพลง หรือเล่นละครโทรทัศน์ เราจะรู้สึกเหนื่อยน้อยกว่าปกติ (ยิ้ม)
@@ ย้อนกลับไปที่ละครเวทีเรื่อง "สี่แผ่นดิน" เป็นอย่างไรบ้าง
หนักเหมือนกัน กว่าจะแสดงจริงๆ ต้องซ้อมกันอยู่ที่ 3-4 เดือน คือเล่นจริงก็ใช้เวลาเป็นปีเลย สำหรับละครเวทีหนึ่งเรื่อง ใช้เวลานานมาก อยู่ในโรงละครค่อนข้าง มีฝุ่นเยอะ คนเยอะ ทำให้ป่วยง่าย ดังนั้นร่างกายต้องแข็งแรงมากๆ ผมเก็บละครเวทีไปฝันเลยนะ (หัวเราะ) ตอนนั้นผมเล่นเป็นอ๊อด ผมฝันเห็นแม่พลอยเลย (ยิ้ม)
@@ นอกจากนี้ ยังมีละครเรื่องใหม่แล้ว
เรื่องหัวใจเรือพ่วง เป็นอีกเรื่องที่ยากเหมือนกัน ในเรื่องหัวใจเรือพ่วง บทบาทของผมจะดูโตกว่าเรื่อง แผนรัก แผนร้ายมาก เพราะเรื่องหัวใจเรือพ่วงผมต้องแสดงเป็นหนุ่มอายุ 28 ปี วัยทำงาน แล้วก็มีลูกด้วย แต่เราไม่รู้ว่าว่ามีลูกนะ ในเรื่องนี้เหมือนกับว่าเรามีความรักที่ไม่สมหวังอีกแล้ว
@@ ส่วนผลงานเพลงจะได้ฟังกันอีกไหม
ต้องบอกว่า ผมเองก็ยังรักและชอบการร้องเพลงเหมือนเดิม แต่มันเป็นเรื่องของเวลามากกว่า ในช่วงนี้เราต้องมาเน้นในการถ่ายละคร นอกจากนี้ ผมยังต้องโฟกัสในเรื่องเรียนเป็นสำคัญ เพราะว่ายังเรียนไม่จบ ต้องโฟกัสเป็นอย่างๆ ไป แต่พอมีเวลาว่าง ผมก็แอบแต่งเพลงไว้ด้วย เหมือนกับว่าเป็นความสุขของเรา
ชีวิตส่วนตัวตามสไตล์ "สิงโต"
@@ ถามถึงเรื่องชื่อ เหมือนว่าเปลี่ยนบ่อยมาก
จริงๆ แล้วเปลี่ยนแค่ 2 ครั้งนะ ตัวผมเองไม่อยากเปลี่ยน เพียงแต่ว่ามีเหตุผลจำเป็นที่ต้องเปลี่ยน พอเปลี่ยนแล้ว ก็ไม่เป็นอะไร ส่วนสาเหตุที่เปลี่ยน เป็นเพราะในส่วนของครอบครัว มาจากทางคุณพ่อและคุณแม่ ผมเองไม่อยากเปลี่ยนบ่อยนะ เพราะว่าผมเกรงใจพี่ๆ สื่อมวลชนที่ต้องมาเขียนชื่อผม (หัวเราะ) สาเหตุหลักๆ เปลี่ยนชื่อเพราะต้องมาใช้นามสกุลของคุณแม่ ชื่อเก่ามันไม่เข้ากับนามสกุลของแม่
@@ จากชีวิตที่เป็นเด็กธรรมดา สู่การเป็นเดอะ สตาร์ 5 ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยขนาดไหน
เปลี่ยนแปลงไปมากเลย จากเมื่อก่อน เราเป็นเด็กเรียนธรรมดาคนหนึ่ง แต่พอมาเรามาอยู่ตรงนี้ เหมือนเราได้เรียนรู้ เจอผู้คนมากมาย สิ่งหนึ่งที่ได้จริงๆ ก็คือทำให้สิ่งที่เรารักด้วย คือการแสดงและการร้องเพลง
@@ แฟนคลับยังเหนียวแน่นเหมือนเดิมไหม
เหมือนเดิมนะ ผมอยากขอบคุณแฟนคลับทุกคน ที่ยังให้การสนับสนุนเหมือนเดิม จากตอนนั้นปี 5 มาถึงปีนี้ ปี 9แล้ว ทุกอย่างยังเหมือนเดิมเลย ขอบคุณที่ยังคอยติดตามและให้กำลังใจเสมอมา
@@ ชินหรือยังกับการไปไหนมาไหนที่มีแฟนคลับติดตามไปด้วย
รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพราะหลังจากที่เราออกจากบ้านมา เราก็ต้องกลายเป็นคนของประชาชน เหมือนไปมหาวิทยาลัย ไปที่ต่างๆ เราก็เจอแฟนคลับตลอดเลย
@@ แล้วตอนนี้ชินกับการเป็นคนของประชาชนมากน้อยขนาดไหนแล้ว
ชินแล้วนะ (ยิ้ม) รู้สึกว่า เราได้ทำบุญ คือการมอบความสุขให้คนอื่น เรียกว่าเป็นการทำบุญอีกทางหนึ่ง ไม่ว่าจะการแสดงละครที่คนอื่นชื่นชอบ หรือการร้องเพลง แล้วคนดูชื่นชอบ ผมเองก็มีความสุขและอยากทำไปเรื่อยๆ
ชีวิตอีกแง่มุมหนึ่ง
@@ ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไรบ้าง
ผมเพิ่งสอบติดคณะการบิน ของสถาบันการบิน จบมาเป็นนักบิน เป็น กัปตัน ที่อยากเป็นนักบิน เพราะว่าเป็นความฝันตั้งแต่เด็ก อยากมีห้องทำงานบนอากาศ ก่อนมาสมัครเดอะ สตาร์ ผมเคยไปสอบนักเรียนเตรียมทหารอากาศ สอบติดข้อเขียน แต่ยังไม่ได้ไปสอบสัมภาษณ์ เพราะมาประกวด เดอะ สตาร์และได้เดอะ สตาร์เสียก่อน ต้องสละสิทธิ์ทางนั้นไป
@@ พูดถึงร้านอาหารที่เปิดหน่อย เป็นร้านสไตล์ไหน
ก่อนหน้านี้ผมมีร้านอาหารอยู่ที่จ.ขอนแก่น แต่พอผมมาอยู่กรุงเทพฯ ก็เลยให้แม่ย้ายมาเปิดที่กรุงเทพฯ ส่วนสาเหตุที่เป็นร้านส้มตำ เพราะว่ามันเหมือนกับว่าเป็นอะไรที่คนเข้าถึงง่าย เนื่องจากว่าเราต้องกินอาหารทุกวัน อาหารอีสาน ทานง่าย ไม่เลี่ยน ร้านอยู่ที่ลาดกระบัง 1 ชื่อร้านว่า ตำสตาร์
@@ เทคนิคพิเศษที่อยากบอกน้องๆ เดอะ สตาร์ 9
ผมอยากให้ทุกๆ คนมีความเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด เพราะ เดอะ สตาร์ ต้องการความเป็นตัวของตัวเอง แล้วก็ต้องมีการฝึกฝนพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ และที่สำคัญมีความรักในสิ่งที่ทำ เพราะหากมีความรักในสิ่งที่ทำ ผลออกมาจะเกิดร้อยเสมอ
@@ กลัวตัวเองตกกระป๋องไหม เพราะมีคลื่นลูกใหม่เกิดขึ้นมากมาย
มันเป็นเรื่องปกติ ธรรมดาอยู่แล้ว ผมเข้าใจได้ คนที่มาจากการประกวด จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก เพราะมีการแข่งขันกัน และมีการแข่งขันกันทุกปีอยู่แล้ว ผมไม่ยึดติดเลยว่าเราจะต้องเป็นเบอร์ 1 ดังนั้นมันทำให้ผมรู้สึกสบายใจในการทำงานหรือในการร่วมงานกับคนอื่นๆ
สำรวจหัวใจ
@@ ตอนนี้โสดหรือเปล่า
ตัวผมเองไม่ได้โฟกัสเรื่องความรัก ยังสนุกการทำงาน การเรียน และการทำธุรกิจอยู่เลย อีกอย่างเรื่องความรักมันกำหนดไม่ได้ด้วย เมื่อถึงเวลามันก็จะมาเราเอง
เรียกว่าฉายแวว ซูเปอร์สตาร์ อนาคตไกลอีกคนหนึ่งของวงการ
.......................................
เขาคนนี้ชื่อ : สิงโต สหรัฐต์ หิรัญญ์ธนภูวดล
ชื่อเล่น : สิงโต
เกิด : 3 มิถุนายน พ.ศ. 2535
ผลงานเพลงที่ผ่านมา : อัลบั้ม SINGTO
ผลงานละครที่ผ่านมา : ตราบาปสีขาว บ่วงรัก ละครเวีที เรื่อง สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล และ เรื่องเล่าคืนเฝ้าผี
ผลงานปัจจุบัน : แผนร้าย แผนรัก และ หัวใจเรือพ่วง
.......................................
(หมายเหตุ ชีวิตและการเดินครั้งใหม่ของ'สิงโต-สหรัฐต์' : บันเทิงวันเสาร์ เรื่อง... ดวงใจ สอาดจิตต์ - ภัทรวรรณ สุนทรธนานุกูล ภาพ... แมน น้อยพิทักษ์)



