
เอกเขนกดูหนัง:'36 '
'36' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
หนังเล็กๆ เรื่องนี้ ตามหาดูยากเหลือเกินเมื่อครั้งเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ จำได้ว่าฉายไม่กี่สัปดาห์ที่เฮ้าส์ อาร์ซีเอ หลังจากเปิดฉายรอบพิเศษในลักษณะ Pre-Order ที่หอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ มาแล้ว และตกเป็นข่าวเป็นคราวอีกครั้งเมื่อไปคว้ารางวัลจากเทศกาลหนังปูซานเกาหลีใต้ถึง 2 รางวัล ในฐานะหนังหน้าใหม่ (New Current Award) และขวัญใจนักวิจารณ์ (Fipresci)...เวลาผ่านไปไม่กี่เดือน “36” ก็กลับมาปรากฏในรูปแบบดีวีดี ซึ่งไม่ได้มีวางจำหน่ายตามร้านโฮมเอนเตอร์เมนต์ทั่วไป หากแต่ต้องสั่งซื้อผ่านเฟซบุ๊ก หรือที่โรงหนังเฮ้าส์ อาร์ซีเอ
เหตุที่ “36” ทำตัวลึกลับซับซ้อน ดูเหมือนมุ่งสื่อสารกับคนดูเฉพาะกลุ่มหรือแฟนคลับผู้กำกับ (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์) เท่านั้น นั่นอาจเป็นเพราะวิธีการเล่าเรื่องของหนัง แปลกและแตกต่างจากหนังกระแสหลักทั่วไป อาจไม่เป็นที่คุ้นชินของผู้ชมกลุ่มใหญ่หากเข้าฉายในวงกว้าง ซึ่งคนทำคงเห็นว่าไม่จำเป็นที่ต้องนำเงินไปละลายแม่น้ำแบบนั้น การพาหนังไปในที่ๆ สมควรอยู่ สื่อสารกับคนดูกลุ่มเล็กๆ ที่รู้จักคุ้นเคยหรือคนที่ต้องการหาประสบการณ์แปลกใหม่ในโลกภาพยนตร์ พื้นที่เล็กๆ ก็ดูจะเหมาะกับหนัง “36” เป็นอย่างยิ่ง
แม้พล็อตเรื่องจะไม่ได้ก้าวล้ำ นำหน้าคนดูจนยากจะทำความเข้าใจ แต่ท่าทีการบอกเล่าที่ซื่อตรงกับใจความสำคัญที่คนทำหนังต้องการจะบอกกล่าว ทำให้ “36” กลายเป็นที่ชื่นชอบของคนที่ได้ดูอยู่ไม่น้อย เนื้อหาว่าด้วย หญิงสาวชื่อ "ทราย" Scout Location หรือคนทำหน้าที่หาสถานที่ถ่ายทำในกองถ่ายหนัง และ "อุ้ม" หนุ่มผู้กำกับศิลป์ ทั้งคู่มีโอกาสร่วมงานกันชั่วระยะเวลาสั้นๆ และด้วยความรับผิดชอบในตำแหน่ง Scout Location "ทราย" จึงชอบหรืออาจจำเป็นต้องถ่ายรูปในทุกๆ สถานที่ที่เธอไป ตรงกันข้ามกับ "อุ้ม" ที่ไม่ชอบถ่ายรูป รวมถึงไม่ชอบถูกถ่ายรูป เขามักจะมองสิ่งต่างๆ ผ่านสายตาเปล่าเปลือย และเลือกที่จะบันทึกสิ่งที่พบเห็นผ่านความทรงจำมากกว่าเครื่องมือใดใด หรือไม่ก็กล้องถ่ายภาพด้วยฟิล์ม ที่จำกัดการถ่ายภาพแค่ 36 รูปเท่านั้น
หลังแยกย้ายกันไป "ทราย" ยังคงทำงานในหน้าที่เดิม ส่วน "อุ้ม" เงียบหายไร้ข่าวคราว เมื่อ "ทราย" อยากจะรำลึกความทรงจำเก่าๆ ในครั้งนั้นผ่านภาพถ่าย กลับพบว่าไฟล์ภาพในฮาร์ดดิสก์ของเธอชำรุดเสียหายและไม่แน่ใจว่าข้อมูลเหล่านั้นจะกู้คืนกลับมาได้แค่ไหน
"36" น่าสนใจตรงการเล่าเรื่องที่เก๋ไก๋เอามากๆ (สำหรับผม) เพราะหนังใช้วิธีนำเสนอเรื่องราวแค่ 36 Shot, 36 Frame, 36 ฉาก หรือ 36 ภาพ อะไรก็แล้วแต่จะเรียก... 36 เฟรม ในหนังที่ว่านี้ สั้นยาวไม่เท่ากัน มีเลขและข้อความกำกับทุกครั้งที่เปลี่ยนไปเฟรมใหม่ คล้ายกับจะบอกว่าเฟรมที่จะเห็นต่อไปนี้ บันทึกเรื่องราวหรือความทรงจำใดๆ ของ "ทราย" เอาไว้บ้าง รวมทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเธอ ณ ปัจจุบันขณะ
36 ภาพที่ปรากฏ มีทั้งท้องฟ้าสวยๆ ตึกเก่ารกร้าง ห้องมอซอซอมซ่อ คล้ายกับจะสื่อความนัยที่ว่า เวลาที่ผ่านไป ภาพเก่าๆ ในความทรงจำของเราดูจะลบเลือนสูญหายไปบ้างตามกาลเวลา แม้ครั้งหนึ่งเราจะบันทึกมันไว้ผ่านเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ใดใดได้ก็ตาม แต่มันก็ไม่มีความเสถียรพอที่จะรักษาเอาไว้ได้อย่างมั่นคงชัดเจน และถึงแม้จะบันทึกเป็นฟิล์มผ่านการล้างอัด เป็นภาพถ่ายให้เราเห็นหยิบจับมาดูได้ทุกครั้ง แต่ภาพถ่ายเก่าๆ เราก็จะเห็นว่าสีมันจะซีดจางขมุกขมัวลงทุกไปวันเช่นกัน การบันทึกที่ชัดเจนที่สุดคือความทรงจำของเรา แม้มันจะพร่าเลือนไปบ้างตามวันเวลา แต่อย่างน้อยมันจะแปรสภาพกลายเป็นความรู้สึกให้เราได้นึกถึงอยู่ตลอด แม้จะนึกภาพมันไม่ออกแล้วก็ตาม
36 เฟรม ในหนังเรื่อง “36” จึงเหมือนเป็นการฉายภาพจากส่วนเสี้ยวความทรงจำของ "ทราย" ที่ผ่านมาแล้ว 2 ปี ดังนั้นภาพเก่าๆ ที่ผุดพรายมาให้เห็นจึงแหว่งวิ่น องค์ประกอบภาพบางเฟรม ขาดๆหาย กระทั่งเราไม่เคยเห็นหน้าตัวละครได้ชัดเจนเลยสักคน ไม่ว่าจะ "อุ้ม" หรือ "ทราย" ในทุกสถานที่ที่เขาและเธอเคยไป แม้ภาพที่ดูเหมือนจะผุพังในความทรงจำ แต่สิ่งที่ทำให้รู้ว่าทั้งหมดนั้นเป็นความงดงามในห้วงยามแห่งความทรงจำ คือดนตรีประกอบแสนไพเราะที่อ้อยอิ่งคลอเคลีย เหมือนจะบอกว่าความรู้สึกดีๆ ไม่เคยจากเราไปไหน
.......................................
(หมายเหตุ '36' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)



