บันเทิง

ความขัดแย้งและเด็กสาวPsychologicalและหนังยุคใหม

ความขัดแย้งและเด็กสาวPsychologicalและหนังยุคใหม

08 มี.ค. 2556

ความขัดแย้งและเด็กสาวPsychological และหนังยุคใหม่ : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

          ถ้าจะตัดเอาหนังเกาหลีชื่อไทยอย่าง “ตู้ซ่อนผี” หรือ A Tale of Two Sisiter ออกไปจากประเด็นนี้ก่อนเราก็ยังจะพบว่า มีหนังกิมจิฟิล์มอยู่หลายเรื่องที่ “ผู้หญิง” กลายมาเป็น “สินค้าหลัก” ในหนังหลายตระกูล
 
          คำว่า “สินค้า” ที่ว่านี้ ไม่ใช่เนื้อนมไข่ทางสายตาอะไรทั้งสิ้น แต่หมายถึงบทบาทที่มากขึ้นและชูแง่มุมต่างๆ ทั้งผู้หญิงทำงาน ผู้หญิงจากบ้านและผู้หญิงที่เอาชนะในโลกเพศชายได้อย่างน่าภาคภูมิ

          อย่างไรก็ดี นับจากปี 1992 เป็นต้นมา คาแรกเตอร์หนึ่งที่ผมคิดว่าหนังกิมจิประสบความสำเร็จในการขายมากตัวหนึ่งก็คือ “เด็กสาวกับความขัดแย้งในจิตใจ” (ซึ่งเป็นคนละประเด็นแบบสงครามและความขัดแย้งในหนังชิงออสการ์ทั้ง 9 เรื่อง)
 
          จอน จีฮุน ไล่มาถึงซอน เยจิน ล้วนเคยผ่านบทแบบนี้มาแล้วทั้งนั้น และก็ให้บังเอิญว่า หนังที่เรียกกันว่า stylization อย่าง Stoker นั้น ก็ได้อัญเชิญหญิงสาวที่ช่ำชองบทนี้มาด้วย ซึ่งก็คือ นิโคล คิดแมน แต่อดีตคนรักของทอม ครูซ ไม่ได้มาเล่นบทนี้เป็นตัวเด่น เพราะบทที่ลีดความขัดแย้งนี้ก็คือ Mia Wasikowska คนที่เคยดูหนังทั่วๆ ไปหรืออย่างน้อย ไม่ค่อยได้พบกับสีสันและรสชาติที่แตกต่างไปนั้น ขอแนะว่าน่าจะลองเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ โดยตัวแนวทางนั้น มันเป็น psychological thriller อย่างชัดเจน เล่นกับสิ่งที่ละเอียด ผ่านแง่มุมทางจิตใจ อาจจะไม่ได้มีความต่อเนื่องทางสถานที่และเวลา แต่นั่นคือความตั้งใจ ผมชอบหลายอย่างในหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นแมลง ใบไม้ สีและการเคลื่อนไหวเชื่องช้าของ subject ทั้งหลาย
 
          ผู้กำกับ ปาร์ค ซัน-วุค เคยชนะ Cannes Film Festival Grand Prix ปี 2003 จากเรื่อง Old Boy และ Jury Prize ปี 2009 จากเรื่อง Thirst จนเขามีฉายานามว่า “ผู้กำกับปาร์ค” บุคลิกร่วมในหนังของเขาคือการบรรยายความทารุณ การทำลายและการล้างแค้นออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม รวมถึงการใช้ภาพที่แสดงออกถึงความสุขและชวนสะดุ้งตกใจได้ดี หนังสั้นเรื่องล่าสุดของเขา Night Fishing ถ่ายทำทั้งเรื่องด้วยไอโฟนของ Apple และได้รับรางวัล Bear Award สาขาหนังสั้นยอดเยี่ยมแห่งปี 2011 ที่งาน Berlin Film Festival
  
          ปาร์คบอกก่อนทำหนังเรื่อง Stoker ว่าเขาเสนอไอเดียประหลาดเกี่ยวกับ “ตัวละคร” และ “สัญลักษณ์ทางภาษาภาพ” ที่ลึกซึ้งบางอย่างที่จะเป็นตัวกำหนดนิยามให้หนังมีแนวทางขึ้นมา เขาคิดไอเดียให้ตัวละครชาร์ลี ส่งของขวัญวันเกิดมาให้ญาติอย่างสาวน้อยอินเดียทุกปี “กล่องของขวัญ” อาจถูกทิ้งไว้มุมใดมุมหนึ่งของบ้าน อาจเป็นในสนามหญ้าหรือต้นไม้ พอถึงวันเกิดปีที่ 18 ของเธอเขาก็มาปรากฏตัว คราวนี้ของขวัญเป็นรองเท้าส้นสูงหนังจระเข้ ซึ่งในความคิดของเขาคือ เธอพร้อมจะเป็นอะไรบางอย่างที่เขาต้องการแล้ว
 
          พอกลับไปดูหนังเก่าๆ ผ่าน DVD ของปาร์คนั้น ผมสังเกตว่า หนังของเขามีสไตล์ภาพที่เล่นกับระยะและมุมกล้องมาก พออ่านบทสัมภาษณ์เพิ่งทราบว่า ปาร์คได้รับอิทธิพลมาจากหนังอย่าง Vertigo (ซึ่งเพิ่งถูกเลือกให้เป็นหนังที่ดีที่สุดจาก sight & sound) ปาร์คเล่าว่าเขาเริ่มสนใจด้านการกำกับหนัง หลังจากดูผลงานสะเทือนขวัญของ อัลเฟร็ด ฮิตช์ค็อก เรื่อง Vertigo เขาถูกดึงเข้าไปในเรื่องราวแห่งความลับที่ถูกถักทอไร้รูปแบบ รวมถึงโลกแห่งวัตถุที่มีข้อจำกัดอย่างรุนแรง
 
          หนังของฮิตช์ค็อกและของปาร์ค มักมีการจำกัดสถานที่ มีการใช้ตัวละครเพียงไม่กี่ตัว และเป็นเรื่องราวในช่วงเวลาสั้นๆ มีความเครียดเกิดขึ้นตลอดจนแทบหายใจไม่ออก บางอย่างก็เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เช่น กาน้ำที่มีฝาปิดแน่นเดือดขึ้นมา เรื่องราวที่เกิดขึ้นในพื้นที่จำกัดเหมือนเป็นโลกของมันเอง ปาร์คเล่าว่า การนำเสนอความขัดแย้งกับเด็กสาว ก็เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่ตรงกันข้ามกัน และสิ่งที่ดีที่เขาชอบในหนังฮิตช์ค็อกก็คือ ไม่ใช่เรื่องราวที่ให้คิดอยู่กับบทสนทนา ถือเป็นข้อดีของหนังเรื่องแรกของเขา แต่หนังเกาหลีของปาร์คเองก็ไม่ได้ยึดตามเรื่องราวการสนทนาเหมือนกัน เขาดูจะชอบการถ่ายทอดเรื่องราวด้วยภาพมากกว่า
 
          บทภาพยนตร์สอดคล้องกับรสนิยมทางศิลปะของผู้กำกับอย่างปาร์คนั้น บางคนบอกว่าหนังของเขาสื่อออกมาอย่างชัดเจน เกี่ยวกับความดีและความชั่ว และเส้นแบ่งระหว่างนั้น ตัวละครของเขาจะมีทางเลือกที่แตกต่างกันไป ซึ่งทุกทางเลือกจะมีผลลัพธ์ของมัน เขาเสริมว่าการบรรยายจะทำให้เราเกิดข้อสงสัยเรื่องชนชั้นทางสังคม ศีลธรรม จริยธรรม และความเชื่อในศาสนาขึ้นมา
อาจบอกได้ว่า อิทธิพลของปาร์ค มาจากผู้กำกับยุคก่อนหลายคนในสายเซอร์เรียลฯ เช่น เดวิด ลินช์, เดวิด โครเนนเบิร์ก และโลกที่มีความเซ็กซี่ล้ำสมัยของ ไบรอัน เดอ พัลม่า รวมถึงผู้เขียนอย่าง เอ็ดการ์ อัลเล็น โพ, เอ็ม.อาร์.เจมส์ และ วิลกี้ คอลลินส์ด้วย
 
          นักวิจารณ์บางคนบอกว่า ในหนัง Stoker นั้น เหมือนเป็นปะติมากรรม ในการจับตาดูคนแบบหนึ่งในโลกของเขา เขาถ่ายทอดเรื่องราวที่ใหญ่กว่าเกี่ยวกับโลกโดยรวม มีตัวละครล้วนมีข้อบกพร่อง การให้พวกเขาอยู่ในสถานการณ์กดดัน เขาสะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์ที่ทุกคนเคยผ่านมา แต่อยู่ด้านมืดของเงากระจกที่เราอยากจับตาดูใกล้ชิดมากขึ้น
 
          ผมคิดว่าคงมีคนหลายแบบที่ดูหนังเรื่องนี้แล้วสนุก โดยเฉพาะจิตแพทย์หรือคนที่ชอบสไตล์ภาพมากๆ
 
          นี่คือรสใหม่สำหรับธรรมเนียมเก่าซ้ำอย่างหนังทั่วไป มันเป็นทางใหม่ที่น่าลิ้มลอง และเป็นทางที่น่าลองวางเท้าเดินดู
.......................................
(หมายเหตุ ความขัดแย้งและเด็กสาวPsychological และหนังยุคใหม่ : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)