
'ออสการ์'แบบ'สุพรรณหงส์ฯ'-'มาสเตอร์พีซ'แบบ'สมาพันธ์ฯ'
'ออสการ์'แบบ'สุพรรณหงส์ฯ'-'มาสเตอร์พีซ'แบบ'สมาพันธ์ฯ' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
แสงส่องสว่างที่ "ศูนย์วัฒนธรรมฯ" หรือโคมไฟเฉิดฉายคลาสสิกที่ "สกาล่า"...
ความอบอุ่นหนาแน่นที่ "พัทยา" หรือ พรมแดงร้อนแรงใน "เมเจอร์ฯ พารากอน"...
ความทรงจำย้อนหลังในวันวาน นั่นคือภาพส่วนหนึ่งที่ผุดพรายขึ้นเมื่อมีเวลาได้นั่งทวนย้อน... ผมได้รับเกียรติให้เป็นกรรมการของสมาพันธ์ภาพยนตร์ปีนี้เป็นปีที่ 8 และแต่ละปีที่ผ่านไป ก็ได้มีโอกาสได้เรียนรู้ สัมผัสกับมุมมองของกรรมการผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่าน ที่มีคุณูปการต่อวงการหนังบ้านเรา จะเห็นด้วยหรือมองแย้งในการ "ถกโหวต"
ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเป็นตายไปกับมัน เพราะถึงที่สุด..ทุกคนล้วนแสดงเหตุผลพื่อวังดีต่อผู้ควรได้รางวัล
จากความผูกพันขนาดย่อมๆ 8 ปี ปีนี้ งาน "ออสการ์" ของบ้านเราในชื่อ "สุพรรณหงส์ทองคำ" นั้น เดินทางมาถึงปีที่ 22 และกรรมการก็มีการเข้ามาออกไปตามความเหมาะสมและตามแต่โอกาสจะว่างของหลายท่าน สถานที่ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปด้วยนะครับ โดยปีนี้จะกลับไปเยี่ยมต้นทางหนึ่งของศิลปวัฒนธรรมบ้านเรา นั่นคือ "โรงละครแห่งชาติ"
สำหรับธีมของงานนั้น ปีนี้คุณ วิสูตร พูลวรลักษณ์ นายกสมาพันธ์ฯ บอกว่าจะเป็นคอนเซ็ปต์ของ The Masterpiece เน้นการจัดงานที่กระชับ เรียกว่าเวลา 17.00-19.00 เป็นสองชั่วโมงของเวลาเข้างาน พอถึงเวลา 19.30-21.00 ทุกสาขาก็จะประกาศหมดลงในเวลาที่วางไว้ ซึ่งการจัดงานแบบนี้ กลายเป็นเทรนด์นิยมในช่วงเวลา 5 ปีของการจัดประกวดรางวัลทั่วโลก
สาเหตุหนึ่งเพราะออสการ์และแกรมมี่ เคยมีการจ้างคนไปสำรวจว่าทำไมในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เรตติ้งการติดตามงานของสองสถาบันนี้ ถึงดร็อปลงไป ลก็คือ แม้จะมีที่มาหลายอย่าง อาทิ ตัวหนังหรือสินค้าไม่เป็นที่ป๊อปปูล่าร์พอ แต่เหตุผลหนึ่งที่น่าสนใจมากก็คือ ระยะเวลาในการจัดงานนั้น ยาวยืดเยื้อมากเกินไปถึง 3-4 ชั่วโมง
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมออสการ์ถึงลดระยะเวลาในการถ่ายทอดสดก่อนหน้านี้ เหลือแค่ 2.30 ชั่วโมง และใช้ social media เข้ามาช่วยกระตุ้น (โดยให้ดารานักแสดงมีเวลาเล่น "ทวิต" ระหว่างเดินพรมแดง)
ผมมีโอกาสได้เป็นกรรมการหลายหลายๆ สถาบัน และสิ่งหนึ่งที่งานสุพรรณหงส์ฯ ของสมาพันธ์ เดินทางมายาวนานขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สิ่งที่ทำให้ตัวงานมีความมั่นคงกับารจัดงานก็คือ การเรียกสปิริตจากทุกฝ่าย ทั้งค่ายหนัง โรงหนังเอเจนท์หนัง และดารานักแสดงจากทุกฝ่าย ที่แม้ไม่มีรายชื่อเข้าชิง ก็ยังอุตส่าห์ส่งคนมาร่วมงาน ในรอบ 10
ปีที่ผ่านมา การจัดงานที่ผมไม่ชอบ มีอยู่ปีเดียวคือ ตอนที่ไปจัดภาคใต้เพื่อสร้างภาพลักษณ์หลังสึนามิ ไม่ชอบเพราะคิดว่าการจัดงานออกมาไม่ดี และโดนคนในวงการบ่นมาเยอะ
แต่หลังจากปีนั้น ตัวงานก็มีความน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ จากการที่หลายฝ่ายมีสปิริตในการทำงาน ช่วยงาน ขณะที่กองทัพหน้าเดินทัพไป ฝายทัพหลังพวกคณะกรรมการตัดสินก็ทำหน้าที่อย่างเข้มข้นไป
การทำงานตัดสินนั้น คนนอกอาจจะไม่ทราบว่า แท้จริงแล้วดารานักแสดงที่มางานไม่ทราบว่าตัวเองได้หรือไม่ เนื่องจากผลของการลงคะแนนนั้น กว่าจะเสร็จก็คือ "เย็นย่ำ"ของการจัดงาน นั่นหมายความว่า กว่าจะรู้ผลว่า 20 ว่าสาขานั้น ผู้ชนะคือใคร ก็ปาเข้าไป 17.00 น. แล้วงานเริ่มบรรยากาศตั้งแต่ 17.30 น. ดาราจึงไม่มีสิทธิ์รู้ผลอะไรล่วงหน้า (บางปีเล่นเอาคนจัดงานปวดหัว
เช่นปีที่จัดสกาล่า ผมจำได้ว่าพวกเราคณะกรรมการ ถกเถียงกันเนิ่นนาน เพราะคะแนนสูสี จนงานเริ่มเข้าการโชว์แล้ว คะแนนก็ยังถกเถียงกันอยู่ จนฝ่ายจัดงานต้องส่งคนวิ่งมาบอก)
นั่นเป็นเบื้องหลังที่พอจะมาเอาเล่าได้บ้าง ส่วนผลที่ออกมา ย่อมมีคนชอบไม่ชอบ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติของรางวัล (เหมือนที่มีคนเบะปาก และปรบมือให้กับ argo)
แต่การเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย การส่ายหน้าและการปรบมือยกย่องนี่แหละ
คือหัวใจของการจัดงาน
และคือแรงขับเคลื่อนทางความคิด ให้งานออสการ์แบบไทยๆ เดินมาจนถึงวันนี้
.......................................
(หมายเหตุ 'ออสการ์'แบบ'สุพรรณหงส์ฯ'-'มาสเตอร์พีซ'แบบ'สมาพันธ์ฯ' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



