บันเทิง

มองผ่านเลนส์คม:'พายุของ บ็อบ ดีแลน'

มองผ่านเลนส์คม:'พายุของ บ็อบ ดีแลน'

28 ก.พ. 2556

"พายุของ บ็อบ ดีแลน" : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิภว์ บูรพาเดชะ twitter.com/VipHappening

           เพลงที่ชื่อว่า Tempest ของ บ็อบ ดีแลน เป็นไตเติ้ลแทร็กของอัลบั้มชุดใหม่

           ชื่อเพลงนี้แปลว่า ‘พายุ’ แต่ บ็อบ ไม่ได้เขียนเพลงถึงพายุธรรมดาเท่านั้น มันเป็นพายุรุนแรงที่จมเรือไททานิกได้เลยทีเดียว เขาใช้เวลากว่า 14 นาที เล่าถึงวาระสุดท้ายของเรือไททานิก เป็นเพลงเล่าเรื่องที่มีทั้งหมด 45 ท่อน ไม่มีท่อนฮุก แต่เป็นท่อนเวิร์ส (Verse) หรือท่อนเพลงที่มีเมโลดี้ซ้ำๆ กันทั้งหมด บรรยายภาพทั้งแต่สภาพท้องฟ้า ท้องทะเล ผู้คนบนเรือ แล้วค่อยไล่รายละเอียดโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ไปทีละมุม ทีละภาพ ด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ค่อยๆ ฟังตามไปก็จะให้อารมณ์ของมหากาพย์ที่มีตัวละครมากมาย บอกเล่าด้วยลีลาแบบกวี สวยงาม เศร้าสร้อย และมีอารมณ์เย้ยหยันสังคมมนุษย์อยู่ในที

           นี่ไม่ใช่เพลงที่ดีที่สุด และไม่ใช่เพลงที่เพราะที่สุดของ บ็อบ ดีแลน ลุงบ็อบเคยทำได้ดีกว่านี้มาแล้วเยอะแยะ แต่แน่นอนว่านี่คือเพลงที่ยืนยันกับทุกคนว่าพลังสร้างสรรค์ของ บ็อบ ดีแลน ยังโหมกระหน่ำกับผู้ฟังได้ไม่แพ้สมัยหนุ่มๆ

           งานล่าสุดของศิลปินตำนานเพลงโฟล์กกบฏที่โด่งดังมาตั้งแต่ยุค 60 คนนี้ไม่ได้มีดีแค่เพลงนี้เพลงเดียวครับ อัลบั้ม Tempest มีทั้งหมด 10 เพลง หลายเพลงมีความยาวเกินเพลงปกติไปเยอะ ราวกับว่า บ๊อบ ดีแลน ไม่แคร์เรื่องความสั้น-ยาวของเพลงอีกต่อไปแล้ว

           ในเพลงทั้ง 10 นี้ บ็อบโชว์ลีลาการเล่าเรื่องด้วยภาษากวีในแบบของเขาอย่างสุดเหวี่ยง หลายเรื่องเราเดาเรื่องราวจริงๆ ไม่ได้ แต่ก็พอจะเดาโดยหลวมๆ ได้ อย่างเพลงช้าสุดเพราะอย่าง Soon after Midnight นั้นเป็นเพลงรักแน่นอน แม้ว่าจะเต็มไปด้วยเรื่องราวแปลกๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวละครในเพลงก็ตาม ส่วนเพลงสุดรันทดอีกเพลง Long and Wasted Years นั้นท่วมท้นไปด้วยหัวใจที่แหลกสลายของตัวละครที่อยู่ในวันเวลาอันยากลำบาก สายสัมพันธ์ขาดสะบั้น ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันแทบไม่หลงเหลือ

           ยังมีเพลงบลูส์หนักๆ อย่าง Early Roman Kings ที่บ็อบให้ภาพของผู้ทรงอิทธิพล อำนาจมืด และการปกครองอันไม่เป็นธรรมที่คนอย่างเราๆ ไม่อาจจะไปสู้รบปรบมือได้ ในขณะที่ Pay in Blood ซึ่งมีท่วงทำนองที่สบายหูกว่ากันเยอะ แต่เนื้อเพลงกลับให้ภาพการดิ้นรนและชีวิตอันกลอกกลิ้งของมนุษย์สุดลำเค็ญคนหนึ่งได้อย่างหนักหนาไม่แพ้กัน

           อัลบั้มนี้เริ่มต้นด้วยซิงเกิ้ลแรกคือเพลงคันทรีจังหวะกำลังชวนขยับเท้าชื่อ Duquesne Whistle ที่เนื้อเพลงว่าด้วยอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ นานา ที่เกิดขึ้นระหว่างการออกเดินทางด้วยลีลาสำนวนเหลือร้าย แล้วอัลบั้มนี้ก็ปิดท้ายด้วย Roll On John ที่ลุงบ็อบแต่งให้กับ จอห์น เลนนอน เพื่อนร่วมวงการเพลงผู้ล่วงลับ ส่วนหนึ่งในเนื้อเพลงนั้นราวกับชีวประวัติสั้นๆ ของจอห์น ในขณะทีอีกส่วนก็เว้นช่องว่างในถ้อยคำให้ผู้ฟังตีความตามอัธยาศัย อาจจะเป็นความรู้สึกที่ตำนานอย่าง บ็อบ ดีแลน อย่างสื่อสารกับหนึ่งในสี่เต่าทองผู้ล่วงลับก่อนวัยอันควรและกลายเป็นตำนานไปแล้ว หรืออาจเป็นเพียงความรู้สึกจากเพื่อนสู่เพื่อนอย่างธรรมดาที่สุดก็เป็นได้

           ดนตรีในอัลบั้ม Tempest นั้นอยู่ในโทนประมาณโฟล์ก คันทรี บลูส์ ประมาณนี้ครับ แต่ถ้าให้อธิบายความรู้สึกต้องบอกว่าเป็นดนตรีแบบเก๋าๆ คือฟังแล้วทุกสีเสียงช่างให้ความรู้สึกเข้มข้นไปหมด ทั้งที่ไม่ได้มีการเรียบเรียงอะไรแบบสลับซับซ้อนหรือมีซาวนด์อะไรล้ำๆ แบบที่ศิลปินรุ่นใหม่เขาทำกันเลย

           ลุงบ็อบ ดีแลน อยู่กับวงการดนตรีมากว่า 50 ปีแล้ว ตอนที่เขาออกอัลบั้มชุดแรกๆ ก็ทำให้วงการดนตรีพลิกผันขนาดใหญ่ เขาทำให้ศิลปินโฟล์ก ถือกีตาร์โปร่ง ร้องเพลงเกี่ยวกับสังคม ปลุกเร้าพลังหนุ่มสาว กลายเป็นแนวทางดนตรียอดฮิตไป พอไม่กี่ปีถัดมา เขาก็เปลี่ยนแนวมาใช้เครื่องดนตรีไฟฟ้า ทำให้แฟนเพลงส่วนหนึ่งผิดหวัง แต่ก็แทบทำให้วงการเพลงแทบจะพลิกคว่ำอีกหน แล้ว บ๊อบ ดีแลน ก็อยู่รอดในสถานะศิลปินและนักคิดชั้นนำได้เรื่อยมา มีศิลปินรุ่นหลังจำนวนนับไม่ถ้วนให้ความนับถือ นักวิจารณ์ยกย่องราวกับเป็นเทพเจ้า

           มาจนถึงวันนี้ อัลบั้ม Tempest ก็บอกเราอีกครั้งว่า บ๊อบ ดีแลน ยังคงเป็นพายุที่สามารถพัดโหมให้วงการดนตรีสั่นไหวได้อย่างที่เคยเป็นตลอดมา
.......................................
(หมายเหตุ "พายุของ บ็อบ ดีแลน" : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม  โดย... วิภว์ บูรพาเดชะ twitter.com/VipHappening)