
การเมืองกับภาพยนตร์ไทย
การเมืองกับภาพยนตร์ไทย : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... องอาจ สิงห์ลำพอง
จากสภาวะการณ์ปัจจุบันที่หันหน้าไปไหนก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของการเมือง การเมืองเป็นสิ่งสากลมีอยู่ในทุกหนแห่ง แต่แตกต่างกันออกไปในแต่ละแห่ง แม้ในที่ที่ไม่น่าจะมีได้อย่าง “ภาพยนตร์” แท้จริงแล้วการเมืองนั้นถือได้ว่าอยู่ในภาพยนตร์เกือบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะในเนื้อเรื่องหรือสภาพแวดล้อมภายนอกภาพยนตร์ หากเรามองว่าภาพยนตร์เป็นสื่อสารมวลชนที่ถ่ายทอดความเป็นศิลปะออกมา แต่หากกระบวนส่งผ่านการสื่อสารต่างๆ ของภาพยนตร์นั้นมาจากการสะท้อนของสังคมที่อิงระบบเศรษฐกิจและเชื่อมโยงวัฒนธรรมไหลกลับไปสู่ภาพยนตร์นั่นเอง คุณกฤษฎา เกิดดี ได้เคยมีผู้เคยกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “การที่ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดที่ไม่ได้ทำอะไรเลยมากกว่าการเป็นโรงงานสร้างฝัน ก็ยังหนีการเมืองไม่พ้น ภาพยนตร์ที่พยายามไม่แตะต้องการเมือง ก็ยังถือว่าเป็นผลมาจากการเมือง นั่นคือ พยายามอยู่ห่างการเมือง(ก็เพราะการเมือง)”
หากลองย้อนกลับไปดูวิวัฒนาการของภาพยนตร์ไทยนั้น จะพบว่าทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทย ก็จะส่งผลต่อภาพยนตร์ไทยทันที ดังในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อประเทศไทยและโลกกำลังตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงทั้งปัญหาสงครามหรือสันติภาพ บ้านเมืองถูกครอบงำด้วยลัทธิชาตินิยมและทหารนิยม แต่เพื่อรักษาส่วนใหญ่ไว้ทำให้ประเทศไทยเองต้องยอมจำนนเข้ากับฝ่ายที่เราไม่ปรารถนา เป็นผลให้นายปรีดี พนมยงค์ ต่อต้านกระแสอันเชี่ยวกรากนี้ด้วยการสร้างเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” ขึ้น โดยให้ตัวแสดงพูดภาษาอังกฤษทั้งเรื่อง เพราะท่านต้องการสื่อสารโดยตรงกับโลกภายนอกด้วย โดยเฉพาะกับประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ต่อมาภาพยนตร์เรื่องนี้มีส่วนสำคัญไม่น้อยในการสื่อสารกับสหประชาชาติ ทำให้ภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือกเปรียบเสมือนหนังสือรับรองความเป็นผู้นำเสรีไทยของนายปรีดีนั่นเอง
มาทุกวันนี้ ประเทศไทยเรามิได้ต่อสู้กับศึกนอก แต่กลับต่อสู้กับศึกในที่เหมือนจะยากที่จะจบลง ภาพยนตร์ก็ยังคงฉายภาพของสังคมไทยได้เป็นอย่างดี ภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผลงานของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล นั้นได้หยิบยกเรื่องราวของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นทรงกอบกู้ประเทศชาติจนได้รับเอกราช เป็นตัวอย่างภาพยนตร์ของการมุ่งสร้างความสามัคคี ความรักและหวงแหนในชาติ เพื่อปลูกจิตสำนึกให้คนไทยรักแผ่นดินบ้านเกิด
การเมืองเปรียบเหมือนเหรียญสองด้าน มีทั้งดีและไม่ดี ถ้าเรารู้จักใช้การเมืองให้เป็นประโยชน์ ผลดีก็จะตกอยู่กับประเทศชาติ แต่ถ้าเราเป็นเหยื่อของการเมือง ประเทศชาติคงย่ำแย่ ต่อไปหากคิดจะทำสิ่งเลวร้ายทางการเมือง ขอจงละอายใจต่อสิ่งที่บรรพบุรุษท่านร่วมรักษาไว้บ้างก็คงดี !!
.......................................
(หมายเหตุ การเมืองกับภาพยนตร์ไทย : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... องอาจ สิงห์ลำพอง)



