บันเทิง

เริ่มที่Oscarก่อนจะวกไปหาหนังอิสระ(ไทย)

เริ่มที่Oscarก่อนจะวกไปหาหนังอิสระ(ไทย)

22 ก.พ. 2556

เริ่มที่ Oscar ก่อนจะวกไปหาหนังอิสระ(ไทย) : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

          ลองไล่เรียงหนังที่เข้าชิงรางวัลใหญ่ของออสการ์ โดยเฉพาะสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปีนี้ หลายๆ เรื่อง เข้าฉายบ้านเราไป(นาน)แล้ว บางเรื่องกำลังเข้าฉายอยู่ และอีกหลายเรื่อง เตรียมเข้าฉายในอีกไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ถัดไป

          น่าสังเกตนะครับว่า หนังชิงออสการ์ปีนี้ ออกฉายไล่เลี่ยกันตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จนถึงต้นปีนี้ บางเรื่องบ้านเราฉายก่อนอเมริกาก็มี เป็นต้นว่า หนังทริลเลอร์การเมืองเรื่อง Argo ที่ทำเงินในไทยอย่างเงียบเหงา แต่โกยรายได้ในอเมริกาเป็นว่าเล่นหลังออกฉายไม่กี่สัปดาห์ถัดจากนั้น...Zero Dark Thirty หนังแอ็กชั่นฟอร์มไม่เล็กที่แม้จะเข้าฉายแบบจำกัดโรงเพียงไม่กี่แห่ง แต่ก็ได้รับความสนใจจนสามารถยืนโรงฉายไปได้หลายสัปดาห์...หนังดราม่า ผจญภัยสามมิติ ที่มีแค่ตัวละครเด็กหนุ่มกับเสือเบงกอลบนเรือชูชีพลำเล็กๆ กลางทะเลลึก อย่าง Life of Pi ก็ได้กระแสชื่นชมกันปากต่อปาก จนทำรายได้ไปไม่น้อย กระทั่งหนังเพลงที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจในบ้านเรา แต่ทว่า Les Miserables หนังเพลงที่สร้างจากวรรณกรรมดังก็สามารถทำลายปราการทางรสนิยมลงได้ จนประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง...ขณะที่ Silver Lining Playbook ที่เพิ่งเปิดตัวฉายในบ้านเราสัปดาห์แรก ก็ดูมีกระแสตอบรับที่ดีพอสมควร ส่วนหนังชิงออสการ์ที่ไม่น่ามองข้ามเรื่องอื่นๆ อย่าง Amour, Lincoln, Django Unchained ก็มีโปรแกรมเข้าฉายในเร็ววันนี้ จะมีก็แต่ The Beasts of Southern Wild ที่ยังไร้วี่แววว่าจะมีค่ายหนังรายใดนำเข้ามาฉายในได้ชมกันบนจอใหญ่ๆ ในโรงภาพยนตร์ เว้นเสียแต่ว่า หนังเกิดไปคว้ารางวัลใหญ่ รางวัลใดรางวัลหนึ่งติดมือกลับมา ซึ่งก็น่าลุ้นว่า หากแม่หนูน้อยคูเวนชาเน่ วัลลิส นักแสดงนำของเรื่องที่วัยยังไม่ถึง 10 ขวบ เกิดต้องตาต้องใจกรรมการคว้าออสก้าร์มาครองได้สำเร็จ ไม่เพียงเธอจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นเจ้าของรางวัลออสการ์ที่อายุน้อยที่สุดเท่านั้น แต่หนังของเธอจะเป็นที่พูดถึงและได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่า หนึ่งในนั้นต้องมีไทยรวมอยู่ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

          หลายปีมานี้ ไม่เพียงคอหนังบ้านเรา มีโอกาสได้ดูหนังชิงออสการ์ เอาแค่รางวัลใหญ่อย่างหนังยอดเยี่ยม ครบเกือบทุกเรื่อง เกือบทุกปีแล้ว (บางปี มีหนังชิง 5 เรื่อง บางปีเข้าชิง 10  เรื่อง อย่างปีนี้ชิง 9) ที่น่าสนใจก็คือ ไม่เพียงแค่เสียงชื่นชมยกย่องในความดีงามของหนังแล้ว รายได้ของหนังแบบนี้ ก็ดูเหมือนจะมากขึ้นตามจำนวนปีด้วยเหมือนกัน หากมองกันง่ายๆ ไม่ต้องใช้ตรรกะมาก ก็คือ บ้านเรามักจะเห่อตามกระแส อะไรว่าดี อะไรว่าทันสมัย คนไทยไม่พลาดที่จะได้เชยชมเป็นเจ้าของกับเขาด้วย

          หลายปีก่อน เอาแค่หนังเข้าชิงรางวัลใหญ่ๆ อย่างหนังยอดเยี่ยม 5 เรื่อง คนไทยได้ดูครบ ครั้นเมื่อมีการเปิดโอกาสให้หนังดีๆ มีสิทธิเข้าชิงมากกว่า 5 เรื่อง ที่สำคัญ เปิดทางให้หนังเล็กๆไร้ฟอร์ม เข้าฉายโดยไม่สนใจเครือข่าย การจัดจำหน่ายผ่านสตูดิโอใหญ่ๆ ในตลาด โดยเริ่มตั้งแต่ออสการ์ครั้งที่ 82 เมื่อปี 2010 ซึ่งมีหนังเข้าชิงถึง 10 เรื่อง  บ้านเราก้อยังได้ดูกันเกือบครบ (จะขาดไปก็ไม่เกินสองเรื่อง) ไม่เพียงแค่กระแสโลกาภิวัตน์ หรือยุคของโซเชียลมีเดียที่เชื่อมให้เรามีโอกาสเข้าถึงในทุกข้อมูลข่าวสารรอบด้านๆ อย่างเท่าเทียมเท่านั้น สื่ออื่นๆ ก็มีโอกาสแพร่หลาย และไปได้ไกลเท่าที่ผู้คนยังต้องการรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับมัน แต่จะชอบหรือชิงชังนั่นเป็นอีกเรื่อง และในเมื่อฮอลลีวู้ด ป้อนสินค้าเข้าปากเราถึงในบ้าน และเราเองก็อ้าปาก รับคำกลืนตามอย่างว่าง่าย (หลายครั้งก็แทบไม่ต้องเคี้ยว) ไม่แปลกที่นอกจากหนังตลาดจะดาหน้ามาให้เราดูไม่ขาดสายแล้ว หนังทางเลือกอื่นๆ ก็ถูกเสนอหน้าเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้เราได้เลือกเสพ เลือกสัมผัสทางโสตและทัศนะอยู่เสมอ (ไม่นับสัมผัสอื่นๆนอกจากเหนือจากนี้ กรณีที่ดูในโรง 4DX)

          ในเมื่อวัฒนธรรมการดูหนังถูกซึมซับและกลืนกินเราอยู่เป็นระยะๆ การรับเอาวัฒนธรรม หรือกระบวนคิดวิธีการสร้างหนังที่เป็นทางเลือกใหม่ๆ ในบ้านเราก็เริ่มจะปรากฏให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างบ้างแล้ว หลายปีที่ผ่านมาเรามีหนังอิสระ ที่ผู้สร้างหรือคนในวงการเรียกว่า ‘หนังอิสระ’ ออกมาให้ได้ดูกัน ปีละเรื่อง สองเรื่องบ้าง แต่ปีที่ผ่านมา หนังที่คนทำ คนดู นักวิจารณ์ หรือคนทำงานศิลปะ ขนานนามว่า ‘หนังทางเลือก’ มีจำนวนมากขึ้นหลายเท่าตัว หลายเรื่อง ไม่เพียงเป็นที่ยอมรับเฉพาะแค่ในเทศกาลหนังที่จำกัดผู้ชม หรือรสนิยมการดูหนังของคนกลุ่มหนึ่ง ‘หนังอิสระ’ หลายเรื่อง เริ่มถูกตาต้องใจคนดูในวงกว้าง ถูกพูดถึง และมีคนจำนวนไม่น้อยก้าวเท้าเข้าไปโดยไม่สนใจว่าจะมีดาราดังแค่ไหนร่วมแสดง

          ในเมื่อรายได้ไม่ใช่จุดหมายหลักของคนทำหนังเหล่านี้ รางวี่รางวัล ที่คนดูหนัง คนในวงการหนัง และบุคคลในสาขาอาชีพอื่นที่รักและชื่นชอบหนัง หยิบยกขึ้นมอบให้ ก็แทนกำลังใจให้คนเหล่านี้ มีเรี่ยวแรงลุกขึ้นทำหนังต่อไป ลำพังเงินตรามันก็แค่ใช้เลี้ยงปากท้อง แต่ไม่ได้หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของคนให้งดงามขึ้นมาได้หรอก
.......................................
(หมายเหตุ เริ่มที่ Oscar ก่อนจะวกไปหาหนังอิสระ(ไทย) : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)