
โลกเปลี่ยนไปดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง22
โลกเปลี่ยนไปดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง 22 : คอลัมน์ โลกใบนี้ดนตรีไทย โดย... ขุนอิน
20 ปี ชีวิตของการเป็นข้าราชการครูสอนดนตรีไทยที่โรงเรียนวัดห้วยจรเข้วิทยาคม จ.นครปฐม ซึ่งเป็นระดับมัธยมศึกษานั้นทำให้ผมได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนที่เป็นครู แถมยังมีการตีกรอบชีวิตด้วยกฎระเบียบและหน้าที่ต่างๆ ให้ได้กลายเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบและสิ่งที่ได้รับมาอย่างวิเศษสุดก็คือการพูด ซึ่งผมยอมรับว่าการที่ผมได้พูดคุยกับนักเรียนในโรงเรียนหรือในห้องเรียนมา 20 ปี มันคือพื้นฐานที่ผมใช้เป็นคำพูดกับผู้ชมในยามเมื่อเล่นคอนเสิร์ตอยู่บนเวทีในทุกวันนี้ แต่ในระยะหลังที่ผมได้เข้าไปสัมผัสกับครูที่อยู่โรงเรียนประถมทำให้ผมทราบว่าครูโรงเรียนประถมศึกษานั้นเหน็ดเหนื่อยกว่าครูมัธยมมากมายนักและก็มีความน่าสนใจยิ่งโดยเฉพาะดนตรีไทยนั้นสามารถทำให้เราวิเคราะห์วิจัยได้กันอยู่ไม่น้อยเลยครับ เอ้า...ลองมาเท้าความกันดูครับว่าครูประถมนั้นมีที่มาและมีความน่าสนใจอย่างไรกันครับ
ครูประถมโดยทั่วไปนั้นก็จะแบ่งเป็นสองฝ่าย เอ๊ะ ไม่ใช่สิต้องบอกว่าเป็น 2 สังกัด ก็คือของ สพฐ. หรือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งในสมัยก่อนที่เขายังไม่รวมกับมัธยมนั้นก็จะอยู่ในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ส่วนครูฝ่ายมัธยมก็จะเป็นสังกัดกรมสามัญศึกษา ซึ่งทั้งสองนั้นขึ้นอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนที่จะมารวมกันเป็น สพฐ. และเมื่อไม่นานมานี้ก็ได้แยกย่อยครูทั้งสองเป็น สพป. กับ สพม. ก็คือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานฝ่ายประถม กับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานฝ่ายมัธยม ซึ่งคงจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามโลกที่เปลี่ยนแปลงกระมั้งครับ และท่านผู้อ่านก็อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะว่า สพป.กับ สพม.นั้นคือ "สู้เพื่อป๋า สู้เพื่อแม่" นะครับท่าน
ส่วนอีกหนึ่งสังกัดนั้นก็คือครู กทม. ซึ่งในต่างจังหวัดเขาจะเรียกว่าโรงเรียนเทศบาล ก็คือครูเทศบาล ซึ่งปัจจุบันก็ไม่ยอมน้อยหน้ากันและกัน ถึงแม้จะไม่ได้สู้เพื่อป๋าเพื่อแม่ก็ตาม ได้ขยายออกเป็นระดับมัธยมอีกเหมือนกันแต่จะเรียกว่าอะไรผมก็จนด้วยเกล้าเพราะผมเองจะรู้แต่ในฝั่งของกระทรวงศึกษาฯ แถมเพื่อนๆ หรือเพิ่ลๆ ในภาษาเฟซบุ๊กก็ไม่มีใครอยู่สังกัดนี้สักคนเดียว เอาเป็นว่าเหล่าบรรดาครูประถมสังกัดนี้ขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทยก็แล้วกันนะครับ อ้อ แล้วยังมีครูประถมฝ่ายที่ 3 ก็คือครูโรงเรียนเอกชน ในตอนผมเด็กๆ เขาจะเรียกกันว่าครูโรงเรียนราษฎร์ เนื่องจากสมัยก่อนเขาจะอยู่ในความควบคุมของสหพันธ์โรงเรียนราษฎร์ แต่เดี๋ยวนี้โรงเรียนนั้นจะอยู่ในความควบคุมดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ แต่ว่าคุณครูทั้งหลายไม่ได้เป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการนะครับ ต้นสังกัดของคุณครูก็คือโรงเรียนที่เขาสอนอยู่นั่นแหละครับ
ย้อนไปนิดนึงตอนสมัยผมเป็นครูมัธยมที่นครปฐม สมัยนั้นยังไม่ค่อยมีเทคโนโลยีเหมือนกับยุคนี้ทั้งที่มันย้อนไปไม่ถึง 10 ปี คือเทคโนโลยีนั้นพัฒนาไปรวดเร็วมาก คือในสมัยนั้นผมเองก็พยายามสร้างสื่อการสอนดนตรีอย่างเช่นพยายามรื้อฟื้นการขับร้องเพลงไทยด้วยการแต่งเพลงในแนวร่วมสมัยง่ายๆ อย่างเพลงแขกบรเทศ 2 ชั้น ให้เด็กได้หัดร้องกันง่ายๆ ซึ่งตอนนั้นผมก็จะพยายามทำให้เป็นหลายๆ เพลงและก็ตั้งใจจะแจกจ่ายให้โรงเรียนมัธยมต่างๆ ใน จ.นครปฐม ซึ่งครูทุกโรงเรียนเขาจะยกให้ผมเป็นพี่ใหญ่ในจังหวัดอยู่แล้วเพราะพวกเราที่เป็นครูดนตรีไทยจะสมัครสมานสามัคคีกันทั้งจังหวัด ขนาดถึงมีการเข้าค่ายดนตรีไทยของจังหวัด ไหว้ครูดนตรีไทยก็จะรวมกันทั้งจังหวัด และสำคัญคือมีวงมหาดุริยางค์ไทยของจังหวัดนครปฐมอีกด้วยครับ ซึ่งในยุคนั้นมีท่านผู้อำนวยการโรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย เป็นหัวเรือใหญ่ และมีอาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า ก็คือผมเองนั่นแหละครับเปรียบเป็นนายท้ายเรือคอยคัดหางเสือให้เลี้ยวซ้ายหรือขวาแต่ยังไม่ทันได้ดูดำดูดีผมลงมือทำได้แค่สองเพลง ตัวผมก็ต้องด่วนลาออกไปรับหน้าที่เป็นขุนอินเสียก่อน แต่ก็ตั้งใจเอาไว้แล้วว่าเราจะต้องกลับมาทำประโยชน์พัฒนาเยาวชนให้แก่วงการศึกษาโดยเฉพาะดนตรีไทยของเราและของคนไทยทุกคน
ปัจจุบันนี้ผมมีลูกศิษย์ที่เป็นครูในระดับประถมอยู่หลายคนทั้ง สพป. กทม. และเอกชน ผมก็เลยได้รู้ว่าทุกโรงเรียนในทุกสังกัดระดับประถมศึกษารวมกันทั่วประเทศแล้วมีมากกว่า 3,000 โรงเรียน และทุกโรงเรียนนั้นก็มีการเรียนการสอนดนตรีไทยกันเกือบจะ 100% บางโรงเรียนนั้นมีนักเรียนดนตรีไทยซึ่งจะเรียกว่านักดนตรีไทยของโรงเรียนก็ได้นั้นมากถึง 40 คน บางโรงเรียนก็มี 10 กว่าคน เฉลี่ยแล้วก็จะมีนักเรียนดนตรีไทยในระดับประถมศึกษาน้อยๆ ที่สุดก็ประมาณ 10 คนต่อ 1 โรงเรียน รวมแล้วทั่วประเทศตอนนี้มีนักเรียนดนตรีไทยในระดับประถมศึกษามากกว่า 30,000 คนแน่ๆ แต่พอไปดูจำนวนการจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีก็คือระดับอุดมศึกษาของวิชาเอกดนตรีไทยนั้นกลับมีจำนวนเป็นหลักร้อยคือไม่ถึง 1,000 คนต่อปี เฉลี่ยนักเรียนเอกดนตรีไทยแล้วก็จะเหลือแค่ 3%จากชั้นประถมศึกษา ซึ่งจะว่ากันจริงๆ แล้ว ครูโรงเรียนประถมนั้นจะเป็นผู้ที่เรียกว่าหยิบดินมาปั้นให้เป็นดาวก็ไม่ผิด ครูส่วนใหญ่จะมีวิธีอันแยบยลที่สามารถดึงดูดโน้มน้าวจิตใจให้เด็กๆ นั้นมาเรียนดนตรีไทยได้ด้วยใจรัก ซึ่งครูทุกคนที่ผมได้พบนั้นจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าภาพยนตร์เรื่องโหมโรง ในแผ่นซีดีหรือแม้กระทั่งในยูทูบนั้นคือสิ่งที่ดึงดูดจิตใจเด็กให้มาเรียนดนตรีไทยได้มากที่สุด ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกของเด็กประถมที่เรียนดนตรีไทยในยุคนี้ ยังหายใจหายคอเป็นขุนอินกันอยู่ตลอด ผมก็เลยมานั่งวิเคราะห์สรุปว่า ครูฝ่ายประถมนั้นจะเป็นผู้ปั้นนักเรียนดนตรีไทยในเบื้องต้นมาโดยตลอด แต่ว่าอีก 97%นั้นหายไปไหน ฉบับหน้าค่อยมาว่ากันใหม่ครับ สวัสดีครับ...
.......................................
(หมายเหตุ โลกเปลี่ยนไปดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง 22 : คอลัมน์ โลกใบนี้ดนตรีไทย โดย... ขุนอิน)



