บันเทิง

ทีวีโฆษณาชวนเชื่อ

ทีวีโฆษณาชวนเชื่อ

20 ก.พ. 2556

ทีวีโฆษณาชวนเชื่อ : คอลัมน์มองผ่านเลนส์คม : โดย...บรรณวัชร

               เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดงานเสวนาเรื่อง "ทีวีสาธารณะ(ดิจิทัล)เพื่อใคร" เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในกระบวนการปฏิรูปสื่อ และการจัดสรรคลื่นความถี่ที่เป็นธรรม

                รายละเอียดข้อคิดความเห็นของผู้คนในแวดวงธุรกิจบรอดแคสต์ คงได้อ่านจากข่าวหน้า 1 นสพ.คมชัดลึก และ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ กันไปบ้างแล้วเมื่อเช้าวันจันทร์

                กรอบเวลาการให้ใบอนุญาตโทรทัศน์ระบบดิจิตอลลของ กสทช.และ กสท. ไตรมาสแรกจะเริ่มที่โครงข่าย และสิ่งอำนวยความสะดวก (เสาส่งสัญญาณ) ตามมาด้วยการยื่นขอใบอนุญาต "ทีวีดิจิตอลสาธารณะ" 12 ช่อง, เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ประมูล "ทีวีดิจิตอลธุรกิจ" 24 ช่อง และไตรมาสสุดท้ายออกใบอนุญาต "ทีวีดิจิตอลชุมชน" 12 ช่อง

                ในเวทีเสวนาเรื่องทีวีสาธารณะของสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม (ประเทศไทย) แสดงความเห็นว่า หากผู้ได้รับใบอนุญาตทีวีดิจิตอลสาธารณะ ดำเนินการอย่างไม่มีประสิทธิภาพหรือไปเป็นไปตามเจตนารมณ์ของการปฏิรูปสื่อ จะส่งผลให้สังคมไทยจะมี "ทีวีโฆษณาชวนเชื่อ" เพิ่มอีก 12 ช่อง  

                ทำไมจึงเป็นทีวีโฆษณาชวนเชื่อ? ต้องย้อนไปดูกระบวนการร่าง พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551

                โดยหลักการกฎหมายนั้นดีเลิศประเสริฐศรี เพราะพ.ร.บ.วิทยุโทรทัศน์ ปี 2551 กำหนดให้มีองค์กรอิสระจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์ โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท ทั้งสาธารณะ,ชุมชน และธุรกิจ ภายใต้ระบบใบอนุญาต ที่มีระยะเวลาประกอบกิจการวิทยุ 7 ปี และโทรทัศน์ 15 ปี 

                ผู้คนในแวดวงสื่อสารมวลชน ก็ฝันเห็นการปฏิรูปสื่อ และยกเลิกระบบสัมปทาน แก้ปัญหา "โครงสร้างความเป็นเจ้าของคลื่นความถี่" ที่อยู่ในมือหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ, กรมประชาสัมพันธ์ และอสมท   

                พ.ร.บ.วิทยุโทรทัศน์ ปี 2551 กำหนดทีวีสาธารณะดิจิตอลไว้ 3 ประเภทคือ 1. ประเภทส่งเสริมความรู้ 2.เพื่อความมั่นคงของรัฐ และ 3.ส่งเสริมความเข้าใจระหว่างรัฐและประชาชน 

                การกำหนดประเภททีวีสาธารณะไว้ข้างต้น ทำให้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการล็อกสเปกไว้แล้ว อย่างประเภทที่หนึ่ง มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมความรู้ การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม การเกษตร และการส่งเสริมอาชีพอื่นๆ 

                ถ้าเช่นนั้นกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ย่อมยื่นขอขอใบอนุญาตแน่ เพราะภาคส่วนราชการเหล่านี้ได้นำงบมาลงทุนทำ "ทีวีดาวเทียม" อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น "มหาดไทยแชนแนล", "ทีวีเกษตร", "โปลิศแชนแนล" , "ไอซีทีแชนแนล" และ "ทีวีครู"

                พูดตรงๆ ทีวีดาวเทียมภาคราชการ ล้วนมีต้นตอมาจาก "นักการเมือง" แล้วก็โยนให้เอกชนรับจ้างผลิต ที่แล้วมา ทีวีราชการหลายช่องต้องเลิกราไป เพราะการเมืองเปลี่ยนขั้ว อย่าง "สมหวังแชนแนล" (กระทรวงแรงงาน) และ "ยุติธรรมแชนแนล"

                อีกประเภทหนึ่งคือ กิจการโทรทัศน์เพื่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยสาธารณะ อันนี้สมาชิกวุฒิสภาสายแต่งตั้ง บรรจงสอดไส้เข้ามาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกองทัพ แถมกฎหมายยังเปิดช่อง "ให้หารายได้จากการโฆษณาได้เท่าที่เพียงพอต่อการประกอบกิจการโดยไม่เน้นแสวงหากำไร" 

                ที่น่าสนใจ สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ได้ทดลองออกอากาศระบบดิจิตอลไปแล้ว จึงมีคนวิจารณ์ว่าหวยล็อกชัดๆ ซึ่งกองทัพเรือและกองทัพอากาศ อาจเสนอตัวขอใบอนุญาตก็เป็นได้

                เราลงทุนปฏิรูปสื่อกันขนานใหญ่ สุดท้ายก็เป็นการเพิ่มช่องทีวีดิจิตอลให้ภาคส่วนราชการ มันขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่ต้องการกระจายการถือครองคลื่นความถี่วิทยุและทีวี จาก "หน่วยงานรัฐ" ไปสู่ "ภาคประชาสังคม"

                จึงมีเสียงเรียกร้องให้ กสทช. มีกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ใบอนุญาตอย่างรอบคอบ 

                ไม่เช่นนั้นแล้ว การจัดสรรคลื่นความถี่ทีวีดิจิตอลสาธารณะ มันไม่ต่างจากระบบสัมปทานในอดีต หนีจากทีวีกองทัพ ทีวีกรมประชาสัมพันธ์ ก็มาเจอเพื่อไทยแชนแนล บรรหารแชนแนล

                กสทช. และ กสท. ต้องกำหนดเป้าหมายการคัดเลือกผู้ได้รับใบอนุญาตทีวีดิจิตอลสาธารณะอย่างชัดเจนและโปร่งใส 

 

...........................................

(ทีวีโฆษณาชวนเชื่อ : คอลัมน์มองผ่านเลนส์คม : โดย...บรรณวัชร)