บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:เปลี่ยนไป

เล่นหูเล่นตา:เปลี่ยนไป

18 ก.พ. 2556

เปลี่ยนไป : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

          โลกหมุนไป … หลายสิ่งเปลี่ยนไป …
 
          จากเป็นคนไม่เอาอะไรไฮเทค พอสภาพแวดล้อมหรือคนรอบข้างบีบเข้ามา มันก็เลยต้องเลยตามเลย ปกติโทรศัพท์มือถือของฉันมีไว้โทรเข้า โทรออก ส่งข้อความ... แค่นั้น! จู่ๆ “ณัฐ” หลานชายตัวโตก็เอามือถือรุ่นที่มันทำอะไรได้เยอะแยะรุ่นล่าสุดมาวางไว้บนโต๊ะทำงานของฉัน ประมาณว่า...ต้องใช้! เอาล่ะตู! ยังกับมีคนเอาระเบิดเวลามาวางไว้ในบ้านต้องรีบเรียนรู้ทำความเข้าใจกับมันอย่างรวดเร็ว วิธีแรกก็คือกดมั่วๆ ดีที่ว่าคนรอบข้างฉันจะรู้ว่าฉันเป็นคนที่ยึดติดในเรื่องยี่ห้อ ยี่ห้อเดิมใช้มันตลอดชีวิตนั่นแหละ เจ๊งก็เปลี่ยนรุ่นใหม่มาใช้แต่ขอเป็นยี่ห้อเดิม อายุจะครึ่งร้อยอยู่มะรอมมะร่อถึงเวลานี้แล้วต้องแม่นยำ รู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี เว้นแต่เรื่อง “ผัว” ยังหายี่ห้อดีๆ ใช้ทนมือทนอารมณ์เราไม่ได้สักที!
 
          ช่วงนี้เพิ่งลองหัดเล่น “อินสตาแกรม” (Instagram) ให้นังนุชนาฎมันสอนเล่น ใช้ชื่อว่า “Jkim4real” วันๆ อัพแต่รูปอาหารจนนังนุชมันล้อว่า “อินสตากิน” ขอบอกว่ามันเป็นความจำเป็นนะ คนหน้าตาดีๆ เขาก็อัพรูปตัวเอง หน้าไม่ดียังแอ๊บแล้วอัพขึ้นสวยยังกับคนละคน ส่วนฉันขืนให้แอ๊บถ่ายคงขาดใจตายไปก่อนที่จะแอ๊บเสร็จ...

          คนมีลูกก็อัพรูปลูก เด็กๆ น่ารักทุกคนด้วยความไร้เดียงสา บางคนก็อัพรูปผัว อือ...ต่อให้ผัวหน้าตาไม่ดี แต่ผัวรักผัวหลงก็เอาเถอะ...เอาใจช่วยเสมอ! บ้างก็อัพรูปสินค้า...ค้าขายกันไป ชีวิตคนเรามันต้องต่อสู้ดิ้นรนทุกหนทางเพื่อความอยู่รอด...อันนี้เข้าใจ! ฉันไม่รู้ว่าตัวเองจะเห่อเล่นอย่างนี้ได้นานแค่ไหน ยิ่งนิสัยขี้เบื่ออยู่ด้วย จะว่าไปไอ้การเล่นอะไรแบบนี้มันเป็นภาระสำหรับฉัน เหมือนว่าตื่นมาต้องลุกขึ้นมาจัดหน้าร้านขายของเดี๋ยวลูกค้ารอ “ดูซิว่าวันนี้อีนี่มันจะเอาภาพอะไรมายั่วน้ำลายพวกเรา” คนตามคงคิดแบบนั้น (บ้าง!)
 
          ยิ่งฉันได้เข้าไปในโลกของอินสตาแกรม ฉันยิ่งทึ่งในความตั้งใจไปจนถึงหมกมุ่นในสิ่งต่างๆ ของผู้คน คนไทยเป็นชาติที่เห่อง่ายหายเร็วที่สุดชาติหนึ่ง อะไรมาก็เห่อ แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว พอตอนเบื่อ ...ก็หายกันไปม้ด...ด...ด เห่อไม่เห่อ ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในหลายประเทศที่มีจำนวนคนเล่นอินสตาแกรมมากที่สุดประเทศหนึ่ง...อั่ม...ไม่รู้จะภูมิใจหรืออายดี! ไม่เป็นไรเดี๋ยวพวกเราก็จะเบื่อกันไปเองอย่างที่เคยเป็นมา เมื่อก่อนเขาเห่อตุ๊กตาไบลธ์ ไอ้ที่ตาโตๆ หน้าสั้นๆ ใครๆ ต้องมีตัวละตั้งหลายตังค์ ตอนนี้ตกกระป๋องไปเพราะเจอเฟอร์บี้มาแย่งความสนใจจนกลายเป็นคดีความโกงเงินกันไปซะงั้น จำได้ว่าเมื่อ 15 ปีก่อน (ค.ศ.1998) ฉันยังร้องเพลงกลางคืนประจำตามร้านต่างๆ อยู่ มีเพื่อนเป็นแอร์ นางว่าตุ๊กตาเฟอร์บี้น่ารัก ฉันเลยฝากนางซื้อตอนนางบินไปญี่ปุ่น 1 ตัว ราคาสี่พันกว่าเอาไปให้หลานชายเล่น ทุกวันนี้มันยังคงอยู่ในตู้เก็บของ แต่ความจำและระบบต่างๆ เลอะเลือนไปหมดแล้วพอๆ กับคนซื้อ ... เฟอร์บี้ตัวนั้นมันแก่ มันเป็นอัลไซเมอร์ไปแล้ว... 15 ปีให้หลังมันกลับมาฮิตอีก (ได้ไง?) พอๆ กับรองเท้าผ้าใบยี่ห้อหนึ่ง มีมาตั้งแต่ปีค.ศ.1906 ฉันใส่ตอนสมัยเป็นสาว หาซื้อได้ที่มาบุญครองตอนเปิดใหม่ๆ พอแก่เมนส์ใกล้จะหมดเขาก็มาฮิตกันสุดโต่ง เฮ้อ! ... จะเรียกว่าทันยุคทันสมัยหรือดีเลย์ดีล่ะเนี่ย …
 
          นิสัยในการบริโภคของคนไทยก็เปลี่ยนไปมากมาย เมื่อก่อนเรากินข้าวแกง กินก๋วยเตี๋ยวตามร้านห้องแถว เสาร์-อาทิตย์ เราทำกินกันเองที่บ้าน แม่บ้านต้องไปจ่ายกับข้าวจากตลาดสดมาทำกินกันทั้งครอบครัว ... ทุกวันนี้เรากินตามที่ทีวีโฆษณา ตามที่อินเทอร์เน็ตบอก เด็กๆ ไม่กินข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว โจ๊ก หรือน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ (ตามร้านที่พ่อค้าแม่ค้าทำขายตอนเช้า) เปลี่ยนมากินขนมปัง แซนด์วิช และอาหารสำเร็จรูปเป็นกล่อง แค่เดินเข้าร้านสะดวกซื้อ ... คนไทยเปลี่ยนนิสัยการกินไปตอนไหน?
 
          ค่านิยมต่างๆ ของคนไทยก็เปลี่ยนตาม ... คนไทยปกติถ้าไม่ผิวคล้ำก็ผิวขาวเพราะมีเชื้อจีนผสม มันงดงามตามเชื้อชาติอย่างที่ควรจะเป็น หน้าคมๆ หรือหน้าแป้นๆ มันก็เป็นสิ่งที่บอกที่มาที่ไปของพวกเราซึ่งควรจะภาคภูมิใจในเชื้อชาติ แต่ทุกวันนี้เราดูทีวีกัน เข้าเน็ตกันมากขึ้น สิ่งต่างๆ ส่งผลทรงอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดจนเราไม่อยากจะเป็นเราอีกต่อไป เราอยากปรับปรุงแต่ภายนอกมากกว่าภายในจิตใจ หนุ่มสาวอยากผิวขาวจมูกโด่ง โครงหน้าเป็นรูปตัววี แบบที่ดาราเขาป็นกัน ไม่ใช่ดาราไทย แต่เป็นต่างชาติ โธ่! คุณพี่คุณน้องคะ อากาศเขาก็เย็น อาหารการกิน ชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรมเขาก็ต่างจากเรา จะเอาอย่างเขาทำหน้าขาวๆ สักพักฝ้าก็ขึ้นหน้าเพราะแดดบ้านเราน่ะ แดดเดียวยังทำปลาแห้งได้เลย! สาวสมัยใหม่ต้องตาโตด้วยคอนแทคเลนส์บิ๊กอาย อั่ม...อิฉันใช้เวลาต่อสู้กับคอนแทคเลนส์มาเกือบ 20 ปี กว่าจะพ้นมันมาได้เพราะสายตาสั้นเกือบ 1000 ไปยิงเลเซอร์ที่ “ไทยจักษุ” มา ชีวิตนี้เลยบอกลาคว่ำบาตรกับคอนแทคเลนส์ทุกชนิด ใส่มา 20 ปี ขอบอกว่ามันทำให้ตาแห้ง ออกซิเจนไม่สามารถเข้าออกได้ ตาสกปรกง่าย เวลามีฝุ่นเข้าไป เคืองและแสบแถมอักเสบ มันเหมาะจะใส่ถ่ายรูปประเดี๋ยวประด๋าวมากกว่าจะใส่ประจำทุกวัน แต่ก็อย่างว่าล่ะนะ ความสวยมันไม่เข้าใครออกใคร งั้นก็ต้องรักษาความสะอาดและระมัดระวังเวลาใส่เข้าถอดออกอย่าเผลอใส่นอน มิเช่นนั้นแก้วตาจะทะลุ! สวยแต่มองไม่เห็น ... เลือกเอา!
 
          ผู้ชายสมัยนี้ก็รักสวยรักงามยิ่งกว่าผู้หญิง (อันนี้ไม่รวมที่มีใจเป็นผู้หญิงนะ) ดูแลรักษาร่างกายและอาหารการกินเสียยิ่งกว่า เพราะจะได้อินเทรนด์ หุ่นดี สุขภาพดี ไอ้โน่นก็ไม่กิน ไอ้นี่ก็ไม่แ_ก เวลาไปกินข้าวกับเพื่อนๆ เพื่อนอยากถีบตกเก้าอี้ สั่งอะไรมากินไม่ได้จะกินแต่ผักปลา น่าจะพามันไปซื้อตำแจ่วปลานิลย่างกับผักต้มหน้าตลาดก่อนมากินกับเพื่อนจะได้ประหยัด ... ส่วนพวกหนุ่มนักกล้ามโตที่โคตรจะนิยมกันตอนนี้ก็มีเกลื่อนกลาดล้นตลาดเสียยิ่งกว่าร้านชายสี่หมี่เกี๊ยวหน้าเซเว่น ใครจะออกเดทกับหนุ่มเหล่านี้ให้เลือกไอ้ที่เฟิร์มแล้วรีดไขมันออกแล้ว เพราะตอนที่มันกำลังสร้างกล้ามเนื้อเราอาจหมดตัวได้! วันหนึ่งๆ ยัด (ถูกแล้วคำนี้) ทะนานยิ่งกว่ายัดกระสอบ เกือบ 10 มื้อๆ ละมากมายแล้วค่อยไปรีดไขมันออกทีหลัง เห็นแล้วไม่กล้าจีบ กลัวจน! อยากได้ผู้ชายหุ่นบึ้กๆ แบบนี้ ไม่เรื่องมาก ไม่วุ่นวาย ใช้ชีวิตง่ายๆ ไม่หล่อแต่เฟิร์มให้ไปแถวท่าข้าวกำนันทรง พวกเขากำลังแบกข้าวสารขึ้นลงอยู่เลย แต่อันนี้เขาเป็นของเขาเองจากอาชีพ ไม่ได้ตั้งใจ งานหนักมันพาไป!
 
          ฉันยืนมองหน้ากลมๆ แป้นๆ ที่แก้มกับหนังตาเริ่มตกเพราะหมดฤทธิ์โบท็อกซ์ มองเข้าไปในตาหยีๆ เท่าเม็ดก๋วยจี๊ ตัวแน่นๆ เหมือนหมอนข้าง ... ฉันว่ามันดี ดีที่ได้เป็นตัวของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องสวยอย่างใครๆ เพราะชีวิตที่อยู่ได้ทุกวันนี้ใช้แต่สมองและเสียง ไม่ได้ใช้หน้าตา! อะไรมันจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนไป แต่ฉันจะเป็นของฉันแบบนี้... มันดีแล้ว!
.......................................
(หมายเหตุ เปลี่ยนไป : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)