บันเทิง

'โบกรถ'ท่องเที่ยวแบบประหยัดรสชาติของวัยหนุ่มสาว

'โบกรถ'ท่องเที่ยวแบบประหยัดรสชาติของวัยหนุ่มสาว

18 ก.พ. 2556

"โบกรถ" ท่องเที่ยวแบบประหยัด รสชาติของวัยหนุ่มสาว โดย... อาทิตย์ อัสดง

          จำได้ว่าเมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ถึงช่วงเวลาปิดภาคเรียน ฤดูการท่องเที่ยวและเดินทางมาถึง กิจกรรมยอดฮิตที่ผมและเพื่อนๆ มักไม่ยอมพลาด คือการโบกรถ
 
          เชื่อว่าหลายคนที่เคยผ่านวัยหนุ่มสาวคงจะเคยลิ้มรสความสมบุกสมบันในการท่องเที่ยวด้วยการโบกรสกันมาเหมือนกัน
 
          ว่าที่จริงนอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายในวัยที่ยังแบมือขอเงินพ่อแม่ผู้ปกครองแล้ว การโบกรถยังทำให้เราได้เรียนรู้ประสบการณ์แปลกใหม่ ไล่เรียงตั้งแต่ความกล้าที่จะไปยืนริมถนนเพื่อที่จะโบกรถไปจนกระทั่งฉากและผู้คนที่ผ่านมาให้รู้จัก
         
          เพื่อนหลายคนไม่กล้าเพราะไม่สามารถเอาชนะความอายได้ เพราะไม่ใช่ว่าทุกครั้งที่เราโบกรถจะสำเร็จเสมอไป บางครั้งโบกรถเกินกว่ายี่สิบคันก็ยังไม่มีคันไหนรับ ทำเอาหลายคนท้อ แต่ทุกคนที่โบกรถสำเร็จเป็นครั้งแรก เชื่อว่าน่าจะรู้สึกได้ถึงชัยชนะเล็กๆ นี้
 
          หลายครั้งผมและเพื่อนๆ ออกเดินไปริมถนน เพราะยังไม่ได้รถที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน ครั้งหนึ่งถึงกับมีชาวบ้านขับรถจักรยานยนต์มาบอกสถานีรถประจำทาง ทั้งยังบอกอีกว่าท่าทางก็ไม่น่าจะจนอะไรทำไมถึงมาโบกรถ พวกเราก็ได้แต่ยิ้มและกล่าวขอบคุณ
 
          สำหรับการโบกรถแล้ว บางครั้งจุดหมายปลายทาง ระยะทางและเวลา ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะรายละเอียดของชีวิตและผู้คนที่ผ่านพบระหว่างทางต่างหากที่มีค่า และควรค่าแก่การเรียนรู้ ทำความเข้าใจ
 
          สำหรับผมแล้วประสบการณ์การโบกรถที่หนักหนาสาหัสที่สุด และจะจดจำไม่มีวันลืมก็คือ การโบกรถคนเดียว การเดินทางคนเดียวนับเป็นเรื่องที่ท้าท้ายอยู่แล้ว แต่การเดินทางคนเดียวด้วยการโบกรถในวัยที่ยังทดลองและแสวงหานั้น ให้รสชาติที่ยากจะลืมเลือน
 
          ครั้งนั้นจุดหมายปลายทางคือเขาใหญ่ เป้เดินทางพร้อมเต็นท์สะพายอยู่บนหลัง ด้วยเชื่อว่าประสบการณ์การโบกรถที่มีไม่น้อย ระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึงเขาใหญ่ไม่น่าเกินสามชั่วโมง ผมเริ่มต้นโบกรถราวๆ เที่ยงที่รังสิต โบกรถไปกว่าห้าสิบคัน เปลี่ยนจุดโบก ทั้งในปั๊ม และริมถนน สี่ชั่วโมงเต็มๆ ผมไม่ได้รถ ทั้งเหนื่อยทั้งร้อน เวลาก็ล่วงเข้าบ่ายคล้อย ครั้นว่าจะยอมแพ้ก็เกรงว่าจะเสียประวัติการโบกรถ ผมไม่ยอมพ่ายฮึดอีกครั้ง ได้รถราวสี่โมงครึ่ง จุดหมายของพี่ที่รับผมขึ้นรถคือโชคชัย แม้ไม่ถึงเขาใหญ่แต่ก็ใกล้มาก ถึงจุดหมายหกโมงเย็น ฟ้าเริ่มมืดนั่นหมายถึงหายนะของคนโบกรถ
 
          ผมยอมพ่ายในการโบกรถ แวะกินข้าวและขึ้นรถสองแถว ไปถึงตีนเขาใหญ่เมื่อใกล้หนึ่งทุ่ม พร้อมรับข่าวร้ายจากเจ้าหน้าที่ว่า ด่านปิดแล้ว ตอนเช้าถึงจะขึ้นเขาใหญ่ได้
 
          คืนนั้นผมกางเต็นท์นอนที่ตีนเขาใหญ่ อาบน้ำที่ห้องน้ำของเจ้าหน้าที่อุทยาน ความเหนื่อยและความเพลียค่อยๆ หายไป เมื่อล้มตัวลงนอน อย่างน้อยผมก็เดินทางมาแตะจุดหมายแล้ว
 
          ผมบอกตัวเองในวันนั้น และจำมาจนถึงวันนี้ ในความพ่ายแพ้ย่อมมีชัยชนะอยู่ด้วยเสมอ
.......................................
(หมายเหตุ "โบกรถ" ท่องเที่ยวแบบประหยัด รสชาติของวัยหนุ่มสาว โดย...  อาทิตย์ อัสดง)