
โลกเปลี่ยนไปดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง21
โลกเปลี่ยนไปดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง 21 : คอลัมน์ โลกใบนี้ดนตรีไทย โดย... ขุนอิน
วันนี้ตรงกับวันพฤหัสฯที่ 7 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันครบรอบ 9 ปีของภาพยนตร์ดนตรีไทยเรื่อง โหมโรง พอดิบพอดี และในเมื่อโหมโรงมีอายุ 9 ปีจึงเท่ากับว่าผมนั้นได้ลาออกจากการรับราชการครูแล้วเป็นปีที่ 9 เหมือนกันแหละครับ เพราะเริ่มตั้งแต่ผมนั้นเป็นที่รู้จักของประชาชนง่ายๆ ก็คือเริ่มมีชื่อเสียงนั่นแหละครับ ผมก็เลยคิดตัดใจลาออกไปซะเฉยๆ ไม่บอกกล่าวเพื่อนๆ ครูด้วยกัน เหตุผลไม่ได้เลิกรักความเป็นครูนะครับ แต่ก็คือรู้ตัวว่าเราไม่สามารถที่จะปฏิบัติราชการได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากมีงานโชว์ตัวงานแสดงต่างๆ มากมาย ที่สำคัญก็คือทำแล้วมันท้าทายความคิดความสามารถของเราเป็นอย่างยิ่งและการได้ออกไปผจญโลกภายนอกที่ไม่ต้องมาอุดอู้อยู่แต่ในรั้วตั้งแต่เช้ายันเย็นซึ่งมันเป็นสิ่งที่วิเศษสุด ตรงที่ว่าเราได้ทำอะไรที่เป็นความคิดของตัวเองเพียงอย่างเดียว มีเวลาที่จะคิดและคิดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเราและโดยเฉพาะวงการดนตรีไทยให้มีอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ เป็นสีสรรค์ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งจะว่าไปแล้วการสอนของผมที่โรงเรียนวัดห้วยจระเข้วิทยาคมนั้นใครๆ ก็สอนได้แถมยังเป็นการเปิดโอกาสให้น้องๆ ครูดนตรีไทยรุ่นใหม่ไฟแรงได้มีงานทำกัน และอีกส่วนหนึ่งก็คือการไม่ต้องมีเจ้านายหรือหัวหน้ามาสั่งในสิ่งที่ครูยุคเก่าอย่างเราให้ทำในสิ่งที่เราคิดว่า "มันไม่ใช่หน้าที่ของคนเป็นครู"
ในช่วงนั้นก่อนที่ผมจะลาออกจากราชการครูนั้นเป็นช่วงของการปฏิรูปการศึกษาบอกตรงๆ เลยว่าคนที่เป็นครูอาจารย์ในช่วงนั้น ในสมองนั้นมีแต่คำว่า "ประเมิน" เอ่อน่ะ.. มันจะอะไรกันนักหนาพอถึงเวลาเด็กจะเข้ามาเรียนวิชาที่เราสอน หัวหน้าหมวดก็เดินมาหยุดตรงหน้าห้องด้วยหน้าตาคร่ำเครียดแล้วก็ส่งกระดาษปึกใหญ่ๆ แล้วก็พูดว่า "เออนี่ ณรงค์ฤทธิ์ เอาแบบประเมินให้เด็กมันกรอกหน่อยนะ" ผมก็รับไว้แล้วก็หยิบมาอ่านดู มันก็คือกระดาษประเมินที่ให้เด็กขีดเขียนมั่วๆ กันไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พอได้รับแบบประเมินมาแล้วผมก็ทำหน้าที่ลูกหมวดที่ดีส่งให้เด็กที่นั่งบนพื้นเรียงรายกันเป็นแถวๆ ได้ขีดเขียน จนกระทั่งมีเด็กชายคนหนึ่งยกมือแล้วพูดกับผมว่า "อาจารย์ครับ นี่อาจารย์เคยให้ผมเขียนไปแล้วนี่ครับ" ผมก็นึกในใจว่า "โธเอ๋ย..เด็กหนอเด็ก ข้าน่ะเห็นก่อนเจ้าเสียอีกแล้วมันใช่ของครูซะที่ไหนล่ะ ครูน่ะไม่มาทำเรื่องไร้สาระให้เสียเวลาแบบนี้หรอกครับ เยาวชนคนกระดาษ" จนกระทั่งบัดนี้แล้วผมยังไม่รู้เลยว่าประโยชน์ที่เด็กนั้นจะได้รับมันอยู่ตรงไหนของแบบประเมิน แต่มันก็เป็นเรื่องที่ผ่านมานานแล้วจะมัวไปสาวไส้ให้ใครกินในเมื่อยุคนี้ "อีกา" มันก็หายากเต็มทีจะสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว เอาเป็นว่าใครยอมรับระบบไม่ได้ แล้วมีช่องทางอื่นที่ชอบที่ชอบก็ไปซะ เอ่อ..เดี๋ยวนะคำว่า "ที่ชอบ" หนเดียวก็พอแล้วนะ สองหนมันจะลาไปตายล่ะสิ
นี่แหละครับความแปลกของภาษาไทยของเรา แค่เขียนซ้ำกันความหมายก็จะเปลี่ยนไปแล้วซึ่งมันก็เหมือนกับวงการศึกษาบ้านเราแหละครับที่เปลี่ยนแปลงไปมากซึ่งก็ไม่ทราบว่าดีหรือไม่ อย่างเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็จะมีการสอบที่เรียกว่า โอเน็ต ก็คือการสอบวัดมาตราฐานความรู้ของเด็กว่าโรงเรียนของพวกเขาสอนแล้วหนูๆ เด็กๆ จะมีความรู้มากน้อยแค่ไหนหรือเป็นนัยว่าครูโรงเรียนของหนูน่ะสอนความรู้มาให้หนูนั้นมากน้อยเพียงใดหรือสอนจริงหรือเปล่า? จะว่าไปแล้วมันก็เหมือน "ไม่ไว้ใจกันนี่นะ" แต่อีกมุมหนึ่งก็คือ "วัดครูก็ต้องดูที่นักเรียนวัดนักเขียนก็ต้องเพียรการอ่าน" เป็นอย่างไรครับ สำนวนคำคมของผม คือเด็กมีความรู้หรือเก่งไม่เก่งมันก็อยู่ที่ครูผู้สอนส่วนนักเขียนนั้นจะให้ความรู้ความคิดหรือความสนุกอย่างไร เราก็ต้องติดตามอ่านผลงานของเขาใช่ไหมครับ และแว่วมาว่าการสอบโอเน็ทกำลังจะเริ่มมีวิชาดนตรีไทยแล้วด้วยครับ แต่ไม่เป็นไรหรอกครับโลกเรานั้นเปลี่ยนแปลงไปจนกระทั่งทำให้ครูดนตรีไทยในยุคนี้ฉลาดพอที่จะรู้จักสอนอย่างไรแล้วให้เด็กทำข้อสอบกลางได้ครับ
ในโลกปัจจุบันนี้คงต้องยอมรับกันว่าวงการศึกษานั้นมีบทบาทต่อวงการดนตรีไทยนั้นเป็นอย่างมาก ว่ากันตั้งแต่ระดับ ประถม มัธยม อุดมศึกษาเกือบ100% ทุกแห่งหนจะมีการเรียนการสอนดนตรีไทยกันทั้งสิ้นและคงไม่มีอะไรจะมายุติบทบาทของสถาบันต่างๆ นี้ออกจากวงการดนตรีไทยไปได้เป็นแน่แท้ และสิ่งที่เป็นจริงนั้นผมลองได้วิเคราะห์ด้วยตัวผมเองนะครับทั้ง 3 ระดับนั้นมีความสำคัญกันไปคนละแบบอย่าง
เริ่มกันตั้งแต่ระดับประถมศึกษาซึ่งผมคิดว่าเป็นระดับที่ครูผู้สอนนั้นจะเหน็ดเหนื่อยกับเด็กๆ มากที่สุดและในระดับนี้คุณครูผู้สอนนั้นผมเชื่อเหลือเกินว่าไม่จำเป็นจะต้องเป็นครูผู้ที่มีความสามารถในการเล่นดนตรีสูงส่งหรือมีวิชาความรู้ในเรื่องดนตรีไทยในระดับเจ้าสำนักปรมาจารย์หรือมีใบรับประกันเป็นปริญญาเอกแล้วคนเรียกว่าดอกเตอร์ สิ่งที่ต้องมีมากที่สุดก็คือความอดทนและจิตวิทยาการสอนยิ่งโดยเฉพาะแล้ว การชักจูงหรือการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กนั้นมาเรียนมาเล่นดนตรีไทยอะไรเหล่านี้และผมเชื่อว่าถ้าดอกเตอร์ท่านใดไปสอนในระดับประถมแล้วคงจะยากลำบากและหงุดหงิดใจ ในที่สุดก็จะท้อถอยยกธงยอมแพ้เด็กกลับไปนั่งทำงานวิจัยอะไรที่มันไม่เหนื่อยดีกว่า และจะว่ากันจริงๆ แล้วผู้ที่เป็นดอกเตอร์ก็คงไม่มีใครมาอยู่โรงเรียนประถมหรือโรงเรียนวัดกันหรอกครับ และในฉบับหน้าผมจะมาเขียนให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่าครูโรงเรียนประถมเขามีวิธีการสอนดนตรีไทยในโลกยุคเปลี่ยนแปลงกันอย่างไรและผมเองก็พยายามที่จะช่วยทุกคนที่เป็นครูสอนดนตรีไทยด้วยวิธีการของผม แต่จะเป็นอย่างไรเอาไว้ฉบับหน้าลองมาดูกันว่า "ชีวิตหดหู่ ครูประชาบาล" นั้นจริงอย่างเพลงลูกทุ่งในสมัยก่อนร้องกันหรือเปล่าครับ..สวัสดีครับ
.......................................
(หมายเหตุ โลกเปลี่ยนไปดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง 21 : คอลัมน์ โลกใบนี้ดนตรีไทย โดย... ขุนอิน)



