
มองผ่านเลนส์คม:ท่านอังคาร...ในวันเสาร์
ท่านอังคาร...ในวันเสาร์ : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... นันทพร ไวศยะสุวรรณ์
วันที่เขียนต้นฉบับ ตรงกับวันเสาร์ที่ 26 มกราคม เป็นอีกวันสำคัญของชีวิต...
หลังจากเก็บร่างท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ ไว้ครบ 100 วัน ก็ถึงวันที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในพิธีการพระราชทานเพลิงศพท่านอังคาร ณ วัดทองนพคุณ เขตคลองสาน กรุงเทพฯ
ก่อนหน้าที่จะถึงวันนี้ ทุกวันเสาร์ที่นี่จะมีกิจกรรมเสวนาในแง่ศิลปะและวรรณกรรมตลอดมา
ที่วัดแห่งนี้ คุณอุ่นเรือน ภรรยาท่านอังคาร บอกว่า มีความหลังและมีความผูกพันกับท่านอังคารมาก
ที่เขียนถึงอีกครั้ง เพราะคิดว่า แม้ท่านจะสิ้นอายุแล้วก็ตาม ทว่าชีวิตและผลงานของท่านยังเป็นที่น่าศึกษา
ผู้ที่รู้จักท่านอังคารดีกว่าใคร ก็คือ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์
ในโอกาสครบรอบ "81 ปี อังคาร กัลยาณพงศ์" อ.สุลักษณ์ ได้เขียนถึง "เพื่อน" คนนี้ไว้อย่างคมคาย...
อังคารเข้าได้ถึงจารีตของศิลปกรรมยิ่งกว่าพวกที่ตั้งตัวเป็นนักอนุรักษ์ทั้งหลาย ก็ใครเล่าที่เป็นกวีร่วมสมัยแล้วเข้าได้ซึ้งถึง กำสรวล มหาชาติคำหลวง และไตรภูมิพระร่วง ตลอดจนจารึกหลักที่ 1 ซึ่งนักปราชญ์รู้พลั้งหาว่าเป็นของปลอม โดยพวกนี้รู้กันบ้างไหมว่า อังคารแกะรอยจารึกแต่ละคำอย่างมีมนสิการ ทั้งยังเคยทักท้วง นายฉ่ำ ทองคำวรรณ มาแล้วด้วย ถึงเอยคำบางคำในจารึกนั้นๆ
ยิ่งกับเจ้าฟ้ากุ้งด้วยแล้ว อังคารเข้าไม่ถึงแต่งานเขียนที่เป็นตัวอักษรของท่าน หากเข้าถึงชีวิตและจิตใจของเจ้าฟ้าที่ถูกการเมืองลงโทษอย่างหฤโหดเอาเลย
งานของอังคาร ทั้งทางจิตรกรรมและวรรณกรรมช่วยให้เราเข้าถึงอมตภาพของอยุธยา สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และนครศรีธรรมราช เท่าๆ กับที่ช่วยให้เราเข้าถึงธรรมชาติทั้งที่ภูกระดึงและอื่นๆ
ถ้าจะเปรียบอังคารกับฝรั่ง เห็นว่าใกล้เคียงกับ วิลเลียม เบล็ก มากที่สุด ทั้งทางจิตรกรรมและกวีนิพนธ์ โดยที่เบล็กก็เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นคนบ้า ทั้งๆ ที่ความวิปลาสของเขา เป็นกระจกเงาสะท้อนให้เห็นความวิปริตของสังคมร่วมสมัย...
ส.ศิวรักษ์ ยังยกย่องให้ท่านอังคาร เป็น 1ใน 10 บุคคลที่มีอิทธิพลต่อคนไทยในรอบพันปี ชื่อท่านอังคารอยู่ถัดจากท่านปรีดี พนมยงค์ และอยู่ก่อนมหาตมะ คานธี
สำหรับดิฉัน ท่านอังคาร เป็นกวีร่วมสมัยที่วิเศษสุดแล้ว ท่านอาบและกลืนกินกวีวัจนะ ทั้งยังรับรู้จิตรกรรมอย่างยากที่คนอื่นจะเข้าใจ
ขอส่งใจให้ท่านอังคารขึ้นไปสู่มโนคติจากเมฆ สถิตในรุกขชาติ และสู่นฤมิตกรรม ที่ท่านเคยจารึกไว้
ขอคารวะอีกครั้งด้วยการรำลึกถึงบทหนึ่งใน "ปณิธานกวี" ของท่าน...
นิพนธ์กวีไว้เพื่อกู้ วิญญาณ
กลางคลื่นกระแสกาล เชี่ยวกล้า
ชีวีนี่มินาน เปลืองเปล่า
ใจเปล่งแววทิพย์ท้า ตราบฟ้าดินสลายฯ
.......................................
(หมายเหตุ ท่านอังคาร...ในวันเสาร์ : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... นันทพร ไวศยะสุวรรณ์ )



