
เอกเขนกดูหนัง : Captive
Captive : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
มีหนังรัสเซียเรื่องหนึ่ง กองปะปนอยู่ในกะบะดีวีดีลดราคาไม่ถึง 50 บาท มีข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ไม่มาก เครดิตหน้าปกที่น่าสนใจเพียงหนึ่งเดียวคือช่อมะกอกที่แสดงให้เห็นว่าหนังไปคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังคาร์โลวี่ วารี่ (Karlovy Vary เป็นเทศกาลหนังระดับชาติที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในยุโรปตะวันออก จัดขึ้นที่ประเทศสาธารณรัฐเช็ก ติดต่อกันมา 47 ครั้งแล้ว - จากข้อมูลในเว็บไซต์ประจำเทศกาลระบุว่า Alexey Uchitel ได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม Best Director Award จากเทศกาลครั้งที่ 43 ประจำปี 2008 ด้วยหนังเรื่อง “Captive” ผลงานร่วมทุนสร้างระหว่าง รัสเซีย-บัลกาเรีย : ผู้เขียน)
ว่ากันว่าหนังจากยุโรปตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นโรมาเนีย สแกนดิเนเวีย เช็ก ลัตเวีย ฯ และโดยเฉพาะหนังรัสเซียนั้น มีอะไรให้น่าค้นหาตลอด...“Captive” เช่นกัน หนังรัสเซียเล็กๆเรื่องนี้ เล่าถึงเหตุการณ์เสี้ยวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในศึกสงครามเชชเนีย เมื่อกลุ่มกบฏเชเชนแอบซุ่มโจมตีกองทหารรัสเซีย แม้จะรอดชีวิตมาได้แต่ ‘รูบัคค่า’ และ ‘วอฟก้า’ พลทหารสองนาย และกองกำลังรัสเซียจึงคิดแก้เผ็ดด้วยการไล่จับตัวกบฏเชเชนมาเป็นเชลย นำทางไปยังฐานที่มั่นกลุ่มกบฏ ก่อนจะพบว่ามีทหารรัสเซียถูกจับกุมตัวเป็นเชลยอยู่เช่นกัน ‘รูบัคก้า’ และ ‘วอฟก้า’ จึงคิดหาทางช่วยเพื่อนทหารด้วยการแลกเปลี่ยนเชลย แต่สุดท้ายเรื่องกลับไม่เป็นอย่างที่คิดหนำซ้ำยังเกิดเหตุสะเทือนใจทำร้ายความรู้สึกอย่างร้ายกาจ
“Captive” วิพากษ์สงครามอย่างน่าเศร้า หดหู่ วังเวงในจิตใจเรื่องหนึ่งทีเดียว แม้หนังไม่ได้แสดงภาพความโหดร้ายของสงครามแบบตรงไปตรงมา แต่การกระทำที่มนุษย์แสดงต่อกันนั้นมันช่างน่าอเนจอนาถใจสิ้นดี หนังเริ่มต้นเหมือนจะแสดงภาพด้านดีที่มีอยู่น้อยนิดของสงคราม โดยเฉพาะมิตรภาพของ ‘รูบัคก้า’ กับ ‘จามอล’ เชลยหนุ่ม แม้หนังจะพยายามสร้างบุคคลิกฝ่ายแรกให้คลุมเครือตั้งแต่อยู่ในค่ายที่เจ้าหมอนี่เอาแต่กินสตูเนื้อ โดยไม่สนใจสุรา-นารี ที่เพื่อนทหารเอ่ยปากชักชวน กระทั่งระหว่างเดินทางที่เขาเฝ้าเอาใจใส่ดูแลบาดแผลที่ข้อเท้าของเชลยหนุ่ม หรือฝ่าย ‘จามอล’ เอง ก็ไมคิดหลบหนีเมื่อสบโอกาส และที่ชวนให้คิดไปใหญ่ก็คือฉากที่ต่างฝ่ายต่างนอนซุกกายซบอุ่นไอระหว่างเผลอไผลหลับใหลในค่ำคืน และไม่ว่านายทหารจะเป็นโฮโมเซ็กช่วล มีใจปฏิพัทธ์ต่อเชลยหนุ่มหรือไม่ (แต่ก็ชวนให้คิดต่อได้อีก ในตอนท้ายเรื่อง) แต่สุดท้ายสงครามก็ผลักให้สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ แสดงธาตุแท้ออกมา
“Captive” แสดงภาพความหวาดกลัวในจิตใจมนุษย์ผ่านสงครามย่อมๆ ในศึกแบ่งแยกดินแดนที่คร่าชีวิตผู้คนนับล้านผ่านห้วงเวลายาวนานหลายปี ความหวาดกลัวที่ว่า อาจกลายเป็นความขลาดเขลา ถึงขั้นเบาปัญญาทั้งฝ่ายผู้กุมอำนาจ ผ่านตัวละคร ‘รูบัคก้า’ และฝ่ายเชลยที่สูญเสียอิสรภาพอย่าง ‘จามอล’ จนนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ ก็ไม่ต่างจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากสงครามระหว่างกบฏเชชเนียและกองทัพรัสเซีย ความกลัวที่จะสูญเสียผลประโยชน์ (รัสเซียกลัวเสียดินแดน และแหล่งทรัพยากร) ความกลัวที่จะสูญเสียอิสรภาพและศรัทธา ของชาวเชเชน สุดท้ายต่างฝ่ายต่างใช้วิธีขจัดความกลัว ด้วยการต่อสู้เพื่อหาแสวงอำนาจในการควบคุมเหนืออีกฝ่าย แต่สุดท้ายความสูญเสียคือผลลัพธ์ และกลายเป็นสิ่งที่ตกค้างในใจผู้คนไม่อาจสลัดหลุดพ้น
หนังเล่าถึงความสัมพันธ์และความขัดแย้งเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในระดับจุลภาค แต่จงใจสะท้อนไปถึงความขัดแย้งในระดับมหภาค “Captive” เป็นหนังที่เสียดสีศึกสงครามจากมุมมองของผู้ก่อสงครามเอง แม้หนังมีท่าทีผ่อนปรนอยู่บ้างและไม่ได้แสดงทัศนคติของการเหยียดชาติ หรือสร้างภาพลบให้กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอย่างจงใจ แม้หนังจะให้ภาพผู้ร้ายแก่ทหารรัสเซียอย่าง ‘วอฟก้า’ แต่ขณะเดียวกัน ภาพการทารุณเชลยรัสเซียของชาวเชเชน ก็ให้ความรู้สึกเลวร้ายไม่ต่างกัน
การเดินทางของทหารและเชลยศึกครั้งนี้ ไม่ว่าจะนำไปสู่หายนะหรือชัยชนะของทหารรัสเซีย แต่อย่างน้อย การตระหนักถึงความหวาดกลัว ความขลาดเขลาเพื่อเอาตัวรอด ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ก็สะท้อนถึงผลร้ายของสงครามได้อย่างเจ็บแสบ
.......................................
(หมายเหตุ Captive : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)



