บันเทิง

มองผ่านเลนส์คม : หาเรื่อง

มองผ่านเลนส์คม : หาเรื่อง

18 ม.ค. 2556

หาเรื่อง : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิทยา ทองอยู่ยง

          นับถอยหลังไป 10 - 20 ปีมานี้ มีหนังไทยไม่กี่เรื่องนะครับ ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือ ซึ่งน้อยมาก ไม่เหมือนกับแวดวงละครทีวี ที่มีหนังสือนิยายมากมายให้เป็นต้นทาง ทั้งเรื่องเก่าที่นำมาทำใหม่ และเรื่องใหม่ที่นำมาทำครั้งแรก

          อาจเป็นเพราะธรรมชาติของนวนิยาย ที่เนื้อหาดูจะเหมาะกับสื่อทีวีมากกว่าสื่อภาพยนตร์ ดังนั้นแหล่งวัตถุดิบที่คนทำหนังใช้เป็นต้นกำเนิดเรื่องราว จึงมักเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเอง ประสบการณ์วัยเยาว์  หรือปฏิกิริยาต่อสภาพแวดล้อมสังคมที่พบเจอมากกว่า   

          มหาลัยเหมืองแร่, จันดารา, เพื่อนสนิท(กล่องไปรษณีย์สีแดง), 13 เกมสยอง  เป็นตัวอย่างจำนวนไม่เยอะของหนังไทยที่ดัดแปลงมาจากหนังสือ ซึ่งก็เป็นหนังสือทุกแนวไม่ว่าจะเป็นรวมเรื่องสั้น นิยาย สารคดี หรือการ์ตูน แต่หาได้ยากเข้าไปอีก ถ้าจะหาหนังไทยที่ดัดแปลงมาจาก ’เรื่องสั้น’ ไม่ใช่ ’รวมเรื่องสั้น’ ที่นึกได้ก็มีแค่ หนังเรื่อง จับตาย จากเรื่องสั้นของมนัส จรรยงค์เท่านั้น

          แต่ผมยังคงชอบอ่านหนังสือเพื่อหาแรงบันดาลใจในการทำหนังอยู่เสมอ และหลายครั้งเวลาอ่านเจอเรื่องสั้นอะไรดีดี ก็ได้แต่นึกในใจว่า น่าเอามาทำเป็นหนังจัง
 
          ในรอบปีที่ผ่านมานี้ ผมพบเรื่องสั้น 3 เรื่องจากสามนักเขียน สามแหล่งที่มา ที่อ่านแล้วชอบมาก เลยอยากจะแนะนำให้ลองหามาอ่าน ไม่น่าจะหายากครับ

          ไกลสุดสายตา ขอบฟ้าสีคราม ของ อนุสรณ์ ติปยานนท์ จากหนังสือชื่อ LOVE ของสำนักพิมพ์ springbooks เป็นเรื่องสั้นอารมณ์โรแมนติก รสชาติใหม่ เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อครั้งน้ำท่วมกรุงเทพเมื่อปลายปี 54 ระหว่างหญิงสาวเจ้าของร้านขายของชำ กับชายหนุ่มที่ติดน้ำท่วมอยู่ในหมู่บ้าน โดยมีสื่อกลางคือวิทยุทรานซิสเตอร์กับถ่านไฟฉายก้อนใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในภาวะน้ำท่วม 

          ระหว่างอ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ ผมเห็นภาพ ได้ยินเสียงเพลง ไปจนถึงนึกถึงหน้านักแสดงที่อยากจะเอามาเล่น เห็นไปกระทั่งโปสเตอร์ของหนังเรื่องนี้ด้วย พูดง่ายๆ ว่าเห็นเป็นหนังทั้งเรื่องไปจนถึงเข้าฉายเลย
 
          เรื่องราวรักอุ่นๆ กับฟ้าใสๆ แดดอ่อนๆ ที่ส่องลงกระทบผิวน้ำเต็มทุกพื้นที่ของกรุงเทพ เคล้าเสียงเพลงลูกทุ่งซึ่งมักจะเข้ากับภาพท้องทุ่งมากกว่าภาพเมือง ถือเป็นส่วนผสมที่แปลกตา แต่ก็ชวนท้าทายให้ทำออกมาเป็นหนังให้ลงตัว

          วันดวลเหล้า  ของอาจินต์ ปัญจพรรค์ เป็นเรื่องราวแนวแมนๆ พวกศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย คุณธรรมน้ำมิตร  เรื่องของชายฉกรรจ์ที่ไปทำงานในป่าในเขาเมื่อสมัยก่อนกับนักเลงเจ้าถิ่น ท้าดวลเหล้ากัน ดวลเหล้านะครับ แต่บรรยากาศศักดิ์สิทธิ์เหมือนการดวลปืน

          เรื่องราวเข้มข้น ตื่นเต้น แต่เจือด้วยอารมณ์ขันเสียดสี บทพูดคมคายตามสไตล์คุณอาจินต์ ให้อารมณ์หนังจีนกำลังภายในบวกกับแก๊งสเตอร์หรือไม่ก็คาวบอยตะวันตก หากแต่ก็โคตรมีความเป็นไทยมากๆ หัวจิตหัวใจ ความรักพวกพ้องที่เป็นเอกลักษณ์ของลูกผู้ชายไทยมาแต่กาลก่อน แล้วคนสมัยก่อนนี่มันเท่จริงๆ นะครับ ไม่มีพฤติกรรมอันธพาลหรือเอาเปรียบกัน สู้กันด้วยไหวพริบ ปฏิภาณ หักเหลี่ยมเฉือนคม น่าทำเป็นหนังมากๆ

          หมวย โดย บินหลา สันกาลาคีรี จริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นบทความของคอลัมน์ เราพบกันเพราะหนังสือ ในนิตยสาร WRITER แต่ผมอ่านแล้วรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสั้นที่น่ารักของผู้ชายที่พูดน้อย กับอาหมวยที่พูดน้อยแห่งร้านขายของชำ ที่สื่อสารกันแค่การซื้อเบียร์เย็นๆ เป็นวุ้น มันไม่ใช่เรื่องรักแบบหนุ่มสาวหวานแหวว และก็ยังไม่มีวี่แววของรักแรกพบ แต่ผมรู้สึกว่ามันโรแมนติกมาก และเช่นเดิมภาพของอาหมวยร้านขายของชำคนนี้ลอยขึ้นมาเต็มไปหมด ตั้งแต่พลอย หอวัง ไปจนถึงจางซิยี่...
 
          เจอเรื่องสั้นดีดีทีไรก็ได้แต่ลองเขียนเป็นบทเก็บไว้เล่นๆ หวังว่าถ้ามันพัฒนาเป็นเรื่องเป็นราวได้ ก็กะว่าจะติดต่อนักเขียนเจ้าของเรื่องขอเอามาทำเป็นหนัง

          ผมว่าเป็นเรื่องปกติของคนทำหนังนะครับที่มักจะคิดต่อยอดไอ้สิ่งที่มากระทบความรู้สึกของเราเป็นภาพเก็บไว้ ได้ยินได้ฟังอะไรมา หรือมีอะไรมาสะกิดก็คิดเป็นภาพเสมอ...

          และสำหรับเรื่องสั้นทั้งสาม หวังว่ามันจะกลายเป็นหนังที่งดงามนะครับ
สวัสดีครับ.
.......................................
(หมายเหตุ หาเรื่อง : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิทยา ทองอยู่ยง)