
มายาวิชั่น : บทละคร-คนเขียนบท
บทละคร-คนเขียนบท : คอลัมน์ มายาวิชั่น โดย... เทพิตา
ในยุค ละครไทย เฟื่องฟู บ่งชี้ได้จากการแข่งขันที่ดุเด็ดเผ็ดร้อนมากขึ้นทุกวัน ไม่เพียงฟาดฟันกับคู่แข่ง บางครั้งในสถานีเดียวกันก็ขับเคี่ยวกันน่าดู อีกหนึ่งตัวบอกคือ ปริมาณละครแต่ละปีที่เพิ่มขึ้นทวีคูณ ไม่ใช่แค่ช่องฟรีทีวีที่ทำละครแข่งขัน ช่องเคเบิลทีวีก็รุกผลิตละครมากขึ้น
แต่การแข่งขันในแวดวงละครที่นำมาซึ่งปริมาณละครที่มากขึ้นตามไปด้วยกำลังสร้างปัญหาบางอย่างที่สถานีและผู้จัดละครต้องกุมขมับจนเป็นประเด็นให้หยิบยกมาถกกันเป็นเนืองๆ คือ ปัญหาการขาดคนเขียนบทโทรทัศน์ ความจริงปัญหานี้มีมาสักระยะแล้ว แต่ตอนนี้เหมือนจะกลายเป็นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
บทละครโทรทัศน์ที่แตกมาจากบทประพันธ์หรือพล็อต ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดก็ว่าได้ในการพาละครแต่ละเรื่องให้ประสบผลสำเร็จ ไม่ใช่ดารานำอย่างเดียวที่บางครั้งให้ความสำคัญเกินไป ผู้จัดบางคนให้ความสำคัญมากกับบทโทรทัศน์ ไม่แปลกที่ละครจะฮิต แต่ผู้จัดบางคนให้ความสำคัญพอประมาณหรือไม่ให้เลยกับบท แต่เน้นขายพระเอก นางเอกมากไป ซึ่งเห็นว่าละครบางเรื่องดาราขาย แต่เมื่อบทไม่เอาอ่าวก็ล้มไม่เป็นท่า มีให้เห็นเป็นระยะๆ แต่ถ้าบทดี ดาราขาย ละครจะยิ่งเปรี้ยง !
กรณีละครแรง แรงเงา นักแสดงในเรื่องนี้ได้รับคำชมถ้วนหน้า แต่มองข้ามไม่ได้จริงๆ ว่าสิ่งสำคัญที่ส่งให้นักแสดงเหล่านั้นถูกกล่าวขวัญ เป็นบทโทรทัศน์ที่ส่งเหลือเกิน เมื่อบทตีแผ่ตัวตนและอารมณ์มนุษย์ได้แบบถึงกึ๋น แง่มุมบทละครแรงเงาที่น่าชื่นชม คือ การให้รายละเอียดตัวละครทุกตัวได้ดีเยี่ยมและน่าสนใจ ไม่ได้เน้นที่พระนางอย่างเดียว จึงได้เห็นนักแสดงดังแบบยกเรื่อง ซึ่งผู้เขียนบทก็เลือกเรื่องเขียน ไม่ได้เน้นปริมาณ
เมื่อปริมาณละครที่เพิ่มขึ้นไม่สอดรับกับปริมาณคนเขียนบทละครโทรทัศน์ที่ยังคงที่ อาจเพิ่มคนใหม่ๆ ขึ้นมา แต่ยังไม่เพียงพอกับละครแต่ละปี เห็นชัดเจนคือ ในเวลานี้คนเขียนบทโทรทัศน์มีชื่อจะเขียนบทละคร 4-5 เรื่องในเวลาเดียวกัน ซึ่งถือว่าเยอะ จากที่ต่อคนอาจเคยเขียน 2 เรื่องซึ่งถือว่ากำลังพอดี ไม่แปลกที่เราจะได้เห็นคนเขียนบทบางคนที่มีฝีมือ ผ่านงานสร้างชื่อมาก็เยอะ แต่ต้องมาตกม้าตายเมื่อต้องเขียนงานที่มากเกินไปจนนำมาซึ่งความน่าผิดหวังในละครหลายเรื่อง ชี้ให้เห็นว่าเมื่อปริมาณต้องนำหน้าคุณภาพ มีแต่จะไม่เป็นผลดี บางครั้งถึงขนาดทำให้ละครพัง
และเมื่อคนเขียนบทแต่ละคนมีงานล้นมือก็ส่งผลต่อละครชัดเจน สิ่งแรกที่ผู้จัดต้องเจอคือ ละครล่าช้าตามกำหนดที่ตั้งใจจะถ่ายทำ บางครั้งความล่าช้าของบทก็ทำให้ผู้จัดต้องเร่งเปิดกล้องละครของตัวเอง บทมาน้อยก็ทำให้งบประมาณบานปลาย
แต่ที่สำคัญกว่าคือ ควบคุมบทไม่ได้ จึงได้เห็นละครบางเรื่องแกว่ง ขึ้นต้นสนุก พอดำเนินเรื่องก็วกไปวนมา โดยเฉพาะละครถ่ายไปออกอากาศไป ถ้าเอาไม่อยู่ก็อาจเจอเสียงบ่น แต่ไม่ใช่ทุกเรื่อง เพราะถ้าผู้จัดรับมือได้ก็อาจพาให้ละครจบสวยงาม อย่างละคร หยกเลือดมังกร ที่ดำเนินเรื่องมาถึงโค้งสุดท้ายตอนนี้ เป็นตัวอย่างได้ดีในกรณีเป็นละครที่บทไม่เสร็จ ต้องถ่ายไปออกไป ที่สำคัญยังมีการเพิ่มตอนเรื่อยๆ หลังกระแสตอบรับจากคนดูดีขึ้นเป็นลำดับ จึงเขียนบทเพิ่มตามไปด้วย แต่ผู้จัดและคนเขียนบท(ไม่ได้โกยด้วยการเขียนหลายเรื่อง เลือกเรื่องเขียนเช่นกัน) เอาอยู่เมื่อการเพิ่มบทไม่ได้ทำให้เรื่องแกว่ง แถมความสนุกยังครบถ้วน ไม่หล่นหาย ไม่เหมือนละครหลายเรื่องที่พอเพิ่มตอนเพิ่มบทเท่านั้นก็เป๋ เป็นกรณีศึกษาของละครที่เข้าข่ายแบบนี้ซึ่งน่าจะดูเป็นตัวอย่าง
การแก้ปัญหาละครที่เพิ่มมากขึ้น เห็นเป็นรูปธรรมคือ เพิ่มคนเขียนบท ซึ่งสถานีและผู้จัดก็พยายามทำอยู่ แต่การเขียนบทไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ เพราะเขียนได้กับเขียนดีต่างกัน แต่การหยิบยื่นโอกาสให้คนเขียนบทหน้าใหม่ก็เป็นเรื่องดีและสำคัญ ไม่เช่นนั้นปัญหาเรื่องนี้จะยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อไม่มีคนใหม่มาทดแทนหรือแบ่งเบางานของคนเก่าและคนเก๋า เพียงแต่คนเขียนบทหน้าใหม่อาจต้องอาศัยการเพาะบ่ม รอจังหวะและโอกาสจะผงาด
ในยุคผู้จัดเกิดเป็นดอกเห็ด ละครผลิตไม่ทัน ปัญหาการแย่งดารา หรือดาราหน้าช้ำ ยังสู้ปัญหาบทละครหย่อนคุณภาพจากการขาดคนเขียนบทโทรทัศน์ที่ดีไม่ได้ ถ้าแก้ไม่ตก เห็นทีจะเกิดปัญหาลูกโซ่ที่หนักหนาไม่น้อย
.......................................
(หมายเหตุ บทละคร-คนเขียนบท : คอลัมน์ มายาวิชั่น โดย... เทพิตา)



