
มองผ่านเลนส์คม : 'วูบ'(หนึ่ง)ในสภา
"วูบ" (หนึ่ง) ในสภา : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... นันทพร ไวศยะสุวรรณ์
กรณีคุณสกล สนธิรัตน ช่างภาพเครือเนชั่น ประจำทำเนียบรัฐสภา ล้มลงกับพื้นขณะปฏิบัติหน้าที่ เพราะโรคความดันโลหิตสูงกำเริบ ขณะที่รัฐสภามีรถพยาบาลประจำอยู่แต่ถูกปฏิเสธในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย...
เหตุผลเดียวคือรถพยาบาลดังกล่าว สำรองไว้สำหรับผู้ทรงเกียรติในรัฐสภา เรื่องนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ถึงการตัดสินใจและการช่วยเหลือ "ชีวิต" คน เพียงเพราะเกรงกลัว "อำนาจ"!
ครั้งนี้ดิฉันไม่ได้ตั้งใจเขียนถึงคุณสกล หรือพี่เอ๋ เพียงเพราะความคุ้นเคยจากการทำงานร่วมกันมาก่อน แต่อยากสื่อความรู้สึกต่อการกระทำที่แสดง "นัย" ของสังคมที่ขัดหูขัดตาหลายอย่าง
ทำไมแพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ที่ประจำรัฐสภา ไม่สามารถยืดหยุ่นการทำงานได้
ทำไมคนที่มีหน้าที่ช่วยชีวิตถึงไม่กล้าที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยต่อหน้า แต่กลับมีเวลาไตร่ตรองว่า หากท่าน ส.ว.และ ส.ส.เกิดป่วยซ้อนขึ้นมาแล้วจะทำยังไง
ไม่อยากนึกก็ต้องนึกว่าการแสดง "อำนาจ" ของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยไม่กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง
นี่ถือเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการแบ่งชนชั้นทางสังคมชัดเจน
จะว่าไปก็เป็นเรื่องปกติด้วยซ้ำ เพียงแต่ไม่ได้เป็นข่าวใหญ่เหมือนกรณีของพี่เอ๋เท่านั้น
"ข่าวใหญ่" ที่ว่ามีทั้งการแสดงความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใย ความรู้สึกประณาม และความรู้สึกแบ่งขั้วแบ่งสีทางการเมือง(อีกแล้ว)
โดยเฉพาะในโลกโซเชียลมีเดีย ขณะที่มีตำหนิการทำงานของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ตำหนิบทบาทของคนในรัฐสภา ก็มีคนจำนวนหนึ่งออกมาชี้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ "เหลือง" กำลัง "ดราม่า" เพื่อโจมตีรัฐบาล ซึ่งเหมารวมว่าเป็น "แดง"
อย่างไรก็ตาม คงห้ามความคิดความรู้สึกนึกคิดของใครไม่ได้ ทุกอย่างพร้อมที่จะกลายเป็นเรื่องทางการเมืองได้เสมอ
เพียงแต่ขอฝากไว้ว่า ไม่อยากให้หลงประเด็น และไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีก เพราะมันหมายถึงความเป็นความตายของคนคนหนึ่ง
จะสำคัญสำหรับใครหรือไม่ก็ตาม แต่ทุกคนมีความเป็นคนเหมือนกัน (แม้ "ค่า" จะต่างกันก็เถอะ)
ยังรู้สึกดีที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าและโรงพยาบาลกลางได้ออกมาชี้แจงและน้อมรับถึงการทำงาน
ส่วนทางรัฐสภา ได้ข่าววงในว่าเจ้าของบ้านจะเรียกสอบสวนและดูกล้องวงจรปิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับการประกาศว่าบุคลากรสภาและสื่อมีสิทธิ์ใช้รถฉุกเฉินได้ หากมีกรณีเร่งด่วน ซึ่งก็ชัดเจนขึ้น
สำหรับอาการของพี่เอ๋ช่างภาพ หลังจากผ่าตัดเพื่อระบายน้ำและเลือดในโพรงสมองออกแล้ว ก็ยังต้องเฝ้าดูอาการนาทีต่อนาที เนื่องจากเนื้อสมองในตำแหน่งก้านสมองถูกทำลายค่อนข้างมาก แพทย์ไม่สามารถบอกได้ว่าจะหายเมื่อไหร่ อาจต้องใช้เวลา 2-3 เดือนก็เป็นได้
ขอให้พี่เอ๋หายป่วยโดยเร็ววัน และขอให้เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างให้เห็นถึงการปฏิบัติต่อกัน ในฐานะที่เป็นคนร่วมสังคมเดียวกันค่ะ
.......................................
(หมายเหตุ "วูบ" (หนึ่ง) ในสภา : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... นันทพร ไวศยะสุวรรณ์)



