
คิดสวนทาง : นักดนตรีไทยกับเออีซี
นักดนตรีไทยกับเออีซี : คอลัมน์ คิดสวนทาง โดย... จิรพรรณ อังศาวนนท์
ระยะเวลาการรวมตัวของประเทศอาเซียนเข้าเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือที่ รู้จักกันในชื่อ AEC (ASEAN Economic Community) เหลือเวลาอีกประมาณ 2 ปี คือจะมีการเปิดการค้าเสรีบางประเภทในปี 2558 ประเทศที่มีการตื่นตัวในเรื่องนี้มากที่สุดคือ ประเทศสปป.ลาวและเวียดนาม ซึ่งมีการตื่นตัวรับรู้และเตรียมพร้อมถึง 90% ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 40% กว่าๆ
หลายคนรวมทั้งตัวผมเองก็ยังนึกภาพไม่ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีกสองปีข้างหน้า หลายคนคิดว่าคงไม่ออกไปทำมาหากินที่ไหนแต่กลัวว่าใครต่อใครในอาเซียนจะเข้ามาแย่งกันกินแย่งกันใช้ในเมืองไทยมากกว่า ถามเพื่อนในวิชาชีพที่จะเปิดเสรีเช่นแพทย์ วิศวกร สถาปนิก ก็ดูเหมือนไม่เห็นจะมีใครสนใจกันเท่าไหร่ โดยเฉพาะการให้บริการทางการแพทย์ หลายคนบอกว่ามาตรฐานของเราสูงกว่าอีกหลายประเทศในอาเซียน ชาติอื่นจะเข้ามาแย่งอาชีพนี้ถ้าจะยาก ก็เห็นจะจริง เพราะถ้าเกิดเป็นอะไรไม่สบายหนักๆ ขึ้นมาคงไม่มีใครคิดอุตริส่งคนไข้ไปรักษาที่เขมรแน่ ยกเว้นโดนเสกของเข้าท้องอะไรพวกนั้น
แต่การประเมินสถานการณ์เข้าข้างตัวเองมากไปก็คือความประมาทนั่นเอง ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงหรือสายอาชีพที่จะเปิดเสรีก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ตอนนี้สถาบันพระปกเกล้าได้ทำการศึกษาวิจัยถึงผลกระทบต่างๆออกมาเป็นรายงาน มีความยาวร้อยยี่สิบกว่าหน้า มีชื่อว่า “รายงานการศึกษาเรื่องการเตรียมความพร้อมและการปรับตัวของประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปี 2558” สามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ของทางสถาบัน
ในรายงานนี้ซึ่งผมยังไม่มีเวลาอ่านทั้งหมดอย่างละเอียดเพราะโดนเร่งให้รีบส่งต้นฉบับก่อน แบ่งออกเป็น 4 บทใหญ่ๆ ได้แก่
1.ประวัติความเป็นมาอาเซียนและการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
2.Country Profile (ไม่มีแปลเป็นภาษาไทย เป็นข้อมูลพื้นฐานของแต่ละประเทศ)
3.ผลการวิเคราะห์ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส ภัยคุกคาม และความพร้อมของประเทศในแต่ละภาคส่วน
4.ข้อเสนอแนะและมาตรการการรองรับผลกระทบ
ผมได้รับทราบข่าวนี้ทางรายการคลื่น 96.5 อสมท Econ Bizz ของคุณจิระ ห้องสำเริง บวกกับได้ไปเข้าร่วมสัมมนาเรื่อง “ประโยชน์ของเพลงต่อธุรกิจในยุค AEC” จัดโดย MCT (Music Copyrights of Thailand) เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ที่โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ จึงนำเรื่องราวมายำรวมกันกลายเป็นบทความเร่งด่วนนี้
คำถามที่ได้รับในวันนั้นคือ นักดนตรีไทยมีความพร้อมที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน อย่างไร ซึ่งความจริงอาชีพนักดนตรียังไม่ได้รวมอยู่ในอาชีพที่จะเปิดเสรีในช่วงนี้ อาจจะต้องรอ เมื่อมีการเปิด ประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน ASCC (ASEAN Socio-culture Community) เสียก่อน แต่อย่างไรก็ตามในภาคธุรกิจการให้บริการก็ย่อมมีผลกระทบอย่างแน่ นอน
ผมมีความมั่นใจในศักยภาพความสามารถของนักดนตรีไทยมาก ว่าทั้งความรู้และฝีไม้ลายมือย่อมไม่เป็นรองชาติไหน กลับจะเป็นต่อเสียด้วยซ้ำ ได้ข่าวว่านักศึกษาที่จบจากคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จบแล้วก็ออกไปหางานในประเทศแถบนี้มากขึ้น โดยรับงานตามโรงแรมต่างๆ ได้เงินเดือนเรือนแสน ที่สิงคโปร์ก็นิยมไปเที่ยวบาร์คนไทย ได้ร้องเพลงไทยคลายเครียด ทิปกันเป็นแบงก์ร้อยเป็นพวงมาลัยให้นักร้อง ที่ลาวก็นิยมเพลงไทย ที่เขมร เป็นไงไม่รู้
ถ้าเรามามองกันให้เป็นธุรกิจโอกาสของเรามีอยู่มาก โดยแบ่งเป็นสัดส่วนทางการตลาด เพราะแถวพม่า เขมร ลาว นี่นับถือศาสนาพุทธเหมือนกันและก็มีลักษณะของดนตรี ทำนอง คล้ายๆ กับของเรา ในอนาคตถ้ามีการร่วมมือกันแต่งเพลงโดยเรารับโปรดิวส์ให้ก็น่าจะเป็นการขยายตลาดออกไปได้อีกมากทีเดียว ดนตรีแนวลูกทุ่งและเพื่อชีวิตน่าจะไปได้ดี
ส่วนประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน ศิลปินทางใต้เราก็มีความสามารถที่จะเข้าไปผสมผสานกับเขาได้ ส่วนสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์อาจจะออกแนวอินเตอร์หน่อย ศิลปินแนวร็อกแนวป๊อปของเราก็มีเหลือเฟือ เวียดนามนี่ไม่ทราบดนตรีเป็นยังไงแต่เคยดูหนังของเขาในยูทูบใช้ดนตรีแจ๊สประกอบ เล่นได้เก่งทีเดียว
จุดอ่อนของนักดนตรีไทยคือภาษาอังกฤษและการจัดการ ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในการติดต่อระหว่างประเทศ ก็ต้องหาคนมาช่วยทำงานกันเป็นทีม และกฎหมายลิขสิทธิ์ก็จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องมีที่ปรึกษาทางกฎหมายเข้ามาช่วย ในการเขียนสัญญา ตรวจสัญญา ฯลฯ
ดูท่าทางบรรยากาศคงจะคึกคักกันมากขึ้น แต่ป่านนี้ผมว่าเฮียตี่ เฮียฮ้อคงไปปักหลักรอท่าอยู่แล้ว มีอะไรก็ไปปรึกษาแกดูก็น่าจะได้ครับ
.......................................
(หมายเหตุ นักดนตรีไทยกับเออีซี : คอลัมน์ คิดสวนทาง โดย... จิรพรรณ อังศาวนนท์)



