
ไปเยาวราชด้วยพาหนะที่ชื่อดนตรี
ไปเยาวราชด้วยพาหนะที่ชื่อดนตรี : คอลัมน์มองผ่านเลนส์คม
ในช่วงรอยต่อระหว่างปีอย่างนี้ ผมขอแนะนำอัลบั้มที่ออกมานานแล้วสักชุดหนึ่งนะครับ อัลบั้มนี้ถึงจะออกมาเกือบ 3 ปีแล้ว แต่ก็ยังน่าสนใจ และคุณภาพก็น่าจะยืนหยัดผ่านวันเวลาไปได้อีกนาน เหมาะที่จะหยิบมาฟังในช่วงของการเริ่มต้นสิ่งใหม่และหาแรงบันดาลใจให้ชีวิต
อัลบั้มนี้ชื่อว่า เยาวราช ของศิลปินที่ใช้ชื่อว่า ศักดิ์ชาย และ เพื่อน ครับ
ชื่อเต็มๆ ของ ศักดิ์ชาย ก็คือ ศักดิ์ชาย เล็กวงษ์เดิม เขาเป็นคนดนตรีที่คลุกคลีอยู่กับวงไหมไทย ทำหน้าที่เรียบเรียงดนตรีให้กับไหมไทยมาตั้งแต่ยุคเก่าก่อน เคยเป็นอาจารย์ในโรงเรียนดนตรีศศิลิยะที่สร้างบุคลากรทางดนตรีมาแล้วมากมาย เคยทำงานกับนักดนตรีฝีมือมามาก จนมีเพื่อนๆ อย่าง ดนัย ฮันตระกูล, นรอรรถ จันทร์กล่ำ, อิทธิกร คามาโช และนักดนตรีฝีมือดีอีกหลายต่อหลายคน
ศักดิ์ชายไม่ใช่นักร้องออกอัลบั้มในแบบที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย แต่เขาเป็นคอมโพสเซอร์ที่ประพันธ์ดนตรีแล้วให้นักร้องหรือนักดนตรีมาถ่ายทอดความคิดของตัวเอง ในอัลบั้ม เยาวราช นี้เขาถ่ายทอดจินตนาการ ความคิดเห็น ความทรงจำ และความประทับใจหลายต่อหลายอย่างออกมาเป็นบทเพลงครับ แทบทั้งหมดเป็นเพลงบรรเลงซึ่งมีลีลา สีสัน และท่วงทำนองที่หลากหลาย
ที่โดดเด่นที่สุดก็คือการที่เขาพยายามถ่ายทอดบรรยากาศและความรู้สึกต่อย่านเก่าแก่ของเมืองกรุงอย่างเยาวราชออกมาเป็นบทเพลง เพลงเปิดอัลบั้มที่ชื่อ เยาวราช นั้นถูกประพันธ์ขึ้นโดยให้เครื่องดนตรีจีนอย่าง เจ็ง เล่นล้อกับเครื่องดนตรีสากลอีกหลายชิ้น ดนตรีแบ่งออกเป็น 4 ท่อนที่มีอารมณ์ต่างกัน เล่าเรียงอย่างเดียวดายตั้งแต่การอพยพของชาวจีนมาตั้งรกรากที่นี่ แล้วค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัว เพิ่มสีสันเครื่องดนตรี จนเยาวราชกลายเป็นศูนย์รวมความเจริญ แล้วก็กลายมาเป็นความวุ่นวายคึกคักจากผู้คนอันหนาแน่นและการจราจรที่จอแจในทุกวันนี้ เขาเลือกใช้เสียงเครื่องเป่าทองเหลืองแทนเสียงแตรรถยนต์ได้คล้ายคลึง เป็นเสียงแห่งความขัดแย้งที่ประทับในบทเพลงที่งดงามเหลือเกินเพลงนี้ได้อย่างลงตัว
ยังมีเพลงบรรเลงที่ให้อารมณ์จีนร่วมสมัยและพยายามฉายภาพย่านใกล้เคียงอีก 2 เพลงคือ ท่าน้ำราชวงศ์ และ ทรงวาด ซึ่งไพเราะในลีลาที่แตกต่างกันไป ผมคิดว่าความไหลลื่นที่สลับกับความบีบคั้นในท่วงทำนองของเพลง ท่าน้ำราชวงศ์ นั้นน่าสนใจมาก ในขณะที่เสียงระนาดฝรั่งในเพลง ทรงวาด ก็ให้ความรู้สึกถึงการลัดเลาะตามซอกซอยที่ทั้งรื่นรมย์และน่าตื่นเต้นได้เป็นอย่างดี
ทั้ง 3 เพลงนี้เหมือนเป็นยานพาหนะที่คอมโพสเซอร์พาเราไปชมย่านกรุงเก่าที่เขาคุ้นเคยในมุมมองของเขาเอง
เพลงอีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจก็คือเพลงที่เขาหยิบเอาเพลงไทยเดิมมาทำใหม่ คือ ดำเนินทราย และ สร้อยแสงแดง ที่เป็นการทำใหม่ได้โมเดิร์น มีผสมสำเนียงสากลลงไปอย่างเหมาะเจาะ อย่างเพลง ดำเนินทราย ที่ศักด์ชัยเล่นกีตาร์คลาสสิกตัวเดียว ปรับโน่นนิดนี่หน่อย เติมลีลาและปรับโน้ตเพลง ทำให้เพลงไทยเดิมเพลงนี้ดูเท่ขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
ในส่วนอื่นๆ ของอัลบั้มยังมีอีกหลายเพลงที่ศักดิ์ชัยเลือกมาเพราะเหตุผลที่ดูจะเป็นเรื่องส่วนตัว อย่างเช่น การเอาเพลงของนักแต่งเพลงผู้ล่วงลับ เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ ที่ชื่อ ในลิ้นชัก และเพลงร้องที่ชื่อ และฉันนึกถึงวันนั้น มาทำใหม่อีกครั้งเพื่อรำลึกถึงมิตรภาพที่เคยมีต่อกัน (เพลง และฉันนึกถึงวันนั้น ที่ร้องโดย ผุสดี โสรัต นั้นเพราะจับจิตในระดับเดียวกับเพลง ฉันจะฝันถึงเธอ ในอัลบั้ม เมื่อดอกซากุระบาน ที่ร้องโดย สุภัทรา อินทรภักดี เพลงนี้หากใครมีประสบการณ์รักฝังใจอย่างเช่น เนื้อหาในเพลงอาจฟังแล้วน้ำตาซึมได้)
ยังมีเพลงที่ชื่อ Our Song ก็เป็นเพลงที่เขาเคยแต่งให้เด็กๆ ร้องตอนที่จบการศึกษา แต่ในอัลบั้มนี้เขาเอามาทำเป็นเพลงบรรเลงที่มีกีตาร์เป็นพระเอก ฟังแล้วสบายอกสบายใจ เหมือนได้นึกถึงอดีตอันแสนงดงามที่ยังตรึงอยู่ในความทรงจำ
ที่เล่ามานี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งในอัลบั้ม เยาวราช เท่านั้นนะครับ ยังมีอีกหลายเพลงที่น่าตื่นใจสำหรับคนสนใจฟังเพลงนอกกระแสป๊อปหรือร็อกที่ดาษดื่นในท้องตลาดวันนี้ อัลบั้มนี้อาจจะหาซื้อยากสักหน่อย ใครสนใจก็ลองคลิกเข้าไปดูที่เว็บ dnunet.com ก็แล้วกัน
ผมคิดว่านี่คืออัลบั้มของคอมโพสเซอร์ที่ได้โชว์ฝีมือแบบสมใจตัวเอง ได้เล่าเรื่องที่อยากเล่า ได้ลองทำเพลงในแบบที่อยากทำ แต่มันไม่ใช่งานที่ฟังยาก กลับเป็นอัลบั้มที่ฟังเพลิน
และเป็นงานฟังเพลินที่จะทำให้เรามองดนตรีในมุมมองที่กว้างขวางขึ้นอย่างแน่นอน
....................................................
(ไปเยาวราชด้วยพาหนะที่ชื่อดนตรี : คอลัมน์มองผ่านเลนส์คม)



