
มองอนาคตเพลงผ่านโลกแผ่นเสียง
ผมรักแผ่นเสียง เล่นแผ่นเสียงมานาน ทั้งที่เติบโตไม่ทันยุคของแผ่นเสียง
ผมรักแผ่นเสียง เล่นแผ่นเสียงมานาน ทั้งที่เติบโตไม่ทันยุคของแผ่นเสียง เพราะสมัยผมเป็นวัยรุ่นนั้น เทปแคสเซ็ท เป็นสื่อผลิตซ้ำที่ใช้ในการฟังเพลงอย่างกว้างขวางกว่าสื่อรูปแบบอื่นๆ และในเวลาเดียวกัน ก็ถือเป็นยุครุ่งเรืองของวงการเพลงไทยด้วยเช่นกัน
เพราะที่ว่ากันว่า ขายเป็นล้านๆ ตลับนั้น ก็ยุคนี้นี่แหละ ไม่ว่าจะเป็น "เมด อิน ไทยแลนด์" ของคาราบาว ไปจนถึงอัลบั้มหลายต่อหลายชุดของ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ประจักษ์พยานที่ยืนยันได้ดีที่สุด คงหนีไม่พ้นบรรดาแผงขายเทปที่มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง แม้กระทั่งตามป้ายรถเมล์
ถัดจากเทปแคสเซ็ท ก็มาถึงยุคของแผ่นซีดี (Compact Disc) ที่เป็นจังหวะแรกของการก้าวสู่ยุคดิจิตอล แรกเริ่มเป็นของหรูหราแพง สมัยแรกๆ ยังไม่มีการตั้งโรงงานในไทย อัลบั้มเพลงทั้งหลายจึงต้องส่งไปปั๊มในต่างแดน เช่นที่ ญี่ปุ่น ทำเอาราคาที่ซื้อขายกันในตลาดเวลานี้ เพิ่มขึ้นจากหลักร้อย มาเป็นหลักพัน จนถึงหลักหมื่น ดังกรณีของแผ่น แกรนด์ เอ็กซ์ โอ โดยวงแกรนด์เอ็กซ์ เป็นต้น
จนเมื่อแผ่นซีดีราคาถูกลง ทุกอย่างกลายเป็นของหาง่าย เทปแคสเซ็ท ซึ่งต้นทุนสูงกว่า แต่ขายได้ราคาถูกกว่า ก็ถึงกาลอวสานในที่สุด
ในเวลาไม่ช้าไม่นาน ผู้คนเริ่มเรียนรู้ว่า แผ่นซีดีสามารถแปลงเป็นไฟล์ดิจิตอล และ "ทำซ้ำ" ได้อย่างง่ายดาย เมื่อดิจิตอลแพร่กระจาย วงการเพลงก็เริ่มได้รับผลร้ายจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี โดยเฉพาะเมืองไทย ที่ไม่เคยมีมาตรการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง จึงเห็นได้จากยอดขายแผ่นซีดีวูบหายอย่างรวดเร็ว ยิ่งกว่าอัตราการล่มสลายของเทปแคสเซ็ทเสียอีก
จากยอดขายหลักล้าน ทุกวันนี้ ศิลปินชื่อดังขายได้ 3 หมื่นก็ดีใจแย่แล้ว !
ก่อนศิลปินจะตาย ค่ายเพลง ที่มีผู้บริหารเงินเดือนหลายๆ แสน ก็ดิ้นรนก่อนแล้ว ด้วยการมองหาธุรกิจใหม่ เพื่อทดแทนรายได้จากการขายสินค้าเทปซีดีที่หายไป ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการศิลปิน ธุรกิจโชว์บิซ ธุรกิจด้านลิขสิทธิ์และดนตรีกรรม เราจึงเห็น "นักบิน" ไปไล่จับคนเปิดเพลงในร้านคาราโอเกะ ร้านกาแฟและร้านอาหาร อ้างว่าละเมิด ไม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ ทำราวกับว่าผู้ประกอบการเหล่านี้ เป็นโจรเสียอย่างนั้น
ด้วยความเลวร้ายของโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมดนตรีในประเทศนี้ ที่แบ่งแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า ไม่สนับสนุนให้เกิดการใช้เพลงอย่างเปิดกว้าง ตลอดจนถึงความใจแคบ เห็นแก่ได้ โดยไม่มองประโยชน์ส่วนรวมของผู้ใหญ่ในวงการเพลง ผนวกกับการไม่รณรงค์ให้ผู้คนหันมาเห็นถึงคุณค่าของความคิดสร้างสรรค์ ทำให้สภาพของวงการเพลงในวันนี้ คือการดิ้นรนหาทางออกของตัวเอง
หลายคนเลิกทำงานเบื้องหลัง หรือออกอัลบั้ม เพราะขายไม่ได้ จึงหันไปหาช่องทางอื่นๆ ในการเลี้ยงชีพ ขณะที่คนร้องและเล่นดนตรีได้ ก็แสวงหาโอกาสในการแสดงสดกันไป เช่นไปเล่นตามงานของค่ายเบียร์ เพราะการแสดงสด ไม่มีใครก๊อบปี้ได้ แต่หลายคนก็ติดขัดตรงที่ร้องเพลงฮิต เมื่อครั้งอดีตของตนไม่ได้ เพราะแขนขาของอากู๋อาเฮียกำลังเฝ้ารอรีดเงินค่าเพลง ด้วยราคาแพงแสนแพง
แต่ทางออกใหม่สุดในเวลานี้ ในสายตาของผู้ประกอบการบางกลุ่ม คือการทำแผ่นเสียงออกมาขายเสียเลย เป็นการตอบสนองความต้องการของคนฟังเพลงเฉพาะกลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ มีรสนิยม และอิงกระแสนิยมเสียด้วย
ทุกวันนี้ มีการผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นใหม่ๆ ออกมารองรับ เช่นเดียวกันกับอัลบั้มใหม่ๆ ของศิลปินระดับแนวหน้าในต่างประเทศ ก็มีฟอร์แมทแผ่นเสียงเช่นกัน
แผ่นเสียง เป็นโลกแอนะล็อก มิใช่ดิจิตอล ดังนั้น จึงก็อปปี้ยาก แถมในเวลานี้ สามารถทำราคาได้สูงกว่าฟอร์มแมทเพลงอื่นๆ ด้วยราคาขายตกแผ่นละ 2- 3 พันบาท จึงเป็นทางออกของธุรกิจเพลงเวลานี้ ในการผลิตออกมาตอบสนองความต้องการของคนเล่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผ่นเพลงไทยเก่าๆ ที่ผู้คนยังชื่นชอบและฟังกันมาจนถึงทุกวันนี้
ความเคลื่อนไหวที่ตอกย้ำแนวโน้มนี้ หนีไม่พ้น กรณีของ วินิจ เลิศรัตนชัย กับการ "รีอิสชูว์" หรือ "ออกใหม่" อัลบั้มเก่าของคาราบาวหลายต่อหลายชุด ไม่เพียงเท่านั้น วินิจ ยังวางแผนที่จะมีการ "รีอิสชูว์" เพลงไทยอื่นๆ อีกด้วย
วินิจ ไม่ใช่คนแรกที่ชูธงกระแสการฟังเพลงจากแผ่นเสียง เพราะก่อนหน้านั้น มีผู้ผลิตหลายราย เช่น โจ โปสเตอร์ ที่หยิบเอาอัลบั้มของศิลปินคนนั้นคนนี้มาผลิต หรือจะเป็น บรรณ สุวรรณโณชิน ที่มาพร้อมกับสวีทนุช และลูกทุ่งไฮไฟ หรือจะเป็นกรณีล่าสุดของวงแจ๊สไทย เมลโลว์โมทีฟ ที่สั่งปั๊มแผ่นจากเมืองนอกมาเอาใจมิตรรักแฟนเพลงโดยเฉพาะ
หากไม่มีความต้องการสินค้า ก็ย่อมไม่มีการเสนอขายสินค้า ดังนั้น หลักอุปสงค์-อุปทาน ยังนำมาใช้อธิบายได้ดี
มาถึงบรรทัดนี้ อย่าเพิ่งคิดว่าแผ่นเสียงจะขายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่มันเป็นช่องทางแห่งความหวังที่ยากจะปฏิเสธในเวลานี้ ในการที่ศิลปินจะออกผลงานมาเพื่อตอบสนองคนฟังเพลงกลุ่มหนึ่ง โดยที่ไม่ถูกโลกดิจิตอลทำร้ายด้วยการ "ทำซ้ำ" ในแบบละเมิดลิขสิทธิ์
ดูแล้วก็เป็นอนาคตอันมลังเมลืองเหมือนกัน แม้ตอนนี้ยังไม่มีใครฟันธงว่า แผ่นเสียงจะแพร่กระจายไปในหมู่คนฟังเพลงได้มากน้อยเพียงใด แต่ยืนยันได้อย่างหนักแน่นว่า แผ่นเสียงไม่มีวันตายไปจากวงการเพลงแน่นอน



