บันเทิง

พริกกะเกลือ : วันเวลา

พริกกะเกลือ : วันเวลา

31 ธ.ค. 2555

วันเวลา : คอลัมน์ พริกกะเกลือ โดย... นิธินันท์ ยอแสงรัตน์

         หลายคนมักมีความรู้สึกว่า พออายุมากขึ้น วันปีใหม่ก็คล้ายจะหมดความตื่นเต้นไปเฉยๆ และงานรื่นเริงต่างๆ ก็เหมือนเป็นละครฉากหนึ่ง ที่มีมาให้ดูตามวาระปกติเหมือนละครหรืออีกนัยคือภาพยนตร์ชุดทางทีวี ก่อนและหลังข่าว 
 
          ความจริงวันปีใหม่ก็คือวันหนึ่งเช่นเดียวกับทุกวันที่เหลือ ต่างออกไปก็ตรงที่วันนี้เป็นวันที่มนุษย์สมัยใหม่ร่วมกันกำหนดว่าเป็นวันเริ่มรอบใหม่ของปี ซึ่งก็ถูกกำหนดขึ้นเช่นกันว่า 1 รอบปี มี 365 วัน ตามเกณฑ์การโคจรของดวงอาทิตย์
 
          เราหลายๆ คนใช้ชีวิตไปตามรอบเวลา และฉลองครบรอบเวลาตามธรรมเนียมปฏิบัติ จนบางครั้งก็ลืมพิจารณาเวลาในฐานะของเวลา  ซึ่งอันที่จริงก็เป็นสิ่งสมมุติและอธิบายได้ในหลากหลายมิติทั้งในทางวิทยาศาสตร์  ปรัชญา จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ มานุษยวิทยา และ ฯลฯ อีกมากมาย
 
          นักปรัชญายุคคริสตศตวรรษที่ 18 กอตฟรีด ไลบ์นิซ และ อิมมานูเอล คานต์ เคยเสนอความคิดว่าเวลาเป็นสิ่งสมมุติเช่นเดียวกับพื้นที่และตัวเลข โดยมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นในเวลาเป็นลำดับ ซึ่งมิได้หมายความว่าเวลากับเหตุการณ์ต่างๆ นั้นไปด้วยกันเสมอ เช่น ขณะที่เราอ่านหนังสือพิมพ์หรือดูรายการข่าวทางโทรทัศน์ รู้ข่าวรถชนประสานงาตอนเช้า กับนายกรัฐมนตรีเดินทางเยี่ยมหน่วยงานตอนบ่าย ทั้งสองข่าวก็เกิดขึ้นต่างเวลา และต่างเวลา ณ ขณะที่เราอ่านหรือดูข่าวนั้น
 
          ในแง่นี้ เวลาจึงเป็นเพียงสิ่งสมมุติเช่นเดียวกับพื้นที่ มันถูกกำหนดขึ้นเพียงเพื่อใช้อธิบายเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัวเราและที่สำคัญก็คือ ปัจเจกแต่ละคนมีมุมมองต่อระยะของเวลาแตกต่างกัน

          365 วันยาวนานเหลือเกินสำหรับคนที่กำลังรอคอยอะไรสักอย่างด้วยใจจดใจจ่อ และสั้นเหลือเกินสำหรับคนที่กำลังเร่งมือทำอะไรสักสิ่งให้เสร็จตามเวลาที่กำหนดไว้

          วันปีใหม่สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับปีใหม่ว่าจะนำสิ่งใหม่ๆ ที่รอคอยมาให้รวมถึงของขวัญใหม่ๆ และงานเลี้ยงใหม่ๆ จึงเป็นวันที่ชวนตื่นเต้น แต่วันปีใหม่สำหรับคนที่ไม่มีความตื่นเต้นใดๆ รออยู่ ก็คงเป็นวันธรรมดามากๆ

          ดังนั้น เพื่อไม่ให้ธรรมดา หลายคนจึงมักถือโอกาสวันปีใหม่เป็นวันประกาศเจตนารมณ์ใหม่ๆ เพื่อปรับปรุงชีวิตของตนเองให้ดีขึ้น (ตามที่เขาว่ากันว่าดี) และเริ่มทำตามเจตนารมณ์นั้น แต่นักจิตวิทยาที่สำรวจเรื่องนี้เคยรายงานไว้ในวารสารประจำปี Clinical Psychology เมื่อปีกลายว่า จากผลการสำรวจในรอบหลายปี พบว่าคนเกือบ 90 % ล้มเหลวในการทำตามเจตนารมณ์ New Year’s resolution ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนัก, ออกกำลัง, ลดการสร้างหนี้, เก็บเงินออม ฯลฯ

          งานวิจัยบอกว่าคนส่วนใหญ่มักทำตาม resolution ได้บ้างในเดือนมกราคม แต่ทันทีที่เข้าเดือนกุมภาพันธ์ ทุกอย่างก็กลับสู่วังวนเดิม ซึ่งทำให้ต้องมาตั้ง resolution ใหม่ทุกปีใหม่

          นักจิตวิทยาบางคนเชื่อว่าการประกาศเจตจำนงปรับปรุงตัวเองในปีใหม่ คือความพยายามสร้างสรรค์ตัวเองในรูปแบบใหม่ๆ ของมนุษย์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็น “อุดมคติ” ที่ไม่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตจริง หรืออีกนัยคือเป็นกลุ่มอาการ “หวังเทียม” หมายถึงสร้างความหวังขึ้นมาแบบเทียมๆ  ว่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้เพราะเขาว่ากันว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วดี แต่ในใจไม่ได้เชื่ออย่างนั้นจริงๆ เช่นไม่เชื่อว่า ฉันกำลังอ้วนเกินไป หรือไม่เชื่อว่าการไม่ออกกำลังเลยจะทำให้สุขภาพฉันเสียหาย (เพราะไม่ได้ออกกำลังมาเป็นปีแล้ว ก็ยังดีอยู่นี่นา) เป็นต้น

          นักจิตวิทยาและนักวิทยาศาสตร์ทางสมองจึงแนะนำว่า ถ้าจะให้ resolution ได้ผล ต้องไม่ “พยายามทำ”  แต่ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนความคิดว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องทำ และควรตั้งเป้าหมายทีละน้อย ไม่ใช่เป้าหมายใหญ่ยักษ์ยาวนาน รวมถึงอย่าตั้งใจทำหลายอย่าง ควรเริ่มจากการทำเพียงอย่างเดียว และให้อยู่กับปัจจุบันขณะเข้าไว้ เช่น วันนี้ได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง อย่างไร ไม่ใช่หมกมุ่นจนกังวลว่าจะต้องทำอะไรบ้างตลอดปี

          ในวาระปีใหม่ 2556 ขอมอบความปรารถนาดีมายังผู้อ่านทุกท่าน ขอให้ท่านได้รับทุกพรที่ประเสริฐ ให้ได้มีชีวิตสดใสในวันเวลาและหากท่านตั้ง resolution ใดไว้ ก็ขอให้ท่านประสบความสำเร็จ

          สำหรับผู้เขียน ซึ่งไม่เคยตั้ง resolution ใดๆ ปีนี้ขอตั้งให้ตัวเองว่า จะใจดีให้น้อยลง เห็นแก่ตัวให้มากขึ้น มองโลกแง่ร้ายกว่านี้บ้าง เชื่อใจคนให้น้อยกว่านี้บ้าง หัดพรีเซ็นต์ตัวเองแบบเว่อร์ๆ บ้าง ไปงานปาร์ตี้บ้าง อย่ามัวแต่หมกตัวเป็นคนเบื้องหลัง ซึ่งจะว่าไปก็เข้าข่าย “ความหวังเทียม” อยู่ดี สมควรแก่การหัวเราะ
.......................................
(หมายเหตุ วันเวลา : คอลัมน์ พริกกะเกลือ โดย... นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ <https://www.facebook.com/NithinandY>)