
The Hobbit : An Unexpected Journeyการเดินทางที่ไม่สิ้นสุด
The Hobbit : An Unexpected Journeyการเดินทางที่ไม่สิ้นสุด : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... องอาจ สิงห์ลำพอง
ภาพยนตร์มหากาพย์ไตรภาคอีกครั้งของผู้กำกับปีเตอร์ แจ็คสัน จากเรื่อง The Lord of the rings ทั้ง 3 ภาค มาคราวนี้เป็นการเล่าเรื่องราวก่อนที่จะมาเป็น The Lord of the rings ในภาพยนตร์เรื่อง The Hobbit นี้ได้เล่าถึงการร่วมเดินทางผจญภัยครั้งสำคัญของ บิลโบ แบ็กกินส์ (มาร์ติน ฟรีแมน) ลุงของโฟรโด้ (เอลิจาห์ วู้ด) บิลโบนั้นเป็นกำลังหลักอันสำคัญต่อการเดินทางของกลุ่มนักรบคนแคระแห่งเอเรบอร์ทั้ง 13 คน โดยมีธอริน โอเคนชีลด์ (ริชาร์ด มาร์มิเทจ)เจ้าชายคนแคระพลัดถิ่นและพ่อมดแกนดัล์ฟ (เอียน แม็คเคลเลน) ร่วมขบวนเพื่อทวงคืนบ้านเกิดเมืองนอนที่ได้ถูกเจ้ามังกรยักษ์สมอว์กยึดครองไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ธอรินถือว่าบทบาทค่อนข้างเด่นเสมือนกับตัวละครอารากอร์น เอเลสซาร์ ใน The Lord of the rings ส่งผลทำให้ตัวละครที่ควรจะเป็นตัวเอกจริงๆ อย่างบิลโบลดบทบาทลงไปมากเลยทีเดียว ส่วนเครื่องปรุงรสระหว่างทางของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คงเป็นเหล่าพราย , ก๊อบลินส์, ออร์ค และกอลลั่มเจ้าเก่า ที่โดยรวมแล้วให้ความรู้สึกแขยงตาอย่างมากเมื่อต้องดูปิศาจเหล่านี้ในระบบสามมิติ
คงไม่ปฏิเสธที่ตลอดการรับชมภาพยนตร์ผมได้รับปรัชญาแนวความคิดที่ดีๆ จากการขับเคลื่อนเรื่องราว เปิดมาก็ได้พบกับอสูรตัวใหญ่ที่สุดของเรื่อง นั่นคือ มังกรยักษ์สมอว์กที่เข้ามาชุบมือเปิบเอาเมืองของคนแคระไป มันสะท้อนทำให้ผมเห็นภาพเสมือนของคนเราส่วนใหญ่ในสังคมทุกวันนี้ที่คงไม่ต่างจากเจ้ามังกรยักษ์ ที่มักจะเบียดเบียนและทำลายผู้อื่น เพียงเพื่อหวังในสิ่งมีค่าราคาที่ไม่ใช่ของตัวเอง ทำให้ในเวลาต่อมาจึงเกิดกลุ่มคนแคระผู้กล้าที่จะทวงบ้านเพวกเขาคืนต่างรวมพลังแล้วออกเดินทางไปด้วยกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกตัวละครหรือแม้แต่พวกเราบางคนยังไม่เคยตระหนักเลยว่า ทุกครั้งที่ชีวิตเราเดินหน้าออกเดินทาง เราจะไม่มีวันกลับไปจุดเริ่มต้นได้อีก จะไม่มีตัวเราคนเก่ายืนที่จุดเริ่มต้นอีกแล้ว เพราะเราในวันนี้กับเราในวันนั้นเป็นคนละคนกัน ชีวิตได้ผ่านพบเจอเรื่องต่างๆ ที่ทั้งร้ายและดี ทุกอย่างที่ถาโถมเข้ามาล้วนอาจทำให้ตัวเราแกร่งขึ้น หรือไม่ก็ล้มเหลวไปทั้งชีวิตก็เป็นได้
ฉากหนึ่งที่รู้สึกถึงการเขียนบทและการกำกับภาพยนตร์ที่ดี คือฉากที่บิลโบพยายามจะหนีกลับบ้าน เพราะไม่รู้ว่าทำไมตัวเองต้องมาทนลำบากกับเหล่าคนแคระที่ไม่ได้รู้จักมากมาย เขารู้สึกโหยหาคิดถึงบ้าน อยากอยู่ใต้ผ้าห่ม บนที่นอนนุ่มๆ แต่เจ้าความรู้สึกเหล่านี้นั่นแหละที่กลับทำให้บิลโบต้องยอมเดินทางร่วมขบวนเพื่อชิงบ้านของผู้กล้าคนแคระต่อ เพราะเขาได้รับรู้ว่าการมีบ้านนั้นสำคัญแค่ไหนและบ้านทำให้เรามีความสุขได้มากเพียงไร
ในฉากไคล์แม็กซ์ของเรื่องนั้นได้สอนให้รู้ว่า เราจะรู้ตัวเองว่าเรานั้นกล้าหาญเพียงใด ก็เมื่อเราได้เห็นคนอื่น ถ้าเขากล้าตัวเราเองก็จะได้รู้ว่าเรากล้าพอเท่าเขาหรือเปล่า แต่ถ้าเขาขลาดเราก็จะได้รู้ว่าต้องทำมากเท่าใดจึงจะก้าวข้ามความขลาดไปสู่ความกล้าได้ เพราะความกล้าหาญมันไม่ใช่สิ่งที่ต้องหาซื้อหรือหยิบยืมมาจากที่ไหน มันซ่อนอยู่ในใจของพวกเราทุกคน เพียงแค่รอให้หยิบมันออกมาใช้เท่านั้นเอง
แนวคิดที่แถมท้ายมากับเรื่องนี้อีกประการคือ “อำนาจที่ยิ่งใหญ่เท่านั้นที่จะทำลายความชั่วร้ายได้” แล้วถ้าหากเรามองกันว่าพลังประชาชนคืออำนาจที่ใหญ่ยิ่ง แล้วเจ้าพลังนี้จะทำลายทุกระบบที่อยุติธรรมในสังคมเราได้..หรือไม่
.......................................
(หมายเหตุ The Hobbit : An Unexpected Journeyการเดินทางที่ไม่สิ้นสุด : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... องอาจ สิงห์ลำพอง)



