
"พลาซีโบ"เผยด้านสดใสในอัลบั้มใหม่ "Battle for the Sun"
ตั้งแต่ปี 1994 มาแล้วที่สามหนุ่มหัวก้าวหน้าในนาม พลาซีโบ ผติคเพลงร็อกประเทืองปัญญาและอารมณ์ให้ชาวโลกได้ฟัง ตั้งแต่อัลบั้มแรกชื่อเดียวกับชื่อวงที่เพลงดังอย่าง "Nancy Boy" ทำให้ชื่อของ พลาซีโบ เป็นวลีฮิตติดปากนักฟังเพลงทั่วโลก
ต่อมากับอัลบั้ม "Without You I'm Nothing" ที่มีเพลงฮิตอย่าง "Every You and Every Me" ที่เรียกได้ว่าเป็นเพลงร็อกคลาสสิกเพลงหนึ่งของยุค 90 ไปแล้ว พลาซีโบ ยังมีอัลบั้มต่อมาเรื่อยๆ อีกสามอัลบั้มคือ "Black Market Music" ในปี 2000 "Sleeping With Ghosts" ในปี 2003 และ "Meds" ในปี 2006
ปีนี้ สมาชิกทั้งสามคือ ไบรอัน โมลโค (ร้องนำ) สตีฟ ฟอเรสต์ (กลอง) และ สเตฟาน โอลสเดล (เบส) กลับมาพร้อมกับอัลบั้มลำดับที่หก "Battle for the Sun" ที่มีกำหนดวางแผงสัปดาห์หน้า ก่อนจะได้ฟังกันเต็มๆ ไปฟังมือเบส สเตฟาน ให้สัมภาษ์ทางโทรศัพท์กับ คม ชัด ลึก ถึงที่มาที่ไปของอัลบั้มชุดนี้กันก่อน
ทำไมถึงตั้งชื่ออัลบั้มนี้ว่า "Battle for the Sun"
ธรรมดาพวกเราจะตั้งชื่ออัลบั้มเป็นลำดับสุดท้าย เพราะว่าเป็นตอนที่เราได้ฟังอัลบั้มทั้งหมด รู้สึกถึงความขัดแย้งและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอัลบั้ม อัลบั้มนี้เป็นภาคต่อจากอัลบั้มก่อน "Meds" ที่ค่อนข้างจะมืดหม่นและเย็น พอมาอัลบั้มนี้เราเลยอยากทำอะไรที่มันมีสีสันและมองโลกในแง่ดีขึ้นมาบ้าง ทั้งอัลบั้มพูดถึงความพยายามที่จะมีชีวิตที่มีความสุข เลือกที่จะเดินทางสว่างมากกว่าความมืด ออกมาจากปัญหาและขจัดปีศาจออกไป ทำนองนั้นครั้ง
ยากไหมกับอัลบั้มชุดนี้ แฟนๆ คงจะคาดหวังไว้ไม่น้อย
มันก็ยากขึ้นทุกอัลบั้มล่ะครับ และมันก็เสี่ยงมากที่เราจะหลงอยู่ในวังวนของสูตรสำเร็จที่ทำในอัลบั้มก่อนๆ เราเลยชอบวิจารณ์ตัวเองแบบแรงๆ ไว้ก่อน และพยายามท้าทายตัวเองให้มากที่สุด เพราะฉะนั้นความกดดันน่าจะมาจากตัวพวกเราเองมากกว่าจะมาจากภายนอก สุดท้ายเราก็คงทำเพลงแบบที่เราอยากฟังครับ ไม่ได้ตั้งใจเอาใจใครเป็นพิเศษ
อัลบั้มนี้ต่างจาก "Meds" อย่างไรบ้าง
หลังจากเสร็จทัวร์และเราเริ่มทำอัลบั้มมันก็มีอะไรกลายๆ อย่างเกิดขึ้น เรามีเลือดใหม่ในวงแล้วมันก็เป็นแรงกระตุ้นให้เรามีพลังมากขึ้น เราทำอัลบั้มนี้แบบไม่มีค่ายทำให้มีอิสระเต็มที่ และเราไปอัดอัลบั้มนี้ในยุโรปที่แปลกใหม่สำหรับพวกเราและทำให้เราได้แรงบันดาลใจหลายๆ อย่าง ทำให้เพลงของเราออกมามีซาวนด์ที่แปลกไป ทั้งสีสัน เนื้อหา เรื่องราว และความมองโลกในแง่ดี เรายังใส่เสียงฮอร์นและเสียงร้องประสานที่เราไม่เคยทำมาก่อนด้วย
คุณเอาแรงบันดาลใจมาจากไหนกัน
มันเป็นความสุข ความหลงใหลที่จะทำดนตรีออกมาให้ดีและแตกต่างครับ มันเจ๋งกว่ายาเสพติดไหนในโลกเสียอีก แต่มันก็ทำได้ยากมาก ผมว่ามันคงเป็นความอยากรู้อยากลองของผมที่ทำให้ผมยังมีแรงบันดาลใจอยู่
พลาซีโบ ในตอนนี้และตอนนั้นต่างกันอย่างไร
ยุค 90 ที่เราเพิ่งเข้าวงการเรารู้สึกเหมือนคนนอก ตอนนี้ก็ยังรู้สึกนะครับ ผมว่าทุกวงไม่ควรไปยึดติดว่าอะไรเจ๋งอะไรอินเทรนด์ ทำในสิ่งที่ใช่และอย่าไปใส่ใจคนที่เขาไม่ชอบงานของเรา
อีกห้าปีพวกคุณจะเป็นอย่างไรกัน
อืม ... อย่างแรกก็คงออกทัวร์ ก็ทำกันแบบโบราณๆ น่ะครับคือไปมันเรื่อยและนำดนตรีของเราไปสู่ผู้ฟังให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่นก็หมายความว่าเราจะทัวร์ทั่วโลกกันนานราว 2 ปี ซึ่งผมชอบนะเพราะมันสนุกและตื่นเต้นดีที่จะได้ไปในที่ที่ยังไม่เคยไป ผมก็คงทำงานไซด์โปรเจกท์ โฮเต็ล เพอร์โซนา ต่ออัลบั้มสอง จากนั้นพักร้อนมั้ง ไม่ก็ทำอัลบั้มพลาซีโบอัลบั้มที่เจ็ด
เพลงของพลาซีโบเปลี่ยนไปตลอด เป็นอย่างไรมาอย่างไร
ดีที่ผมกับ ไบรอัน เรียนรู้จากประสบการณ์จริงกันมาตั้งแต่เราตั้งวงในปี 1994 มันเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันแล้วก็รู้ตัวว่าไม่ฝัน แต่มันคือเรื่องจริง มันคือการค้นหาความสำคัญและความคุ้มค่าของชีวิต และมันยังแผ่อิทธิพลไปยังดนตรีที่เราทำกันด้วย ทำให้เราได้ลองดนตรีแนวใหม่ๆ และทดลองมากขึ้น
ครั้งนี้คุณทำงานกับโปรดิวเซอร์ เดวิด โบทริล เขามีส่วนในความเปลี่ยนแปลงนี้ไหม
เราชอบงานที่เขาโปรดิวซ์มากครบ จากงานของ ทูล และ ดิวซ์ และเขายังได้รางวัลแกรมมี่ด้วย เขาเป็นคนน่ารักและผลักดันให้เราใช้ความคิดมากมาย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เรายอมให้โปรดิวเซอร์มาช่วยเรียบเรียงเพลงซึ่งผมว่ามันค่อนข้างละเอียดอ่อนและเป็นส่วนตัวมากๆ เขาทำได้ดีมากๆ และเราก็รู้สึกของคุณเขาในจุดนั้น
ถ้าไม่ได้มาอยู่ตรงนี้ คุณจะไปทำอะไรที่ไหนอยู่
จะว่าไปผมก็ไม่เคยทำงานอย่างอื่นนอกจากเป็นสมาชิกวงพลาซีโบ นึกไม่ออกครับว่าถ้าไม่มีงานนี้แล้วผมจะไปทำอะไร แต่คงเป็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับดนตรีแน่ๆ ครับ
เรื่อง: มันตา คลังบุญครอง



