
เอกเขนกดูหนัง : Man on a Ledge
Man on a Ledge : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
ตัวละครน้อยๆ แค่ไม่กี่คนพื้นที่อันจำกัด หรือไม่ก็กว้างใหญ่ เวิ้งว้างมีเรื่องราวเกิดขึ้นบนเงื่อนไขของเวลาอาจจะแค่ภายในหนึ่งวัน หนึ่งคืน หรือหนึ่งชั่วโมงหนังที่มีปัจจัยเหล่านี้ หลายคนมองว่าน่าจะทำกันง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก แต่สำหรับคนทำหนังแล้ว องค์ประกอบที่กล่าวมา ถือว่าเป็น ‘ของยาก’ หากจะทำมันให้ได้ดี ภายใต้เงื่อนไขหรือข้อจำกัดเหล่านั้น และหากเรื่องไหนทำได้ ‘ถึง’ หนังเรื่องนั้นก็ถือเป็นงานขึ้นหิ้ง ที่คอหนังทั่วโลกยกย่องคาราวะ อาทิ “Rear Window” ของผู้กำกับอัจฉริยะ อัลเฟรดฮิทช์ค็อกซ์ ที่ตัวละครเอกเป็นชายหนุ่มประสบอุบัติเหตุขาหัก ไม่สามารถเดินเหินไปไหนมาไหน ได้แต่นอนอยู่กับบ้านเที่ยวเอากล้องส่องทางไกลแอบดูชาวบ้าน จนเจอดีเข้ากับตัว หนังเรื่อง “Cast Away” ก็มีองค์ประกอบแบบเดียวกัน เมื่อหนุ่มใหญ่อย่าง ทอมแฮงค์ เกิดเรือแตกต้องติดเกาะเป็นเวลาหลายปีกว่าจะหาทางข้ามมหาสมุทรกลับมาได้ หรือเมื่อไม่นานมานี้ หนังอย่าง “127Hrs.” ที่สร้างจากเรื่องจริงของนักปีนเขาหนุ่ม ที่แขนไปติดอยู่ในซอกเขานานหลายวัน หลังซุกซนออกผจญภัยเพียงลำพัง
ในห้องแคบๆ ซ้ำร้ายตัวละครขาหักเดินเหินไม่ได้กำลังจะถูกปองร้าย พ้นที่เวิ้งว้างของเกาะกลางทะเลมีชายหนุ่มอาศัยอยู่เพียง หรือพื้นที่ซอกเขาไม่กี่ตารางนิ้วที่จองจำท่อนแขนของไอ้หนุ่มสุดห้าวจนขยับไม่ได้...แต่สุดท้ายภายใต้องค์ประกอบน้อยนิดเหล่านั้น กลับทำให้หนังอย่าง “Rear Window” “Cast Away” และ “127 Hrs.” เป็นหนังที่ดูสนุกชวนติดตามอย่างไม่คลาดสายตา หนำซ้ำแต่ละเรื่องล้วนแฝงแง่คิดบางอย่างที่น่าสนใจไปพร้อมๆ กัน
เมื่อต้นปีมานี้ หนังเรื่อง “Man on a Ledge” ก็มีองค์ประกอบคล้ายๆ กัน ที่ช่วยสร้างความกดดัน ลุ้นให้คนดูเอาใจช่วยตัวละคร มีทั้งเล่นกับพื้นที่ กว้างและแคบ ในเวลาเดียวกัน โฟกัสอยู่กับตัวละครหลักๆ แค่ไม่กี่คน และเล่นกับ เงื่อนเวลา จนหนังดึงความสนใจจากคนดูได้อยู่หมัด
หนังเล่าถึงนักโทษหนุ่มคนหนึ่ง ที่ฉวยโอกาสหนีออกมาระหว่างเจ้าหน้าที่คุมตัวเพื่อพาไปงานศพพ่อของเขา หนังไม่ได้บอกอะไรมากไปกว่าเขามีน้องชาย (ซึ่งดูๆ ไปก็ไม่น่าจะถูกชะตากันสักเท่าไหร่) เช้าวันถัดมา หนุ่มคนเดิมก็เข้าไปเปิดโรงแรมหรู ทานอาหารเช้าแกล้มแชมเปญ ภาพตัดมาอีกทีหนุ่มคนนี้ก็ไต่ออกไปนอกระเบียงหน้าต่างโรงแรม พร้อมประกาศจะกระโดดตึกฆ่าตัวตาย ร้อนถึงตำรวจหญิงนักเจรจาต่อรอง ที่เพิ่งทำงานพลาดมารับหน้าที่เกลี้ยกล่อม ก่อนจะพบความไม่ชอบมาพากลกับเรื่องที่เกิดขึ้น
“Man on a Ledge” เล่นกับความไม่มั่นคงของอารมณ์คนดูด้วยพื้นที่แคบๆ ตรงระเบียงนอกหน้าต่างโรงแรม ขณะเดียวกันความสูงจากพื้นถนนด้านล่างกว่าสิบเมตร เมื่อระยะห่างไม่กี่เซนติเมตรจากปลายเท้าถึงขอบระเบียง ก็ชวนให้ใจคอลุ้นระทึกหวาดผวาว่าไอ้หนุ่มจะกระโดดลงไปโหม่งโลกเมื่อไหร่? นักเจรจาสาวจิตตก นายตำรวจสุดเฮี้ยว นักโทษหนุ่มปริศนา ทั้งสามอยู่บนห้องพักโรงแรมเนื้อที่ไม่กี่ตารางเมตร บวกกับระเบียงนอกโรงแรมอีกไม่กี่เมตร ตรงข้ามอีกฟากตึกน้องชายตัวดีของอดีตนายตำรวจหนุ่มก็กำลังลงมือโจรกรรมสิ่งของสำคัญ เขาและแฟนสาวลูกมือแอบลัดเลาะไปตามพื้นที่แคบๆ ระหว่างช่องอากาศในตัวตึกเช่นกัน กว่าหนึ่งชั่วโมงแรกหนังตัดสลับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในพื้นที่จำกัด คู่ขนานกันไปในห้วงเวลาเดียวกัน พร้อมๆ กับค่อยๆ อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องและที่มาที่ไปของอดีตนายตำรวจหนุ่ม ซึ่งนอกจากหนีคดีแล้ว ยังท้าความตายด้วยการประกาศกระโดดตึกต่อหน้าฝูงชนอีก
แม้หนังจะหักมุมในตอนท้ายและลงเอยแบบง่ายดายไปหน่อย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงเวลาที่สนุกที่สุดของหนังเกิดขึ้นด้านนอกระเบียงตึกโรงแรมเมื่อสองตัวละครเจรจาต้าอวยต่อรองข้อเสนอกันไปมา รวมถึงการเล็ดรอดช่องเล็กช่องน้อยของระบบระบายอากาศในตึกที่อยู่ถัดไปของสองหัวขโมยหนุ่มสาวคู่หนึ่ง “Man on a Ledge” ไม่ได้เล่นกับพื้นที่อย่างเดียว หากยังใช้ความแตกต่างใกล้-ไกลของระยะทาง เล่นกับระดับความสูง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นอากาศธาตุที่ไม่สามารถจับต้องได้ แต่กลับให้ผลทางความรู้สึกได้อย่างชะงัด
ท่ามกลางหนังแอ็คชั่นไล่ล่าโชว์ฉากระเบิดทำลายล้าง หรือหนังแฟนตาซีโชว์ซีจีอลังการ ต่อมแอดรินัลก็ทำหน้าที่ผลิตอะดรินาลีนความตื่นเต้นให้กับเราได้ไม่ต่างจากหนังทริลเลอร์พื้นๆ ทุนสร้างไม่หนา แต่อาศัยองค์ประกอบง่ายๆอย่างพื้นที่ เวลา บวกกับทักษะการใช้ไวยากรณ์หนังมาเล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิง ไม่ว่าหนังทุนสร้างร้อยล้านหรือสิบล้านก็ได้ผลลัพธ์ไม่ต่างกัน เพราะปัจจัยการทำหนังหาได้อยู่ที่เงิน แต่อยู่ตรงการใช้มันสมองต่างหาก
.......................................
(หมายเหตุ Man on a Ledge : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม )



