
พริกกะเกลือ : วัฒนธรรมไทย(2)
วัฒนธรรมไทย (2) : คอลัมน์ พริกกะเกลือ โดย... นิธินันท์ ยอแสงรัตน์
ประเด็นน่าสนใจจากการสัมมนา 12 ปี เนชั่นแชนแนล ในหัวข้อ “วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมใคร” เมื่อเร็วๆ นี้นั้น นอกจากแนวคิดเรื่อง แฟลชม็อบชาตินิยมจาก ผศ. ดร. ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งได้เขียนถึงในบทความเมื่อสัปดาห์ก่อน
ก็ยังมีอีกหลายประเด็นชวนให้คิดอย่างสนุกสนาน แรกทีเดียวคือ อะไรคือความหมายของวัฒนธรรม
หมายถึงสิ่งที่จับต้องได้เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ หรือหมายถึงวิถีชีวิตที่ปรับเปลี่ยนได้ และ มันเป็นเรื่องสวยสดงดงาม หรือเป็นแค่เรื่องที่กลุ่มคนสร้างขึ้น ซึ่งอาจไม่เป็นประโยชน์กับทุกคน?
มักมีความเข้าใจกันว่า วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นยาวนาน ดังนั้น ย่อมเป็นของดี คนรุ่นหลังต้องทำตาม ไม่ควรเปลี่ยนแปลง จนเกิดเป็นคำพูดประเภท “ผิดจากนี้ไม่ใช่ไทย” “ไม่ใช่คนไทย ก็ออกนอกประเทศไป” ฯลฯ เป็นต้น
น่าสนใจว่าวัฒนธรรมหลักของประเทศที่กำกับความเป็นไทย ซึ่งน่าจะเป็นที่มาของเสียงบ่นและความไม่พอใจว่า “ผิดจากนี้ไม่ใช่ไทย” ล้วนเกิดขึ้นโดยการสร้างของผู้มีอำนาจหรือโดยรัฐ
การพูด ครับ ค่ะ ก็เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยจอมพล ป ไม่ได้มีมาแต่สุโขทัย อยุธยา หรือแม้ต้นรัตนโกสินทร์
รวมถึงวิถึชีวิตของผู้คนสมัยปัจจุบันที่ต้องเปล่งเสียง “ไชโย” ในการอวยพรหรือแสดงความยินดีต่างๆ ซึ่งเพิ่งถูกจัดระเบียบในสมัยรัชกาลที่ 6 หลังเสด็จกลับจากประเทศอังกฤษ
ในมุมมองของอาจารย์ธำรงศักดิ์ วัฒนธรรม คือการจัดระเบียบคนในสังคมโดยรัฐ และในรอบหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมาคนไทยถูกจัดระเบียบเยอะมาก
ดังนั้น หากมองไปอีก 12 ปีข้างหน้า เราจะอยู่กับวัฒนธรรมอะไร เราแต่ละคนอยู่ตรงไหนในวัฒนธรรม โครงสร้างวัฒนธรรมไทยจะเป็นอย่างไรสำหรับคนมากกว่าหกสิบห้าล้านคน
นอกจากเรื่องแฟลชม็อบเพลงชาติไทยซึ่งเขียนไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ก็ยังมีเรื่องของวัฒนธรรมทางสังคมเศรษฐกิจ ที่อาจพิจารณาผ่านนิยายไทยสามสี่เรื่องซึ่ง เป็นนิยายยอดฮิตของคนไทยวันนี้ และเมื่อนำมาดัดแปลงทำละครหรือหนังก็ยิ่งฮิต
นั่นคือ สี่แผ่นดิน แรงเงา และดอกส้มสีทอง
ในทัศนะของอาจารย์ธำรงศักดิ์ สี่แผ่นดิน สะท้อนเรื่องราวของพลอย ซึ่งเป็นลูกพระยาแต่ก็เป็นลูกเมียน้อย ที่เข้าไปในวัง เข้าไปแอบดูวิถีชีวิตของคนชั้นนำ แล้วอยากจะทำตาม กระบวนการของสี่แผ่นดินคือ ทำให้คนชั้นล่างต้องแอบดูคนชั้นนำว่า อย่างไรจึงควรทำ เพราะทุกสิ่งที่ชนชั้นนำทำคือคุณงามความดีที่ต้องปฏิบัติตาม และเราต้องหมอบคลานต่อความดีที่สูงส่งเหล่านี้
ในแง่ของมุตตาจากแรงเงาคือ เป็นลูกสาวคนขายกาแฟต่างจังหวัด พยายามสร้างความทัดเทียมด้วยการศึกษา เช่นเดียวกับมุนินทร์ที่ไปเรียนจบต่างประเทศ
แต่ทั้งสองพี่น้อง ไม่ได้กลายเป็นชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ หากกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาครอบครัว เช่นเดียวกับ เรยาในดอกส้มสีทอง ลูกคนใช้ในบ้านเศรษฐี ซึ่งต้องหาสามีร่ำรวยเพื่อให้พ้นจากความรู้สึกถูกย่ำยี
มุมมองใหม่ในเชิงวัฒนธรรมที่น่าสนใจก็คือ ทั้งหมดที่กล่าวมา จะเปลี่ยนไปในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง
เวลานี้ เทคโนโลยีใหม่รวมถึงดาวเทียมและอินเทอร์เน็ต ช่วยให้คนไทยส่วนใหญ่หลบหนีจากแฟลชม็อบเพลงชาติมาเลือกเสพวัฒนธรรมตามที่ตนต้องการ แม้อาจจะยังน่าเป็นห่วงว่า ถ้าเลือกเสพด้านเดียวก็อาจเห็นแต่โลกด้านเดียวหรือวัฒนธรรมด้านเดียว เช่น เสพแต่เรืองราวในโลกภาษาไทย จนนึกว่าทั้งโลกเข้าใจภาษาไทยและคิดแบบเดียวกับสิ่งที่วัฒนธรรมกระแสหลักของไทยบอกไว้ เป็นต้น
น่าคิดว่า ภายในทศวรรษหน้า ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้ อาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจครั้งสำคัญก็ได้
.......................................
(หมายเหตุ วัฒนธรรมไทย (2) : คอลัมน์ พริกกะเกลือ โดย... นิธินันท์ ยอแสงรัตน์)



