บันเทิง

โลกเปลี่ยนไปดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง17

โลกเปลี่ยนไปดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง17

13 ธ.ค. 2555

โลกเปลี่ยนไปดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง17 : คอลัมน์ โลกใบนี้ดนตรีไทย โดย... ขุนอิน

          ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่เราจะเห็นได้ว่าเด็กไทยนั้นมีความสามารถมากขึ้นกว่ายุคก่อนแทบจะทุกๆ วงการก็ว่าได้ สืบเนื่องจากการมีเครื่องไม้เครื่องมือในการสื่อสารให้ความรู้ที่ดี แม้แต่อาหารการกิน ก็มีอาหารสำเร็จรูปที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ นานา ดังที่เราเห็นในโฆษณาทีวี ไม่เว้นแม้แต่อาหารน้องหมาน้องแมวด้วยซ้ำไป แต่ในสมัยผมนั้นอาหารสำเร็จรูปไม่ต้องไปหาเลยครับ ขนมนมเนยก็แทบจะนับยี่ห้อได้ เอาแค่น้ำนมเปรี้ยวพอยี่ห้อแรกออกมาวางตลาดก็ตื่นตะลึงกันแล้ว แปลกใจเหลือเกินว่าทำไมนมมันถึงเปรี้ยว แล้วเอามาขายได้ยังไงกันนะ มันเหมือนนมบูดมากกว่า สืบเนื่องจากเราจะคุ้นเคยกับนมรสหวานไม่เคยรู้จักรสชาตินมเปรี้ยวนั่นเอง

          ปัจจุบันนี้ผมคิดว่าแทบจะไม่มีใครรู้เลยว่านมเปรี้ยวที่วางขายตามท้องตลาดรวมแล้วนั้นมีกี่ยี่ห้อ และถึงแม้เป็นถึงขนาดนี้แล้ว ในตอนที่ผมยังเป็นเด็กก็ยังไม่วายโดนคุณพ่อของผมค่อนขอดอยู่บ่อยๆ ว่า "รุ่นลูกยังดีนะพ่อน่ะชงนมผงให้ลูกได้ดูดกิน แต่สมัยพ่อน่ะต้องดูดนมแม่สลับกับดูดน้ำข้าวผสมน้ำตาลนะ" เห็นไหมครับเอาแค่ความเจริญในเรื่องอาหารการกินระหว่างยุคคุณพ่อผมกับยุคของผมมันก็ชั่งต่างกันแล้ว และยิ่งเทียบยุคกันระหว่างยุคคุณพ่อของผมกับเด็กยุคสมัยปัจจุบันนี้แล้วนั้น ง่ายๆ เลยครับ เอาแค่ถามว่า "หนูรู้จักน้ำข้าวหรือเปล่าครับ" ผมให้ท่านผู้อ่านนั้นลองคิดกันเอาเองว่า คุณหนูสมัยนี้เขาจะตอบกันว่าอย่างไรครับ

          อีกอย่างหนึ่งนะครับ ในสมัยตอนที่ผมเป็นเด็กวัยรุ่นเวลาเดินทางไปไหนมาไหนจะมองหาผู้หญิงสวยๆ น่ารักๆ นั้นถือว่ายากพอสมควร ผิดกับสมัยนี้อย่างสิ้นเชิงจะหาผู้หญิงที่หน้าตาขี้เหล่นั้นแล้วยากยิ่งกว่าเสียอีก ก็คือวิวัฒนาการของโลกมันเปลี่ยนไปมาก เปลี่ยนไปจนพอที่จะทำให้ "ซี่โครงบุญมา" นั้นขายไม่ออกหมอไม่ซื้อ เป็นเพราะเจ้า "ซิลิโคน" แท้ๆ เลยครับ
 
          เช่นเดียวกันครับในวงการปี่พาทย์ในสมัยก่อนจะหาระนาดตีไหวๆ นั้นยากยิ่งแต่ในปัจจุบันนี้เด็กๆ วัยรุ่นตีระนาดไหวกันเยอะมาก ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาในทางที่ดีครับ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดเด็กยุคนี้ถึงตีระนาดไหวกันอย่างมากมายเกือบจะเท่าๆ กับร้านสะดวกซื้อ ซึ่งผมคิดเอาเองนะ ว่าอาจเป็นเพราะโภชนาการในยุคนี้ที่มีสารอาหารที่มีคุณค่าอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ ทำให้เด็กสมัยนี้มีกำลังวังชาราว "คชสาร" หรือว่ามีความปราดเปรียวดั่ง "พญาวานร" ก็เป็นไปได้ หรืออีกนัยหนึ่งอาจจะเป็นเพราะภาพยนตร์เรื่อง โหมโรง นั้นเมื่อ 8 ปีก่อนเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาเหล่านั้นต่างมาฝึกฝนระนาดเอกกันอย่างมากมาย ซึ่งจะสังเกตได้ว่าถ้ายกเว้นเครื่องดนตรีที่เป็นจำพวกกลองต่างๆ ที่เด็กๆ ส่วนใหญ่จะชอบเล่นกันอยู่แล้วเนื่องจากไม่ต้องคอยจดจำทำนองเพลงต่างๆ มากแล้วนั้นก็จะมีแค่เพียงระนาดเอกที่เด็กสมัยนี้มีฝีมือเก่งกาจยิ่งนัก ส่วนจำพวกระนาดทุ้ม ยิ่งโดยเฉพาะฆ้องวงเล็กแล้วนั้นผมยังไม่เคยเห็นเด็กสมัยนี้ที่จะมีฝีมือจัดจ้านแบบสะดุดหูสะดุดตา หรืออาจจะบอกได้ว่าวงปี่พาทย์วัยรุ่นสมัยนี้ส่วนใหญ่จะมีแค่ระนาดเอกกับกลองแขกที่จะเป็นตัวชูวงได้เท่านั้น

          ลองคิดกันเล่นๆ ว่าถ้าเด็กปี่พาทย์วัยรุ่นวงใดวงหนึ่งในยุคนี้ มีระนาดทุ้มที่มีฝีมือสามารถมาเคียงบ่าเคียงไหล่โดดเด่นพอที่จะลดละสายตาผู้ชมมาจากระนาดเอกได้บ้าง ซึ่งเปรียบเทียบได้เหมือนกับทีมฟุตบอลที่มีผู้เล่นปีกคอยโยนลูกบอลให้ศูนย์หน้าที่เปรียบเป็นระนาดเอกวิ่งเข้าทำประตูด้วยความรวดเร็วที่มีอยู่แล้ว หรือมีฆ้องวงเล็ก คอยช่วยเหลือสนับสนุนคอยกระตุ้นและประคองจังหวะให้ระนาดเอกในตอนลูกล้อลูกขัดหรือในตอนปลายมือราวกับมีมิดฟิลด์ที่รู้ใจอยู่ข้างหลังศูนย์หน้านั่นแหละครับ ถ้าทำได้วงปี่พาทย์วัยรุ่นสมัยนี้จะมีความมันความสนุกครบเครื่องมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า ง่ายๆ ก็คือเล่นกันเป็นทีมให้มากขึ้น และถ้าทำอย่างที่ผมบอกได้แล้วครับรับรองว่าคนตีระนาดเอกจะตีได้ไหวและตีได้ดีกว่าเดิมมากยิ่งขึ้นไปอีกครับ ซึ่งจริงๆแล้วผมได้เคยเห็นวงปี่พาทย์สมัยนี้มาตามในงานสถานที่ต่างๆ หรือแม้กระทั่งในยูทูปมามากมายคือส่วนใหญ่มือระนาดเอกจะไม่ค่อยได้รับแรงสนับสนุนที่ดีจากเครื่องดนตรีอื่นๆยกเว้นกลองแขก ก็คือน่าเสียดายฝีมือระนาดเอกของเด็กสมัยนี้ดูเหมือนว่าจะมีฝีมือมากกว่าคนยุคก่อน แต่ถ้าเป็นเครื่องดนตรีชนิดอื่นแล้วนั้นผมคิดว่ายังไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับพวกปี่พาทย์เมื่อยุค 30 ปีที่แล้วได้อย่างแน่นอนครับ
 
          ทั้งหมดที่ผมเขียนมานั้นพอที่จะจำกัดใจความทั้งหมดนั้นได้ว่า "ทีมเวิร์ก" ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนการทำงานต่างๆ ให้กับทุกๆ วงการซึ่งก็สามารถสร้างได้ทุกวงการเหมือนกัน แต่ในวงการปี่พาทย์แล้วนั้นมันเหมือนกับจะยากขึ้นทุกวัน เพราะยุคสมัยนี้กำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลง สถาบันการศึกษากำลังเข้ามามีบทบาทมาขึ้นจนกลืนสำนักหรือบ้านปี่พาทย์ที่กำลังหายไปทีละแห่ง ซึ่งเด็กสมัยนี้คงไม่รู้ว่า มือระนาดเอกกับมือระนาดทุ้มหรืออื่นๆ ที่เขาเติบโตมาด้วยกัน กินข้าวหม้อเดียวกันและนอนอยู่ที่เดียวกันนั้น ยังไม่ทันต้องตีเพลงอะไร เอาแค่มองหน้าเขาก็รู้ใจกันแล้ว แถมยังมีครูที่ทุกคนจะเรียกว่าพ่อ เรียกว่าตา อยู่ในบ้านในสำนักนั้นๆ แถมรู้ใจด้วยอีกว่า ใครคนไหนควรจะอยู่ตำแหน่งอะไรและบังคับให้ซ้อมกันไปจนเบื่อและก็กลายเป็นเรื่องง่ายบนเวทีแสดง
 
          โลกเปลี่ยนไปทำให้ผู้หญิงสวยได้มีดหมอแต่ปี่พาทย์ยังต้องรอคำว่าทีมเวิร์ก วัยรุ่นสมัยนี้เล่นอย่างไรก็ได้ครับที่ทำให้ในระหว่างเพลงนั้นฟังแล้วเหมือนเป็นเส้นเดียวกัน ดั่งเชือกที่เป็นเกลียวเหนียวแน่น คนฟังจะชอบมากครับ
.......................................
(หมายเหตุ โลกเปลี่ยนไปดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง17 : คอลัมน์ โลกใบนี้ดนตรีไทย โดย... ขุนอิน)