
เล่นหูเล่นตา : ในความคิดคำนึง(I)
ในความคิดคำนึง (I) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
คนในทีมของฉันเหลือกันอยู่แค่ 2 คน แต๊ก กับ ต๊ะ ซึ่งพอถึงวันที่ได้อ่านต้นฉบับนี้ก็คงเหลือแค่คนเดียว… เด็ก 2 คนนี้ไม่ได้อยู่ในความคาดคิดว่าจะรอดผ่านมาได้ถึงเวลานี้ ในขณะที่ “กลม” กับ “กบ” ตกรอบกันไปแล้วทั้งคู่ มันทำให้รู้ว่า… ไม่มีอะไรที่แน่นอน ตอนแรกใครๆ ก็กลัว “คิง” ทีมแสตมป์กันทั้งนั้น พอเวลาผ่านไปใกล้จะถึงรอบชิง “แม็กซ์” กลับชนะโหวตเฉือน “คิง” ไปเสียอย่างนั้น (รอบวันที่ 2 ธ.ค.55) ขณะที่ “เก่ง” ก็สำแดงเดชชัดขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนว่าโชคชะตาพาให้มาเจอกับโจอี้บอยคนที่จะขับพลังแห่งความแปลกแหวกแนวในตัวเขาได้ดีกว่าใครๆ… น้องนนท์นั้นกลมกล่อมนวลเนียนในส่วนผสมระหว่างป๊อปกับลูกทุ่งจนคนดูหลงรักกันไปไม่รู้ตัว (หลงทั้งโค้ชและลูกทีม)… ใครต่อใครคงเริ่มมองออกว่า 4 คนสุดท้ายจะเป็นใครบ้าง หากติดตามกันตั้งแต่แรกเริ่ม… และนั่นคงเป็นเรื่องของ “วาสนา” ที่จะพาไปถึงชัยชนะ
นักร้องงานอีเว้นท์อย่างฉันที่จำต้องมานั่งเก้าอี้สีแดงในสตูดิโอเซ็นเตอร์พ้อยท์ ลาซาล เริ่มคุ้นชินกับสถานที่ถ่ายทำราวกับที่รวมญาติ ทุกอาทิตย์ต้องมาเจอกับโค้ชอีก 3 คน ก้อง, โจอี้ และแสตมป์ รวมทั้งทีมงานทุกฝ่ายแล้วทุกอย่างก็จะจบลงเมื่อจบรายการ ต่างคนก็ต่างต้องกลับไปสู่หนทางของตัวเอง ยังไม่ทันรอบสุดท้ายฉันก็ใจหายไปเสียก่อนแล้ว ฉันคงจะนั่งรอดูเขารื้อถอนทุกสิ่งอย่างออกไปในวันสุดท้ายเหมือนที่ชอบทำเวลาจบคอนเสิร์ต มันทำให้ฉันค้นพบสัจธรรมที่ว่า "ทุกสิ่งเริ่มต้นเพื่อสิ้นสุด" ฉันคงจะคิดถึงช่วงเวลาทุกวันอาทิตย์ที่พวกเราต่างมารวมตัวกัน ซักซ้อม แต่งตัว รอการถ่ายทอดสดเวลา 17.45 น. ฉันนึกภาพออกว่า "มันจบไปแล้ว…" จะออกอาการซึมเล็กน้อย ไม่นานก็จะหายไปเองเผลอๆ ฉันก็จะนึกถึงช่วงเวลาที่อยู่ร่วมกันกับทีมงาน นั่งกินข้าวคุยกันที่โต๊ะกลางกับทีมโต๊ะกลม วึ่นวือ เวิ่นเว้อ และเจี๊ยวจ๊าวเป็นที่สุด มีคนเดินเข้าออกเคลื่อนไหวไปมาตลอดเวลาน่าเวียนหัว กินเสร็จก็กลับเข้าห้องแต่งตัวให้ช่างหน้าช่างผมบรรเลงแปลงโฉมสลับกับวิ่งไปซ้อมบนเวทีกับซ้อมใหญ่ก่อนแสดงจริง ระหว่างนั้นก็จะเม้าท์กับก้อง, โจอี้ และแสตมป์
เวลาที่พวกเขาเดินเข้ามาแต่งหน้าทำผมในห้องเดียวกัน ก้อง สหรัถ ชอบพูดล้อช่างแต่งหน้าให้เอาขนตาปลอมมาติดให้ นุชนาฎกับสีเกดก็จะเอาของกินคาวหวานต่างๆ มาประเคนให้ก้อง ส่วนโจอี้ต้องรอให้ขอถึงจะเอาออกมาให้กิน! เป็นคนหล่อมันดีแบบนี้นี่เอง มีแต่คนคอยเอาอกเอาใจแบบไม่ต้องเอ่ยปาก ฉันได้พูดคุยรับรู้เรื่องราวของก้องซึ่งต่างจากภาพของผู้ชายสุภาพพูดน้อยที่ใครๆ เห็น เขามักจะคุยสนุกออกรสออกชาติเมื่อพูดถึงดนตรีและวัยเด็กของเขา เขาเติบโตมาในครอบครัวมีอันจะกินเพราะคุณตาเป็นเจ้าของโรงหนัง แม่เป็นนักเรียนมาแตร์ ตอนเด็กๆ เขาไม่ดูโดราเอมอน โกมินทร์กุมาร ปลาบู่ทอง ชอลิ้วเฮียง คมเฉือนคม กระบี่ไร้เทียมทาน เหมือนฉันกับโจอี้ เขาวุ่นวายอยู่กับกองแผ่นเสียงเพลงฝรั่งของพ่อและแม่ มันทำให้เขารักเสียงดนตรี ชอบดนตรีมากกว่าการเรียน เขาเล่าว่าเกรด 1.7 พ่อก็ตบรางวัลให้แล้ว
ฉันถามว่าตอนเด็กๆ เคยฝันอยากเป็นอะไร? เขาตอบอย่างไม่ลังเลว่า "ตอนเด็กฉันอยากเป็นนักดนตรี เล่นกีตาร์" จนทุกวันนี้เขาก็ยังรักที่จะเล่นดนตรีมากกว่าร้องเพลง เขาชอบเล่นกีตาร์กับตีกลอง ช่วงพักโฆษณานั่งอยู่ข้างๆ กันเขาจะเอามือตบเข่า ขยับเท้า เสียงกระฉึกกระฉักเหมือนจังหวะรถไฟ เขาบอกว่าเวลาตีกลองมันจะมีจังหวะแบบนี้ ความฝันของเขายังไม่ตรงตัวนักเพราะคนอยากฟังเสียงและดูหน้าหล่อๆ ของเขามากกว่าแค่เล่นกีตาร์ ลองนึกเล่นๆ ว่า ถ้าหน้าไม่เป็นแบบนี้แต่เป็นประมาณ โก้ มิสเตอร์แซกแมน เขาจะได้เป็นนักดนตรีเต็มตัวอย่างที่ฝันไว้ แล้วเขาจะได้รู้ว่ามันไม่สนุกอย่างที่คิดหรอก บ้านเราเขาสนใจคนร้องมากกว่าคนเล่นดนตรี สนใจคนหน้าตาดีมากกว่าหน้าแย่ ไม่งั้น โก้ มิสเตอร์แซกแมน คงดังเท่าโดม ปกรณ์ ลัม แล้วน่ะเซ่! (โธ่… โก้ของพี่… น่าสงสารที่สุดอะ)
ดูเหมือนว่าฉันจะนึกภาพชีวิตแบบก้องไม่ออกเท่ากับโจอี้ที่เป็นลูกคนจีนเหมือนกัน ทั้งๆ ที่โจอี้อ่อนกว่าฉัน 7-8 ปี แต่คุยเรื่องหนัง ละคร เพลงเก่าๆ เขารู้จักหมด
"พี่รู้มั้ยตอนหวีอันอัน (นางเอกเรื่องกระบี่ไร้เทียมทาน ช่อง 3) เล่นตอนสุดท้ายตอนนั้นผมยังเด็กอยู่เลย ผมร้องไห้ใหญ่เลยเพราะรู้ว่าอวสานแล้วจะไม่ได้เจอหวีอันอันอีกแล้ว นางเอกที่ผมชอบมากที่สุดคือ ฟีบี้ เคทส์… มิน่าล่ะ แฟนเก่าที่เป็นนางเอกหน้าแบบนั้นเลย! พิมพ์นิยมของใครของมัน… ส่วนแสตมป์นั้นเด็กกว่าพวกเรามาก เขาจะทำหน้างงๆ เวลาพวกเราย้อนอดีตแบบ "มะจัง" กัน สักพักเขาก็ออกไปคุยกับนักดนตรีที่โต๊ะกลาง อายุไม่ห่างกันค่อยรู้เรื่องหน่อย อยู่ในห้องแต่งตัว ป้าคิ้ม น้าก้องกับพี่โจอี้คุยอะไรก็ไม่รู้… ฉันก็เลยไม่ค่อยรู้ว่ารสนิยมแสตมป์เป็นอย่างไร รู้แค่ว่าเขาชอบกินลอดช่องน้ำกะทิแบบไทยๆ แล้วก็ชอบใช้มือหยิบของกินเข้าปากเวลาที่คุยกันบนโต๊ะกินข้าว (ผู้ช้ายผู้ชาย) กินไวมาก งั่บๆ น่ารักดีเหมือนตี๋น้อยของพวกเรา ที่สังเกตเห็นอีกอย่างก็คือ เขาเป็นผู้ชายจริงจังทำอะไรตั้งใจสุดๆ วางแผนมากมาย แต่ก็ยังไม่คลายกังวล เวลาดีใจก็แสดงออกทางหน้าตาแบบเปลือยๆ ยิ้มแฉ่ง ชูไม้ชูมือ หน้าเหมือนแป๊ะถูกหวย ไม่เชื่อลองไปดูรอบวันที่ 2 ธันวาคม ตอนปุ้ยกับแม็กซ์ร้องจบ อาแปะแกดีใจจริงๆ นะ!
ส่วนก้อง สหรัถ นั้น มองไปมุมไหนก็หล่อ สิ่งที่ฉันดีใจนอกจากได้นั่งเก้าอี้สีแดงในรายการนี้แล้ว อีกอย่างก็คือ หันไปเจอ "ก้อง" เก้าอี้ข้างซ้าย วุ้ย! หล่อทุกองศา บางมุมก็ก้องเฉยๆ (แค่หล่อ) บางมุมก็น้องก้อง (หล่อมาก) บางมุมก็พี่ก้อง (หล่อลาก) แล้วก็มีบางมุมที่เป็น … ลุงก้อง! ตอนปุ้ยร้องเพลงหากรู้สักนิด ฉันแอบมองด้านข้างก้อง เอาอารมณ์แบบว่าเล่นเอ็มวีกับพระเอก หันไปเจอมุมหนึ่ง เฮ้อ… อาต้อย เศรษฐา มานั่งแทนรึเปล่า? บางมุมมันก็พลาดนะ มุมนั้นไม่ได้เลยนะก้อง เปลี่ยนช่องหนีไม่ทันจริงๆ! หันไปทางขวาจะเจอโจอี้ ท่าทางป๋ามาก มาเฟียหน่อยๆ แล้วแต่ว่าวันนั้นแต่งตัวอย่างไร บางวันสูทลายพร้อยเหมือนหัวหน้าวงลูกทุ่ง เปรี้ยวตั้งแต่หัวจรดตีนเจงๆ คนดูแลเสื้อผ้าของเขาเป็นคนเดียวกับที่ดูแลน้าเน็ก แซบ! เข็ดฟันกันทั้งคู่ รองเท้ากับแว่นตาเรียงเป็นสิบให้เลือก บางวันเปลี่ยนชุดออกมาถูกฉันล้อว่า "ข้าวหลามกี่กระบอกร้อย?" เพราะกางเกงฟิตเป้า เสียความมั่นใจวิ่งไปเปลี่ยนใหม่ทันที เห็นมั้ย? ไอ้คนที่ดูมั่นๆ เวลาออกทีวี ตัวจริงๆ น่ะ ขี้กลัวขี้กังวลสุดๆ ขนาดตอนน้องฟิล์มร้องเพลงพี่ชายที่แสนดี คุณพี่โจอี้กับแสตมป์ร้องไห้ตั้งแต่ตอนรอบซ้อม พอรอบจริงเลยใส่แว่นกันไว้ก่อน โธ่! ไม่แน่จริงนี่หว่า เป็นผู้ชายกล้าร้องก็ต้องกล้าโชว์สิ (วะ)
จากนี้ไปอีกอาทิตย์เดียวทุกอย่างจะจบลง แต่เรื่องราวดีๆ ก็ยังคงอยู่ในห้วงของความคิดคำนึงของฉันตลอดไป
.......................................
(หมายเหตุ ในความคิดคำนึง (I) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



