
พริกกะเกลือ : ไทยแฟลชม็อบ
ไทยแฟลชม็อบ : คอลัมน์ พริกกะเกลือ โดย... นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ [email protected]
น่าคิดว่า โดยทั่วไปเมื่อพูดถึงวัฒนธรรมไทย คนไทยส่วนใหญ่จะนึกถึงอะไร หลายคนนึกถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย รำไทย ดนตรีไทย มวยไทย ชุดไทย วัดไทย วังไทย ไหว้ไทย ยิ้มไทย อาหารไทย ฯลฯ
คำตอบที่ยกมานั้น ง่ายและเป็นสูตรสำเร็จ แต่ถ้าคิดดีๆ ทั้งหมดที่ว่ามาก็มิได้เป็นเอกลักษณ์เห็นได้เฉพาะในประเทศไทย แต่ความจริงคือเห็นได้ทั่วไปในอุษาคเนย์ หรือพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ สิ่งที่หลายๆ คนเรียกว่าวัฒนธรรมไทย แท้จริงแล้วกลับเป็นวัฒนธรรมร่วมของคนในภูมิภาคอุษาคเนย์
ร่วมสร้างกันมาจากรากเดียวกันในอดีต แล้วค่อยๆ แยกย่อยออกไปสู่ลักษณะเฉพาะของกลุ่ม ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก
หากแย่งกันผูกขาดว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นของเราผู้เดียว คงต้องทะเลาะกับเพื่อนบ้านจนตายกันไปข้างหนึ่ง
เมื่อเร็วๆ นี้ มีการเสวนาเรื่อง “วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมใคร” ที่หอศิลป์กรุงเทพฯ ในวาระ 12 ปีเนชั่นแชนแนล มีผู้นำเสวนาคือ อาจารย์ ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้ร่วมเสวนาซึ่งล้วนแต่นำเสนอมุมมองน่าสนใจ คือ อาจารย์ศาสวัต บุญศรี ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร คุณพิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ จากสยามอินเทลลิเจนท์ ยูนิต และ คุณอโนชา สุวิชากรพงษ์ ผู้กำกับหญิงคลื่นลูกใหม่ไฟแรง
ประเด็นสำคัญจากผู้นำเสวนาและผู้ร่วมเสวนาทุกท่าน จะค่อยๆ ทยอยเล่าให้ฟังในบทความครั้งต่อๆ ไป วันนี้ขอหยิบมาเล่าเฉพาะประเด็น วัฒนธรรมแบบไทย แฟลชม็อบ ที่อาจารย์ธำรงศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจและสนุกมาก
เราส่วนใหญ่คงรู้จักแฟลชม็อบซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องเก๋ของคนยุคใหม่ นั่นคือ การแสดงออกทางศิลปะชนิดหนึ่งโดยกลุ่มคนจำนวนหนึ่งมารวมตัวกัน เพื่อแสดงอะไรบางอย่างร่วมกัน เช่นเต้นรำด้วยท่าทางเดียวกันในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งมักนำมาปรับใช้ในการโฆษณา หรือการประท้วงต่างๆ และมีศัพท์เรียกอีกอย่างว่า สมาร์ทม็อบ
ในทางสากล การแสดงแบบแฟลชม็อบเพิ่งเกิดขึ้นจริงจังในปี 2546 นี่เอง (แม้ว่าคำนี้จะเกิดขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 แต่ก็มีความหมายต่างออกไป) ในการแสดงที่แมนฮัตตัน สหรัฐอเมริกา โดยบรรณาธิการอาวุโสของนิตยสารฮาร์เปอร์ส ซึ่งต้องการสร้างงานทดลองทางศิลปะเก๋ๆ เพื่อสร้างความสนใจให้แก่สังคม
ส่วนคนไทยโดยเฉพาะคนเมือง เพิ่งตื่นตัวกับแฟลช ม็อบในช่วงห้าหกปีหลังมานี้
น่าสนใจมาก เมื่ออาจารย์ธำรงศักดิ์บอกว่า อันที่จริงแฟลชม็อบ อยู่ในวัฒนธรรมแบบไทยๆ มาตั้งนานแล้ว ในรูปของอำนาจอนุรักษ์บังคับหรืออำนาจบังคับนิยมระบอบเก่า นั่นคือ วัฒนธรรมไทยหลัก อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐผ่านแฟลชม็อบแบบไทยๆ ไม่ว่ารัฐนั้นจะควบคุมโดยทหาร หรือทุน หรืออำมาตย์ รัฐควบคุมชีวิตวัฒนธรรมของคนไทยให้ต้องเต้นตามจังหวะแฟลชม็อบแบบไทยๆ
ตัวอย่างรูปธรรมคือการยืนตรงพร้อมเสียงเพลงชาติ ตอน 8 โมงเช้า กับ 6 โมงเย็น แม้ในสนามกีฬา กำลังจะวิ่งแข่ง เมื่อเสียงเพลงชาติดังขึ้น นักกีฬาทุกคนก็ต้องหยุดทำแฟลชม็อบ
อาจารย์ธำรงศักดิ์บอกว่าแฟลชม็อบแบบไทยๆ เริ่มต้นพร้อมกับยุคนาซีฮิตเลอร์ แห่งเยอรมนี ครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะเวลานั้นไทยอยู่ข้างอักษะคือเยอรมนี ญี่ปุ่น อิตาลี แต่คนส่วนใหญ่ที่ไม่อยากจำอดีตพยายามบอกว่าไทยอยู่กับสัมพันธมิตรอเมริกามาโดยตลอด
พ.ศ. 2482 ซึ่งเป็นปีที่จอมพล ป. พิบูลสงครามเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทย คือปีที่เริ่มไทยแฟลชม็อบ แต่หลังจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารยึดอำนาจจอมพล ป. ใน พ.ศ.2500 การทำแฟลชม็อบเพลงชาติไทย ก็ลดเหลือระดับในโรงเรียนกับค่ายทหาร
พอทศวรรษ 2520 ในยุคพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีบทบาทสำคัญตั้งแต่ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารบก จนถึงการเข้าร่วมรัฐประหารสองครั้ง ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีจนถึงนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2523 การทำไทยแฟลชม็อบเพลงชาติก็เริ่มกลับคืนมา ในนามการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
จากนั้นมา ไทยแฟลชม็อบก็ได้ชัยชนะในเกือบทุกพื้นที่ แม้แต่สี่แยกตามต่างจังหวัด รถยนต์และมอเตอร์ไซค์ก็ต้องหยุดเพื่อร่วมทำแฟลชม็อบเพลงชาติไทย
ปัจจุบันนี้ กระทั่งคนไข้ที่มารอรับการตรวจรักษาในโรงพยาบาลก็ยังต้องร่วมทำแฟลชม็อบ ถ้าใครสักคนจะไม่ทำแฟลชม็อบแล้วไม่รู้สึกแปลกแยกกับคนรอบข้าง ก็หมายถึงว่า เขาเหล่านั้น ไม่ได้อยู่ในที่สาธารณะ
อาจารย์ธำรงศักดิ์มองว่า ไทยแฟลชม็อบที่ผลิตโดยวิทยุในเครือกองทัพ-ราชการ และโทรทัศน์ฟรีทีวีนี่เอง คือวัฒนธรรมหลักที่กำกับคนไทยไว้ในกรอบเป็นมุมมองที่ชวนให้ขบคิดต่ออย่างสนุกสนาน
.......................................
(หมายเหตุ ไทยแฟลชม็อบ : คอลัมน์ พริกกะเกลือ โดย... นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ [email protected])



