บันเทิง

เล่นหูเล่นตา : วันนั้น … วันนี้

เล่นหูเล่นตา : วันนั้น … วันนี้

03 ธ.ค. 2555

วันนั้น … วันนี้ : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

          “ คุณคิ้มจะรับเครื่องดื่มอะไรคะ ”
 
          พนักงาน 2- 3 คนโค้งตัวเข้ามาหาฉันถามว่าอยากดื่มอะไร ในห้องสี่เหลี่ยมกว้างกว่าห้องนั่งเล่นบ้านฉัน พื้นปูไม้ปาร์เกต์อย่างดี มีทีวีที่เปิดคาราโอเกะทิ้งไว้ โต๊ะกลางอย่างหรูที่นั่งกินข้าวกันได้ 10 คน แอร์เย็นเฉียบจนฉันต้องเอามือซุกไว้ใต้ขาเวลานั่ง … สักพักอาหารมากมายก็ถูกลำเลียงมาวางเรียงรายบนโต๊ะกว้างๆ นั้น จนมองแทบไม่เห็นพื้นไม้ หน้าตาอาหารในภาชนะกระเบื้องชั้นดีสีขาวนั้นหน้าตาดีกว่าคนกินทั้งโต๊ะเสียอีก ข้าวหอมมะลิหุงร้อนๆ เรียงเม็ดหอมกรุ่นไอร้อนลอยขึ้นมาแตะจมูกเมื่อเปิดฝาโถข้าวใบนั้นออก … น้ำตาจะไหล! ไม่รู้เป็นอะไรเห็นข้าวสวยร้อนๆ เป็นโถทีไรน้ำตาจะไหลทุกที อาจเป็นเพราะตาของฉันเป็นชาวนา ฉันเคยเห็นตั้งแต่เล็กแต่น้อยว่าชาวนาลำบากเพียงไรกว่าจะปลูกข้าวเลี้ยงคนทั้งประเทศได้ รวมกับภาพในอดีตที่ยากลำบากกับโก้ มิสเตอร์แซกแมน แต่ไม่เจ็บปวดเพราะมันสอนให้ฉันรู้จัก “ คุณค่าของทุกสิ่งที่เป็นวันนี้ ”   แต่วันนั้น … “ โก้ มาเร็ว! พนักงานเขาจะเก็บกับข้าวไปหมดแล้ว เดี๋ยวอดกิน เฮ้ย! ไอ้จิ๊บ ไอ้เบ้ง ไอ้หยาม พวกมึงมาเร็วๆ เดี๋ยวค่อยเก็บก็ได้ของน่ะ … มันไม่หายไปไหนหรอก ”
 
          10 ปีแล้วในสถานที่จัดงานต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง พวกเรา โก้ มิสเตอร์แซกแมน ฉัน และวงทาเคชิ นั่งรถตู้โง่ๆ เก่าๆ ปุเลงๆ กันไป แอร์ก็ไม่ค่อยเย็น ทางก็ไกล กว่าจะถึงที่เขาว่าจ้างให้ไปไหนก็ต้องไป พอๆ กับวงนกน้อย อุไรพร ต่างกันตรงที่ของเขาใหญ่กว่ามหาศาล และมีรถเป็นของตัวเอง ส่วนพวกเรา … มีแต่ตัวกับท้องหิวๆ หัวใจมันคงทำหน้าที่แค่อย่าหยุดเต้นเพื่อที่พวกเราจะยังคงมีชีวิตทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอย่างไม่คิดอะไรเกินตัวหรือเกินไป เพราะนั่นมันจะทำให้ฉันและโก้เจ็บปวด! ทำงานมา 10 ปีแล้วก็ยังไม่ก้าวขึ้นไปไหนได้สูงกว่านี้ ไม่มีใครคอยสนับสนุน นอกจากกอดคอกันถอนหายใจแล้วก้มหน้าทำต่อไป คิดมากไปเดี๋ยวจะอดตายกันทั้งหมด ค่าแรงก็ถูกแสนถูกหากเทียบกับฝีมือและประสบการณ์ร่วม 10 ปี     ร้องตั้งแต่แขกเหรื่อเริ่มทะยอยเข้าคนแรกจนกว่าแขกคนสุดท้ายจะเดินออกไปจากงาน 4 ชั่วโมงก็อย่าได้บ่น เดี๋ยวเขาจะไม่จ่ายตังค์ให้ แล้วก็กลัวอีกว่าเขาจะไม่จ้างพวกเราอีก! ยังดีที่มีงานให้ทำแค่ไหนก็แค่นั้นสำหรับความคิด ส่วนแรง … ถึงไหนถึงกัน!  พวกเราตะกายลงจากเวทีวิ่งตรงไปยังโต๊ะที่ตั้งถาดบุฟเฟ่ต์เป็นแนวยาวเหลือกับข้าว 2 - 3 อย่าง แกงเขียวหวานก็มีแต่น้ำกับมะเขือ เนื้อไก่อบที่น่าจะตายแช่ในช่องฟรีซสัก 3 เดือนก่อนเอามาปรุงนอนแห้งแก๋ไม่มีใครเหลียวแลเลยเหลือมาถึงพวกเรา กับผัดผักรวม มีบร็อคโคลี่ที่วิตามินซีคงจะหนีออกไปหลายชั่วโมงแล้ว ซีดๆ เหลืองๆ ขอดๆ อยู่ตามมุมถาด กับข้าวก็มีตั้ง 3 อย่างแล้ว แค่มีข้าวก็อร่อยแล้วพวกเรา ชะโงกหน้าไปเปิดถาดข้าว เหลืออยู่หน่อยเดียวแถมติดก้นถาดแข็งต้องใช้ทัพพีขูดๆ ออกมาพอได้แบ่งกันกินคนละ 2 - 3 คำ อาศัยกินกับเอาเยอะๆ เดี๋ยวก็อิ่มเองแหละ มืออ้วนๆ ของโก้ ตักข้าวคำโตเข้าปาก เหงื่อหน้าผากออกเป็นเม็ดเป้ง เพราะแอร์ที่เขาปิดทันทีที่แขกทะยอยออกไป ฉันกินไปไม่กี่คำ รสชาติเหมือนแม่ครัวเอาเท้าข้างซ้าย (ที่ไม่ถนัด) ปรุงให้กิน ที่ต้องกินก็เพราะหิวจนหน้าจะมืด วางช้อนลงแล้วมองหน้าน้องชายตัวกลมของฉันรู้สึเหมือนน้ำตามันตกใน พวกเราจะต้องเป็นแบบนี้ไปจนตายหรือ? ต้องนั่งรถไปขึ้นเหนือล่องใต้จนกว่าหมอนรองกระดูกจะเสื่อม เสียงจะไม่ดีหรือไม่มีคนจ้าง แล้วก็ต้องกลับไปร้องตามล็อบบี้โรงแรมเหมือนที่เราเริ่มต้น เดินมาตั้งไกลเพื่อจะกลับไปที่เดิม … ฉันกำลังทำอะไรอยู่?
 
          ลำพังเรื่องกินเรื่องอยู่รวมถึงการเดินทางไกลไม่ได้ทำให้ฉันท้อใจ สิ่งที่ฉันเสียใจก็คือ “ ทำไมถึงไม่มีใครเห็นความสามารถของพวกเรา? ” เพราะเรา 2 พี่น้องหน้าตาแย่มั้ง โลกบันเทิงใบนี้เป็นโลกของคนหน้าตาดี พวกเราไม่พิการก็บุญแค่ไหนแล้ว ส่องกระจกบางมุมหรือมองหน้ากันเอง อีกนิดเดียวฉันกับโก้ก็จะเป็นเด็กพิเศษแล้ว … ถึงอย่างนั้นก็มักมีเหตุการณ์ที่ทำให้ฉันคิดว่าที่เป็นอยู่ก็ดีแค่ไหนแล้วจะคิดหวังเอาอะไรมากมาย (มีชีวิตอยู่มีงานทำไปเรื่อยๆ เอาแค่นี้แหละ) พวกเรามักจะใช้เวลาว่างไปกับงานการกุศลคนตาบอดพิการ อะไรที่เขาบอกให้ไปร่วมอย่างเงียบๆ อยู่กับพวกเขาแล้วรู้สึกอยู่กับ “ พวกเดียวกัน ” เราต่างไม่ตัดสินกันที่หน้าตาเพราะเราไม่ได้ใช้ตามองแต่เราใช้หูฟัง เราตีความสิ่งต่างๆ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ โดยการฟังเสียงแล้วจับเอาความสุขเก็บใส่หัวใจ เราจับเอากำลังใจจากเสียงปรบมือเพื่อให้เรามีแรงทำสิ่งที่เรารักต่อไปและนั่นก็น่าจะเป็นเหตุผลให้เราไม่รู้สึกเจ็บปวดนักเวลาที่ขาดกำลังใจหรือรู้สึกแปลกแยกเวลาที่ไปยืนอยู่ท่ามกลางคนเด่นคนดังในโลกมายา เมื่อไหร่ที่ฉันไม่มั่นใจ อึดอัด หรือรู้สึกผิดที่ผิดทาง ฉันจะหลับตาแล้วทำราวกับว่าตัวเองเป็นคนตาบอด มันทำให้ฉันหยุดตีความภาพที่เห็นแต่ใช้หูและใจจับเอาแค่ความรู้สึกดีๆ ที่ลอยขึ้นมาจากเสียงปรบมือของคนดูคนฟัง
 
          “ พี่ๆ โก้หน้าตาเป็นยังไง ” คนตาบอดที่เล่นดนตรีบนเวทีที่พวกเราไปร่วมงานยืนคุยกัน 2 คน โดยมีฉันยืนอยู่ใกล้ๆ คนตาบอดสนิทถามคนที่ตาบอดข้างเดียว ยังเหลือดวงตาอีกข้างแต่ก็ค่อนข้างพร่ามัว ชายคนที่ถูกถามตอบไปว่า
 
          “ โก้ ก็คล้ายๆ พี่นี่แหละ อ้วนๆ หัวล้านๆ ไม่หล่อหรอก ” ฉันยืนกลั้นหัวเราะอยู่ข้างๆ เพราะเวลานั้นโก้ก็ไม่อ้วนแถมผมก็ยังเต็มหัว อือ … รู้แล้วว่าคนตาบอดเขาช่างจินตนาการ!
 
          ในวันนี้ … พวกเรานั่งกินข้าวในห้องรับรองพิเศษ ทั้งอาหารและเครื่องดื่มยกมาบริการอย่างไม่หยุดหย่อน จนอิ่มแปล้กันทั้งวงทาเคชิ ฉันหยิบเอาทิปที่ลูกค้าให้ 500 ส่งให้พนักงานที่มาดูแลพวกเราในช่วงกินข้าว หากเป็นเมื่อ 10 ปีที่แล้วฉันคงกำแบงก์ 500 นั้นแน่นแล้วเอามาแบ่งกันในวงด้วยความดีใจ นานๆ ทีจะมีลูกค้าใจดีให้ตังค์พิเศษกับพวกเรา … การ์ด 4 -  5 คนเดินมาส่งพวกเราที่รถ เดินไปไหนมาไหนก็มีการ์ดคอยกันให้ตลอดเวลาที่มาร้องเพลงในร้านหนึ่งที่จ.ระยอง ลูกค้าก็น่ารักและให้กำลังใจตลอดเวลาที่แสดง ฉันขึ้นไปนั่งบนรถ สีเกดขับกลับกรุงเทพฯ รถยนต์คันโตหนัก 2 ตัน ราคาแพงเท่าบ้านคันนี้ ทุกครั้งที่นั่งฉันได้สำนึกและขอบคุณแฟนเพลงและผู้คนที่สนับสนุนฉันตลอดเวลาที่ทำให้ฉันมีทุกอย่างในวันนี้ …
 
          สิ่งต่างๆ ที่ฉันมี เสื้อผ้าที่ฉันสวมใส่มาจากแรงสนับสนุนของผู้คนที่ยังคงให้กำลังใจกับฉันทุกครั้งที่ร้องเพลงหรือแม้แต่ครั้งที่ผิดพลาด ถึงจะไม่ได้พบเจอกันตรงๆ ฉันก็อยากจะบอกว่า ฉันยังคงสำนึกในบุญคุณและความรักที่ได้รับจากวันนี้จนถึงวันนี้และตลอดไป …
 
          ป.ล. ฝากเป็นกำลังใจให้ลูกทีมหน้าตาแย่ของฉันที่ตกรอบกันไปแล้วหลายคน (เฮ้อ! ใครๆ ก็ไม่รัก) อย่าทิ้งพวกเขาเหมือนที่ไม่ทิ้งฉัน … กราบขอบคุณมากมาย
.......................................
(หมายเหตุ วันนั้น … วันนี้ : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)