บันเทิง

เพลงของพ่อจากคำสอนของพ่อ

เพลงของพ่อจากคำสอนของพ่อ

30 พ.ย. 2555

เพลงของพ่อจากคำสอนของพ่อ : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... องอาจ สิงห์ลำพอง

          ภาพยนตร์ 1 ใน 9 เรื่องจากโครงการเทิดเกล้า ของช่อง 9 อสมท ที่ล้วนสร้างจากคำสอนของพ่อ เพื่อถ่ายทอดสู่ประชาชนทั่วไป ภาพยนตร์ไทยเรื่อง เพลงของพ่อ จากบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ที่ผมรับหน้าที่เขียนเรื่อง เขียนบทภาพยนตร์และกำกับภาพยนตร์เอง ผมถือว่าครั้งหนึ่งในชีวิตการที่ตัวเราใช้ความสามารถที่ตัวเองมีอยู่ ได้ทำอะไรที่แม้จะดูเล็กน้อยเพื่อในหลวงของเรา แค่นี้ชีวิตก็เกิดมาคุ้มค่าแล้ว ภาพยนตร์เพลงของพ่อ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนเล็กๆ ต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง ครูสุพงษ์ (โก้ มิสเตอร์แซกแมน) ครูสอนดนตรีผู้มีความมุ่งมั่นใฝ่ฝันที่จะสร้างวงโยธวาทิตจากเด็กนักเรียนตัวเล็กๆของเขาเพื่อที่จะมาเล่นบทเพลงของพ่อเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันเฉลิมพระชนมพรรษาปีนี้ให้ได้ ความฝันของครูและเด็กๆ กำลังจะเป็นความจริง แต่ครูสุพงษ์ก็ต้องมาประสบกับอุบัติเหตุอย่างไม่คาดฝัน ครูสุพงษ์ต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลนานเกือบเดือน ฝันของเด็กนักเรียนที่อยากจะเล่นดนตรีให้พ่อได้ฟังก็เริ่มห่างออกไป
 
          และแล้วความฝันที่เลือนรางก็กลับดูแจ่มชัดขึ้นเมื่อเช้าวันต่อมาเด็กๆ ก็ได้มาพบกับ ภานุ (ฟิล์ม รัฐภูมิ) นักดนตรีหนุ่มที่เติบโตมาพร้อมกับดนตรีสมัยใหม่ที่แววตาเต็มไปด้วยความมั่นใจในฝีมือทางดนตรี ภานุเข้ามาเป็นครูสอนเด็กๆ เหล่านี้แทนครูสุพงษ์ เด็กๆ ทุกคนดีใจที่อย่างน้อยก็ยังสามารถทำตามความฝันต่อไปได้ โดยเฉพาะ ปื้ด (ไท) เด็กอ้วนรุ่นน้องมือทรัมเป็ตของวงที่ดูจะถูกอกถูกใจครูใหม่ของเขาเป็นที่สุด ภานุเองก็ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะมาสอนเด็กๆ ซักเท่าไหร่ อีกทั้งยังต้องมาเจอกับปัญหาในการเล่นดนตรีของเด็กแต่ละคนอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนั้นภานุต้องถูกจับตามองของ ครูฟ้า (เบลล์ เกริลลี่ เบอรรี่) ครูสาวสอนวิชาสังคมที่คอยจ้องจะจับผิดภานุระหว่างที่สอนดนตรีให้แก่เด็กๆ พร้อมทั้ง ครูนุ่น ("ยุ้ย" ณพอาภา เทวกุล ณ อยุธยา) ครูสอนภาษาไทยที่เหมือนจะเอาใจช่วยภานุอยู่ห่างๆ เสมอ
       
          ผมได้แรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องนี้จากการได้อ่านพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับความสามัคคี ว่า "สามัคคีหรือการปรองดองกันไม่ได้หมายความว่าคนหนึ่งพูดอย่างหนึ่ง คนอื่นต้องพูดเหมือนกันหมด ลงท้ายชีวิตก็ไม่มีความหมาย ต้องมีความแตกต่างกันแต่ต้องทำงานให้สอดคล้องกัน แม้จะขัดกันบ้างแต่ต้องสอดคล้องกัน”  ผมเชื่อว่าคงยังมีใครอีกหลายคนที่เคยคิดเหมือนผมว่า ความสามัคคีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนในกลุ่มคิดเหมือนกัน ทำอะไรเหมือนกันจึงจะเรียกว่าความสามัคคี แต่ในความจริงแล้ว การที่คนเราคิดต่าง แต่อยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุขต่างหากจึงเรียกว่า ความสามัคคี ผมเปรียบความสามัคคีกับวงโยธวาทิต เครื่องดนตรีทุกชิ้น แม้มีรูปทรงต่างกัน ให้เสียงต่างกัน แต่จะไพเราะได้ก็ต่อเมื่อเล่นสอดประสานกันเป็นบทเพลงได้
        
          ทำให้ผมได้คิดต่อไปอีกว่า การที่ได้ใส่เสื้อสีเหมือนกันอยู่ร่วมกลุ่มเดียวกัน อย่าทะนงคิดว่าพวกคุณสามัคคีกัน  การที่เราใส่เสื้อสีต่างกันกับคนอื่นแต่อยู่ด้วยกันได้อย่างปรองดองต่างหาก เราถึงเรียกว่า ความสามัคคี และหวังว่ามุมมองเล็กๆ ที่ได้จากภาพยนตร์เรื่องนี้จะขยายผลไปสู่วงกว้างของสังคมใหญ่ได้ต่อไป
        
          ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมนี้ เวลา 14.00 น. พบกับภาพยนตร์ในโครงการเทิดเกล้า ที่โรงภาพยนตร์ สยามพารากอน และโรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ทั่วไป
.......................................
(หมายเหตุ เพลงของพ่อจากคำสอนของพ่อ : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... องอาจ สิงห์ลำพอง)