Cold Warไม่ใช่แบรนด์เนมแต่ก็ไม่โนเนม
Cold Warไม่ใช่แบรนด์เนมแต่ก็ไม่โนเนม : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
อาจจะด้วย “ไลฟ์สไตล์การดูหนัง” และยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ผมเลยเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า แบบและเบ้าของหนังจีนหรือฮ่องกงแบบ “จอมยุทธ์” ที่เราเคยเติบโตมากับทศวรรษที่ 70-80 นั้น จะไม่กลับมาอีกใน 10 ปี นับจากนี้
หลักฐานอย่างหนึ่งที่แสดงออกมานานแล้วก็คือ 15 ปีย้อนหลังไป แทบไม่มีหนังจีนที่ขึ้นมาได้แบบเป็นกลุ่มเป็นก้อน ที่พอจะคาดหวังอะไรได้เลย อย่างดีก็มาเป็นเรื่องๆ และหายไป (เช่นงานบางเรื่องของอั้งลี กับ Hero ของจางอี้โหมว) แม้แต่การเปลี่ยนผ่านของนักธุรกิจในเซี่ยงไฮ้ ที่อยากจะทำหนังจีนให้กลับมาในสไตล์ใหม่ ถึงขนาดเชิญนักจารณ์กลุ่มหนึ่ง(ผมอยู่ในนั้นด้วย) ไปนั่งฟังไอเดียเมื่อไม่นานมานี้
ผลก็คือ ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่พูด เพราะ 3 โปรเจกท์ที่ออกมา ค่อนข้างล้มเหลวในตลาดใหญ่ พอเป็นแบบนี้ ผมจึงคิดว่าเราคงต้องคาดหวังกับหนัง “เป็นเรื่องๆ” ไป ที่พอจะมีแวว หรืออย่างน้อยคอยเป็นสีสัน รอให้อุตสากรรมหนังจีนกลับมาในอนาคต เพราะเขาต้องรับกับการเป็นเจ้าโลกในหลายหมวดสินค้า (โดยมีอินเดียเป็นคู่แข่ง เพราะฮอลลีวู้ดก็ไม่เร้าร้อนอะไรแล้ว)
ตอนเทศกาลหนังปูซานปีนี้ที่ผ่านมา มีหนังเรื่องหนึ่งถูกวิจารณ์ว่าน่าสนใจ หนังเรื่องนั้นมีชื่อเชยๆ ว่า cold war และในบทความบางชิ้นของเว็บอเมริกันถึงขนาดบอกว่า “อึ้ง ทึ่ง มันส์” กับตัวหนัง ซึ่งผมคิดว่า อาจเป็นเพราะหนังสนุกกว่าที่คิด คนที่ไปดูรอบสื่อเมื่อหลายวันก่อน จึงไม่มีใครบ่นเหมือนดูหนังจีน หนังฮ่องกง ระยะหลังๆ ว่า น่าเบื่อหรือเชยอะไรทำนองนั้น
Cold War มาปิดบังตัวเองว่า กำลังเดินรอยตามสูตรของ infernal affair ของ แอนดริว เลา เมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่ก็มีความเป็นตัวของตัวเองด้วยการลดฉากแอ็กชั่นที่ไม่จำเป็นลง ใส่สไตล์และความเป็น noir แบบใหม่เข้าไป เพียงแต่เนื้อหานั้น ว่ากันตามตรงก็ไม่ได้ฉีกหนีออกไป เพียงแต่มันไม่ได้น่าเบื่อเลยในการดู
โดยตัวพล็อตเอง ก็พูดถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงสองคน ที่ทำงานขัดแย้งกันเชิงนโยบายและวิธีการจัดการกับเหตุร้าย เรื่องนี้บวมเบ่งออกมาให้เราเห็น เมื่อเกิดการชิงตัวประกัน และต้องการเงินก้อนโตไปแลก ทุกอย่างในการตกลง มีทั้งสมหวังและผิดพลาด มีคนรอดและการตาย เพียงแต่ว่า สิ่งที่เป็นประเด็น กลับไม่ใช่เงินหรือการตาย หากแต่เป็น “เงื่อนงำบางอย่าง” ที่ซ่อนอยู่ในกรมตำรวจเอง
บทของหนังค่อนข้างดีนะครับ หลอกล่อคนดูไปอีกทาง และพาไปอีกเส้น เหมือนการทำงานของตำรวจสายลับจับคนร้าย เพราะความคาดเดาไม่ได้ชัดๆ นั้น ทำให้คนดูอยู่กับหนังได้ตลอดเวลา และแม้จะพากย์ไทยด้วยเหตุผลทางการตลาด แต่ต้องขอชมว่า cold war เป็นหนังที่ทีมพันธมิตรพากย์ไม่หลุดเลย ไม่มีเล่น จนหนังเสีย
เมื่อดูจากภาพรวม นี่ไม่ใช่ gangster นิยมตามจารีตที่หนังจีนชอบเอามาขาย ไม่ใช่งานแบบที่เล่นกับ violence และแนวทางของ cops แต่มีจุดเด่นที่ยอมลดสถานการณ์ และเพิ่มสไตล์เข้าไป ทำให้หนังมีความขรึมขึ้น ดูหนักแน่นมากขึ้น สิ่งที่พิสูจน์ได้ก็คือ เมื่อเทียบกับหนังฮ่องกงแบบเดียวกัน cold war ดูได้ตลอดเรื่องโดยไม่น่าเบื่อแม้จะชินกับแนวทางนี้
ข้อบกพร่องมีอยู่สองอย่างคือ การผูกตัวละครที่ไม่สำคัญนั้น มีความล่องลอยเข้ามาออกไป อย่างเลื่อนลอย อย่างที่สอง มันมีลักษณะของการเป็นหนังโฆษณาชวนเชื่อของกรมตำรวจสูง พูดง่ายๆ คือ หนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงผู้ร้ายหรืออาชญากร แต่ต้องการชี้ไปที่เรื่องขององค์กร และสร้างภาพลักษณ์ใหม่
สิ่งที่หวังและภาวนาว่าอย่าเกิดขึ้นก็คือ หนังเรื่องนี้ทำท่าจะมีภาคสองแน่ๆ ทีนี้ภาคต่อที่ว่านั้น ไม่ควรพลิกผันเหตุการณ์จนดูเวิ่นเว้อ มากเกินไป เพราะอะไรที่มันพลิกกันมาตาลปัตรหลายที สุดท้ายกฃถ้ามือไม่ถึง ก็เละ
2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมดูหนังเยอะมาก ราวๆ 12 เรื่องหนังใหม่ ชอบสุดคือ The Master และไม่ชอบที่สุด รู้สึกเสียเวลาคือ Twilight ภาคจบ แต่สำหรับ Cold War พวกเขาเหมือนมวยรุ่นกลาง ก่อนขึ้นเวที ไม่ค่อยมีคนรู้จัก แต่ต่อยเสร็จแล้ว มีคนจำได้ เวทีหน้า มีอีกแน่นอน
.......................................
หมายเหตุ : ลมหนาวมาแล้ว ฉะนั้นระหว่างเดิอนธันวาคม-กุมภาพันธ์ปีหน้า ทางสถาบันเกอเธ่จึงจัดฉายหนังกลางแจ้งทุกวันอังคาร เวลา 19.30 ที่สาทรซอย 1 และดูฟรี ใครสนใจ โทรไปได้ที่ 0-2287-0942-4 นอกจากนี้ผู้ที่สนใจในภาษาเยอรมันจะได้มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของผู้ที่ใช้ภาษาเยอรมันเป็นหลักแล้ว ผู้ที่มีพื้นเพเกี่ยวข้องกับเยอรมันเองยังได้มีโอกาสรับชมผลงานที่เป็นปัจจุบันของผู้กำกับภาพยนตร์ในประเทศบ้านเกิดของพวกเขาอีกด้วย
.......................................
(หมายเหตุ Cold Warไม่ใช่แบรนด์เนมแต่ก็ไม่โนเนม : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



