
เอกขนกดูหนัง:The Girl Who Leapt Through Time
The Girl Who Leapt Through Time : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ผมมีโอกาสดูหนังแอนิเมะ หรือหนังแอนิเมชั่นจากญี่ปุ่นเรื่อง “Wolf Children” ในโรงหนังลิโด้สยามสแควร์ จำได้ว่าหลังเดินออกจากโรง หนังเรื่องนี้ยังตรึงอยู่ในความรู้สึกนานนับชั่วโมง เฝ้าครุ่นคิด คำนึง อยู่กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนัง ซึ่งอันที่จริงมันก็ไม่ได้ทิ้งปริศนาหรือตั้งคำถามใดใดให้กับคนดูหรอกครับ เพียงแต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยที่งอกเงยเติบโตระหว่างเรื่องราวดำเนินไป สุดท้ายมันสร้างอารมณ์ร่วมบางอย่างให้ระลึกนึกถึง ความรู้สึกบางอย่างมันวิ่งวนเวียนอยู่ในหัว สลัดไม่หลุด ลืมไม่ลง ดึงเราจมดิ่งอยู่กับภวังค์นานหลายนาทีทีเดียว
ด้วยเรื่องราวสุดแสนจะธรรมดา มีเทิร์นนิ่งพ้อยท์เป็นซีเควนซ์ดราม่าแฟนตาซี หักเหเรื่องราวเดินไปอีกทาง กระชากอารมณ์ไปอีกระดับ กราฟทางอารมณ์ขึ้นๆลงๆผ่อนหนักผ่อนเบาอยู่เป็นระยะ ก่อนจะจบลงอย่างสวยงามประทับใจจนทำให้อึ้งเรื่องราวของครอบครัวมนุษย์หมาป่า ที่ชะตาชีวิต วิถีการดำเนิน เรียบง่าย มีทุกข์มีสุขไม่ต่างจากมนุษย์ปุถุชน ต่างก็เลือกทางเดินตามจิตวิญญาณเสรีของตน การได้ดู “Wolf Children” ครั้งนั้น ทำให้อยากรู้จักผู้กำกับ และกลับไปตามหาหนังเก่าๆ ของเขามาศึกษา หาแง่คิดง่ามมุมในชีวิตที่ผู้กำกับคนนี้เพ่งมองด้วยสายตาแห่งความเข้าใจผ่านเรื่องเล่าเหนือจริงในบางขณะ และ “The Girl Who Leapt Through Time” หนังแอนิเมะเรื่องแรกของเขา ก็แสดงถึงวิสัยทัศน์ในลักษณะนี้เช่นกัน
หลายคอมเม้นท์ของนักดูหนังทั้งอาชีพและสมัครเล่นบนกระดานเวบบอร์ดในโลกออนไลน์บอกว่ามันเป็น ‘Sci-Fi Drama’บ้าง เป็น ‘Drama Fantasy’ บ้าง แต่ในความเห็นของผม “The Girl Who Leapt Through Time” เป็นหนัง Coming of Age ที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งทีเดียว
พล็อตสาวน้อยกระโดดข้ามกาลเวลา ย้อนกลับไปยังอดีตเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดกลับไปกลับมา แม้จะออกไปสุดทางของหนังแฟนตาซี แต่อันที่จริงเรากลับพบว่า สาวน้อย‘มาโกโตะ’ ไม่ได้เปลี่ยนโลก เปลี่ยนผู้คน หรือสร้างวีรกรรมหาญกล้าใดใดให้น่าชื่นชมเลยแม้แต่น้อย เด็กสาวอายุ 17 อย่างเธอ ก็เป็นแค่เด็กวัยรุ่นทั่วไปที่ใช้ชีวิตไร้สาระไปวันๆ มหัศจรรย์แห่งการเดินทางข้ามเวลาที่เธอค้นพบ ก็ถูกใช้ไปด้วยเรื่องไร้สาระในหลายๆ ครั้ง (ไม่ว่าจะเป็นหาทางปฏิเสธการถูกบอกรักของเพื่อนชาย, หาทางช่วยให้เด็กสาวมีโอกาสแสดงความรู้สึกต่อเพื่อนหนุ่มของเธอที่หนูน้อยแอบหลงรัก, ย้อนเวลาเพื่อจะร้องคาราโอเกะได้หลายชั่วโมงหรือแอบกลับไปแก้คะแนนสอบที่ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปฯ) แม้บางครั้ง การย้อนเวลาของเธอจะทำไปเพื่อหลีกหนีจากเรื่องใหญ่อย่างความตาย แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตของเธอหรือใครเปลี่ยนแปลงไปชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ...แต่สุดท้ายพลังวิเศษในการกระโดดข้ามเวลากลับทำให้ตัวเธอพบว่า ชีวิตหาได้ผูกติดกับเงื่อนเวลา หนทางที่ชีวิตเลือกเดินไปข้างหน้าหรือการตัดสินใจของเราต่างหาก ที่จะพาเราไปเจอใครหรือเรื่องราวใดใด หรืออาจจะทำให้ใครต้องพรากจากเราไปเสียด้วยซ้ำ
แรกๆ ผมดูหนังเรื่องนี้ด้วยความอึดอัด นึกชิงชังแม่หนู ‘มาโกโตะ’ อยู่ในใจ แต่ก็หวนคิดได้ว่า เมื่อตอนเราอายุเท่านั้น หลายๆ ครั้งเราก็ทำเรื่องงี่เง่าเบาปัญญาไม่น้อยไปกว่าเธอหรอก มหัศจรรย์ของพลังกระโดดข้ามเวลาหาได้นำพาปรัชญาชีวิตมาให้ ‘มาโกโตะ’ ได้เรียนรู้ แต่น่าจะส่องทางให้วุฒิภาวะทางปัญญาของเธอสว่างวาบในช่วงเวลาหนึ่งทำให้เธอได้เรียนรู้และเข้าใจในการกระทำของตัวเองในระดับหนึ่ง(และแน่นอนว่าเธอก็ไม่อาจเข้าใจในความคิดและพฤติกรรมเพื่อนชายของเธอหรอก)...Time Waits for No One ไม่เคยรอใคร หรือไม่สามารถหยุดใครได้เลยด้วยซ้ำ ชีวิตมีโชคชะตานำพา ผนวกกับการกระทำของเราเป็นครรลองส่องทางให้ชีวิตเดินไปข้างหน้าหนังสะท้อนความเป็นจริงของชีวิตวัยรุ่นมากกว่าจะเทศนาสั่งสอนว่าเป็นเด็กเป็นเล็กอย่าคิดเปลี่ยนโลกพลังพิเศษแค่ทำให้เธอสนุกกับการใช้ชีวิตบางชั่วขณะ แต่ในเวลาถัดมา มันอาจทำให้เธอเป็นทุกข์ก็ได้
ชีวิตวัยรุ่น มีช่วงเวลาที่งดงาม เปี่ยมสุข อมทุกข์ คละเคล้าปะปนกันไป หลายครั้งหลายคนผ่านทุกข์แต่ก็ลุกเดินต่อไป บางคนอาจจมจ่อมอยู่กับความสุขจนไม่สามารถรับมือกับความทุกข์ที่จู่โจมเข้ามาในบางขณะ ชีวิตไม่เพียงเดินต่อไป แต่กรรมสิทธิ์ในการเลือกทางเดิน เลือกที่จะเป็น เลือกที่จะไป ยังอยู่ในอุ้งมือแห่งการตัดสินใจของเรา ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นเด็กหญิงวัยรุ่นที่บังเอิญได้รับพลังวิเศษ หรือมนุษย์หมาป่าที่กำลังโตเป็นหนุ่ม คนทำหนังที่ชื่อ มาโมรุ โฮโซดะอาจจะสื่อความคิดอ่านผ่านหนังของเขาแบบไหนนั้น ก็คงแล้วแต่คนจะมองและตีความ ซึ่งผมรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ พร้อมแอบให้สัญญากับตัวเองว่า จะหาเวลาดูหนังอีกเรื่องของเขาที่ชื่อ “Summer Wars” ให้จงได้
.......................................
(หมายเหตุ The Girl Who Leapt Through Time : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)



