
โลกเปลี่ยนไปดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง16
โลกเปลี่ยนไปดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง16 : คอลัมน์ โลกนี้ดนตรีไทย โดย... ขุนอิน
ที่วัดพระพิเรนทร์สมัย 40 กว่าปีที่แล้วมานั้น ถือว่าเป็นเวทีแจ้งเกิดของเหล่าบรรดานักระนาดที่มีฝีมือสูง ถ้าใครตีระนาดได้ไหวพลิ้วแล้ว เข้ามาตีโชว์ในงานไหว้ครูที่นี่แล้วจะต้องมีชื่อเสียงติดหูติดปากพวกปี่พาทย์ทั่วประเทศ อย่าง พี่เขียวหรือครูกมล ปลื้มปรีชา พอชนะ พี่ป๋อง สมนึก ศรประพันธ์ แล้วนั้นชื่อเสียงก็โด่งดังเป็นพลุแตก แต่ด้วยความเป็นนักระนาดที่มีสีเสื้อ มีสถาบันกรมศิลปากรติดตัวอยู่ก็อาจจะมีบางคนไม่ชอบที่พวกกรมศิลปากรออกมาประชันกับพวกชาวบ้าน บ้างก็มองว่าคนกรมศิลปมีฝีมือเหนือชาวบ้านอยู่แล้วพอมาประชันกันกับคนธรรมดามันก็เหมือนกับเป็นการรังแกชาวบ้าน แต่การกระทำของครูกมล ปลื้มปรีชานั้นผมคิดว่ามันเป็นการแสดงให้ชาวบ้านได้เห็นว่าเราเหล่าพวกกรมศิลปากรนั้นก็มีดีและมีฝีมือที่จะสู้กับนักระนาดที่มีคนหวั่นกลัวเพราะปราบมือดีมาหลายคนอย่างพี่สมนึก ศรประพันธ์ ได้เหมือนกัน ไม่ได้หวั่นกลัวหัวหดอยู่แต่ในกรมเท่านั้น
ที่สำคัญหลังจากที่ปราบระนาดดังแห่งยุคได้แล้วครูกมล ปลื้มปรีชาก็ไม่ได้ออกไปรังแกหรือไปข่มเหงไปประชันกับปี่พาทย์ชาวบ้านตามงานวัดงานวาแต่อย่างใด ท่านก็วางตัวสมกับเป็นนักระนาดเอกของกรมศิลปากรได้อย่างดีเยี่ยมคล้ายกับ ครูสุรเดช กิ่มเปี่ยม นักระนาดมือ1 อีกหนึ่งท่านของกรมศิลปากรในยุคนั้นนั่นเอง เรียกว่าขอแค่ครั้งเดียวทำให้ชาวบ้านได้ดูเป็นขวัญหูขวัญตาแล้วก็กลับไปอยู่บนหิ้ง ให้คนนับถือยกมือไหว้ด้วยความเลื่อมใสและศรัทธาในความเป็นนักดนตรีไทยของกรมศิลปากร
กลับมาในยุคสมัยปัจจุบันนี้ ความหมายของคำว่าประชันปี่พาทย์กับการประกวดปี่พาทย์นั้นมันก็มีความแตกต่างอยู่ตรงที่ว่าการมีการตัดสินให้มีผลแพ้ชนะหรือไม่ ถ้ามีก็ถือว่าเป็นการประกวดแต่ถ้าไม่มีก็จะถือว่าเป็นการประชัน ซึ่งจะว่าไปแล้วการประกวดปี่พาทย์นั้นเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งนั้นยอมรับความปราชัย ซึ่งมันก็เป็นเรื่องธรรมดาเหมือนกับการตัดสินกีฬาที่มองไม่เห็นผลแพ้ชนะเป็นตัวเลข อย่างเช่นมวยสากลสมัครเล่นที่ต่อยกันครบยกแล้วรวมคะแนนก็จะมีความเห็นที่ต่างกันไปของกรรมการแต่ละท่าน ขนาดเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยก็ยังไม่พ้นคำว่า "ค้านสายตาคนดู"
ในปัจจุบันนี้การประกวดดนตรีไทยก็จะมีการจัดขึ้นทั่วประเทศอย่างมากมายราวกับร้านสะดวกซื้อ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดขึ้นในระดับเยาวชนนานๆ ครั้งก็จะมีในระดับประชาชนทั่วไป อย่างเช่นการจัดการประกวดของ สพฐ.ที่ใช้ชื่อว่า งานศิลปหัตถกรรม ซึ่งก็จะจัดการประกวดดนตรีไทยในระดับประถมและมัธยมเป็นประจำกันทุกปีและก็จัดมานานหลายสิบปีแต่ก็จะเกิดปัญหาการตัดสินกันขึ้นทุกปีเหมือนกับเรียกว่ามีปัญหากันตั้งแต่ในระดับจังหวัดจนถึงตัวแทนภาคและบั้นปลายก็ระดับประเทศก็ยังหนีปัญหาการตัดสินของคณะกรรมการไม่ได้อีกและปัญหาการตัดสินมันก็จะคล้ายกับว่าหาจุดยืนอะไรไม่ได้ เพราะมันเป็นการตัดสินด้วยโสตประสาททางหูและตา ของคณะกรรมการนั้นเอง และหลายครั้งหลายๆ แห่งถึงจะตัดสินกันอย่างถูกต้องแล้วมันก็ยังต้องเกิดปัญหาการไม่ยอมรับจากผู้เข้าร่วมประกวดอยู่เป็นประจำโดยเฉพาะครูผู้สอนและผู้ควบคุม ซึ่งสาเหตุก็เกิดจากการที่ผู้เข้าร่วมประกวดนั้นมีดีไปคนละแบบคนละ
บางครั้งมันก็น่าเห็นใจคณะกรรมการตัดสินเพราะจะว่ากันจริงๆ แล้วอย่างการเข้าประกวดนั้นสมมุติว่ามีวงเข้าประกวด10 วงก็จะมีวงที่ชนะเลิศอยู่เพียงหนึ่งวงที่ชื่นชมผลการตัดสินของคณะกรรมการกับวงที่ได้รางวัลรองลงมาอีก 3 วงซึ่งก็ยังพอรับได้กับผลการตัดสินเพราะก็ยังได้รางวัลเหมือนกันแต่ที่เหลืออีก 6 วงแน่นอนส่วนใหญ่ก็จะไม่ยอมรับผลการตัดสินจากคณะกรรมการ แล้วพอกลับไปแล้วก็จะมีเสียงอวยพรแย่ๆ ให้กับคณะกรรมการที่ตัดสิน ซึ่งหลายครั้งก็จะทำให้มองหน้ากันไม่ติดจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งอะไรเหล่านี้มันก็จะไปสร้างทัศนคติที่ไม่ดีต่อเยาวชนที่เป็นผู้เข้าร่วมการแข่งขันนั่นเองแหละครับและการประกวดเพราะจะว่ากันจริงๆ แล้ว เด็กที่เป็นผู้เข้าบรรเลงในการประกวดเองนั้นไม่เคยไปทะเลาะกับคณะกรรมการหรอกครับ ครูหรือผู้ฝึกสอนกันทั้งนั้นแหละครับที่จะเป็นจะตายกัน เพราะว่าอะไรหรือครับ ผลการประกวดของเด็กแหละครับปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าเป็นผลงานของครูผู้ควบคุมถ้าได้รางวัลมอย่างน้อยที่สุดก็จะได้ประกาศหน้าเสาธงของโรงเรียนเราเองว่าเมื่อวานนี้เด็กของเราได้รับรางวัลที่นั่นที่นี่เป็นในเชิงสดุดีความปลาบปลื้มปิติมันก็จะไปอยู่ครูผู้สอน ซึ่งผมก็คิดว่ามันเป็นเรื่องมี่ถูกต้องแล้วที่เราต้องเหนื่อยยากทั้งแรงกายแรงใจ กรรมการมาตัดสินแบบซี้ซั้วมันก็ต้องใช้วาทะโต้ตอบกันไป แต่จริงๆ แล้วกรรมการเขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะเด็กมันก็มีดีไปคนละแบบมันไม่สามารถจะทำตามใจทุกคนได้หรอกครับ
นี่แหละครับ การตัดสินด้วยหูด้วยตาถึงจะยุติธรรม มันก็ต้องเป็นแบบนี้แต่ในทางตรงกันข้ามในการประกวดดนตรีไทยที่มีการจัดทั่วประเทศทั้งภาครัฐและเอกชนมันก็ใช่ว่าจะมีกรรมการเป็นเถรตรงไปทุกที่นะครับเดี๋ยวนี้หลายสถาบันนั้นฉลาดหลักแหลมในการพิชิตรางวัลพอรู้ว่าท่านผู้ทรงคุณวุฒท่านนี้เป็นกรรมการตัดสินอยู่หลายแห่ง ก็จ้างเขามาสอนซะโรงเรียนเราซะเลย ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิถ้าอยากให้มีโรงเรียนหรือสถาบันเชิญไปสอนเยอะๆ ก็ต้องไปเป็นกรรมการตัดสินที่ต่างๆ แยะๆ อืม เห็นมั้ยล่ะครับ "โลกเปลี่ยนไปดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง" เสียจริงๆ เลยนี่ อ๊ะๆ ยังไม่จบนะครับเรื่องนี้มีให้อ่านกันถึง 20 ตอน อีก 2 สัปดาห์ค่อยมาอ่านกันใหม่นะครับ
.......................................
(หมายเหตุ โลกเปลี่ยนไปดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง16 : คอลัมน์ โลกนี้ดนตรีไทย โดย... ขุนอิน)



