
หนังมลทินกับหนังบริสุทธิ์ ใครจะอยู่รอดในตลาด
อ่านข่าวดารานักแสดงที่มีความสามารถจริงๆ ถูกติดต่อจ้างไปเล่นหนังไซไฟ และผู้กำกับบอกให้ทำท่าต่อสู้กับคอมพิวเตอร์กราฟฟิกแล้ว รู้สึกขำขื่นและขมขื่นนิดๆ
ขำขื่นก่อนแล้วกัลล์ เขาบอกว่ามันเป็นเรื่องที่ตลก ที่นักแสดงที่มีความสามารถนั้น จะต้องแสดงร่วมกับกราฟฟิกในหนัง แทนที่จะได้เล่นกับมนุษย์จริงๆ อย่างที่สองก็คือ มันกลายเป็นว่า คนจริงๆ กลายเป็นตัวรอง ส่วนเทคโนโลยีนั้น กลายเป็นตัวหลัก
เรื่องนี้ทำให้คิดไปถึงช่วงกลางทศวรรษที่ 90 มาจนถึงปีนี้ ที่พยายามจะมีคนสร้างหนังบริสุทธิ์ออกมาเพื่อต่อต้านหนังที่มีการนำเอาเทคโนโลยีมากๆ มาใช้ หรือเอาคอมพิวเตอร์มาสร้างตัวละครเอง
ต้นทศวรรษที่ 80 เป็นต้นมา วงการหนังยุคใหม่มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง โดยเฉพาะการพยายามค้นหารูปแบบการนำเสนอใหม่ๆ ที่อาศัยพื้นฐานของหนังในช่วงยุค 30-60 (หว่อง คาไว กับ โรเบิร์ต เครเมอร์, จอห์น วู กับ เควนติน ตารันติโน มาจากแซม แพคกินพาห์, ไบรอัน เดอ พัลมา มาจาก อัลเฟรด ฮิทช์ค็อก, ไมเคิล มัวร์ มาจาก แอกเนส วาร์ด้า และอื่นๆ อีกมากมาย)
แต่อย่างที่บอก ช่วงกลางทศวรรษที่ 90 เป็นต้นมา รูปแบบอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นและประกาศตัวเองว่าเป็นอิสระจากทุกอย่าง ก็คือ รูปแบบการทำหนังแนวอิสระหรือศิลปะบริสุทธิ์อย่าง Dogma
คำว่า Dogma นั้น ภายหลังรูปแบบที่ทำหนังศิลปะเพียวๆ ก็มีการใช้ศัพท์อีกหลายคำ แต่คำที่เวิร์กที่สุดก็คือ Dogma นี่แหละ Dogma นั้น เป็นแนวคิดของสร้างหนังหรือการทำหนัง ที่เน้น "ความบริสุทธิ์" หรือใช้กฎของความบริสุทธ์ เหมือนกินอาหารก็ไม่ใส่ผงชูรส ไม่ใส่สีและกลิ่น (สีและกลิ่นทำให้อาหารดูสวยงามและน่ากิน)
Dogma เกิดจากแนวคิดของคนทำหนังแถบสแกนดิเนเวีย อย่าง เดนมาร์ก, สวีเดน, ฟินแลนด์ และ นอร์เวย์ แต่แนวคิดนี้เริ่มก่อนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวที่กรุงโคเปนเฮเกนในปี 1995 โดยคนทำหนังกลุ่มหนึ่งที่มีความคิดริเริ่ม
แนวคิดแบบ Dogma ได้รับการตอบสนองหรือสนับสนุนจากเทศกาลหนังโตรอนโตที่แคนาดา ในเดือนกันยายน ปี 2001 ที่ผ่านมา ถึงขนาดมีการจัดโปรแกรมฉายให้แก่หนังแนวนี้โดยเฉพาะ
ถ้าจะอ้างถึงงานที่เป็น Dogma และประสบความสำเร็จ เรื่องหนึ่งที่ต้องให้เครดิตก็คือ Italian for Beginners ของผู้กำกับ โลน เชอร์ฟิก (ซึ่งเป็นผู้หญิงเสียด้วย) คอนเซ็ปต์ของการสร้างหนังแบบ Dogma ได้รับความสนใจไม่ถึงกับได้รับความนิยม และขณะเดียวกันก็ไม่ถึงกับซบเซา
เพราะคนที่ดูหนังแบบฮอลลีวู้ดมาตลอด ยากที่จะรับหนังแบบแนวทาง Dogma เพราะ Dogma มีกฎอยู่ 10 อย่างให้ปฏิบัติราวกับบัญญัติ 10 ประการของศาสนาคริสต์
1.ห้ามมีการจัดฉาก ต้องใช้สถานที่จริงถ่ายทำ
2.ต้องบันทึกเสียงจริงๆ ในขณะถ่ายหนัง
3.ต้องใช้มือถือถ่าย ห้ามใช้ขาตั้งกล้อง
4.ห้ามจัดแสง เน้นแสงธรรมชาติ
5.ห้ามใช้อุปกรณ์พิเศษใดๆ กับกล้อง
6.ห้ามใช้การแสดงที่โอเวอร์ เพื่อเร้าอารมณ์และเพื่อจุดประสงศ์อื่นๆ
7.เหตุการณ์ในหนังต้องเกิดขึ้นในปัจจุบัน
8.เนื้อเรื่องต้องไม่ตื้นเขินแบบฮอลลีวู้ดหรือขาดเหตุผล
9.ใช้ฟิล์ม 35 มม.
10.ห้ามขึ้นชื่อผู้กำกับ
จะเห็นว่ากฎบริสุทธิ์ของ Dogma นั้น ดูจะผูกมัดคนทำงาน แต่ผู้กำกับหนังแนวทางนี้บางคนบอกว่ามันให้ความรู้สึกเหมือน "ปลดปล่อย" มากกว่า
เพราะอย่างหนึ่งก็คือเขาไม่ต้องทำหนังตามโจทย์ของสตูดิโอและนายทุน รวมทั้งใช้แค่ "กล้องมือถือ" ก็สามารถเป็น Dogma ได้แล้ว
เขียนกันมาแบบนี้ เราคงนึกภาพกันไม่ออก เพราะมันไม่ใช่หนังสารคดีเพียวๆ (แม้ว่าจะมีรูปแบบบางส่วนที่ซ้อนทับ) ตัวอย่างที่พอจะสามารถไปหากันอยู่ได้หรืองานที่เข้าข่ายของ Dogma ก็มี The Celebrate ของ โธมัส วินเทอร์เบิร์ก, The Idiots ของ ลาร์ส ฟอน เทียร์, Mifune ของ โซเรน จาคอฟเซน, The King is Alive ของ คริสเตียน เลฟริง หรือ Italian for Beginners ของ โลน เชอร์ฟิก
หากดูหนังตัวอย่างหรือเคยดูหนังบางเรื่องที่กล่าวมา เราจะพบว่าหัวใจหลักๆ ของ Dogma ก็คือการไม่พยายามจะ "เร้าอารมณ์" ของคนดูจนเกินเลย หรือทำทุกอย่างเพื่อให้ผู้ชมเกิดอารมณ์ร่วมสูงสุด ซึ่งวิธีการแบบนี้เป็น "ภาคบังคับ" ที่อุตสาหกรรมหนังของฮอลลีวู้ดเอามาขายกับสังคมโลกมายาวนาน
คำถามที่น่าคิดก็คือ แล้ว Dogma จะมีชีวิตอยู่ในโลกของภาพยนตร์แค่ไหน?
ถ้าจะเติบโตรุ่งเรือง คงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเป็นไปได้ ตราบใดที่มนุษย์ยังเสพความบันเทิงเพื่อบันเทิง (และไม่ผิด) แต่คงไม่สูญหายไปไหน
เว้นแต่ว่ามันถูกทำให้แค่ดูเท่ (cool, chic) ในช่วงเวลาหนึ่ง โดยที่ยังมีคำถามอีกว่า หนังแบบนี้จะอยู่ในความสนใจทั่วไป ได้แค่ไหนด้วย
ทำอาหารที่คิดว่าดี แต่ไม่มีคนสนใจกิน พ่อครัวก็ต้องคุยกับเจ้าของภัตตาคารเหมือนกัน
"นันทขว้าง สิรสุนทร"



