บันเทิง

ดู(โรง)หนังในจีน ตอนที่ 1

ดู(โรง)หนังในจีน ตอนที่ 1

28 พ.ค. 2552

ผู้กำกับปีเตอร์ ชาน (Comrades: Almost a Love Story เถียนมีมี่ 3650 วันรักเธอคนเดียว ,Three ตอน‘Going Home’ ,The Warlords) เคยให้สัมภาษณ์เมื่อครั้งเดินทางมาโปรโมทหนัง Perhaps Love ในไทย

  ว่า การพยายามหาทางบุกตลาดหนังในจีน ถือเป็นความท้าทายครั้งใหม่ของคนทำหนังเอเชียเลยทีเดียว (คิดแบบตรรกะง่ายๆ ว่า หากสามารถดึงผู้ชมเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์จากประชากรกว่าพันล้านคนของประเทศนี้มาดูหนัง จะเห็นจำนวนตัวเลขมหาศาลจากรายได้ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเย้ายวนไม่น้อยสำหรับคนทำหนัง) หากแต่ความเป็นจริงแล้ว สถานการณ์ของธุรกิจหนังในจีนนั้น มีอุปสรรคมากมายเกินกว่าที่คนทำหนังจะเจาะตลาดเข้าไปได้ง่ายๆ ด่านสำคัญอันดับแรก จีนนั้นได้ชื่อว่ามีปัญหาเรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เราสามารถพบเห็นแผ่นวีซีดี ดีวีดีหนังละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้งจากฝั่งฮอลลีวู้ด หรือหนัง ฮ่องกง ไต้หวัน หรือจีนเองก็ตาม วางจำหน่ายอยู่เกลื่อนกลาด ตั้งแต่ตลาดข้างถนน ไปจนถึงตั้งวางอย่างสวยหรูบนชั้นในห้างสรรพสินค้า ผมเคยเดินเล่นแถวๆนงแต่ตลาดนัดข้างถนน ไปจนถึงชั้นนงังไม่น้อย) แต่ป็นหนัง ตลาดโต้รุ่งยามค่ำคืนในเมืองเจียนวี่กวาน (เมืองชายแดนเล็กๆ ด้านทิศตะวันตก) แล้วพบว่าทุกๆ สามร้อยเมตร จะเห็นแผงขายหนังแผ่นละเมิดลิขสิทธิ์ตั้งเคียงข้างอยู่กับแผงขายบุหรี่เลยทีเดียว (คนจีนมักชอบสูบบุหรี่)

 การรุกคืบสู่ตลาดหนังในจีนของคนทำหนังเอเชีย เริ่มจากการชักชวนกันระหว่างค่ายหนังลงขันร่วมทุนข้ามชาติสร้างหนังฟอร์มยักษ์ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล และปีเตอร์ ชาน ก็ปิ๊งไอเดียนี้โดยเริ่มจากโปรเจกท์หนังเพลงเรื่อง “Perhaps Love อยากร้องบอกโลกว่ารัก” เมื่อสี่ปีก่อนนั่นล่ะครับ ตามด้วย “The Warlords” โดยมี “Red Cliff” หรือ “สามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ” ของผู้กำกับจอห์น วู เป็นเรื่องล่าสุด สาเหตุที่ต้องทำหนังฟอร์มยักษ์ ทุนสร้างสูง ปีเตอร์ ชานให้เหตุผลว่า คนจีนมักซื้อแผ่นวีซีดี ดีวีดี มาดูที่บ้านไม่ค่อยนิยมออกไปดูหนังในโรงสักเท่าไหร่ การจะดึงคนออกนอกบ้านมาเข้าโรงหนัง นั่นหมายถึงว่าหนังเรื่องนั้นต้องน่าสนใจจริงๆ และการที่หนังเรื่องหนึ่งจะดึงดูดความสนใจคนได้ขนาดนั้น ก็น่าจะเป็นหนังฟอร์มยักษ์ อลังการงานสร้างที่ทำได้ยิ่งใหญ่ไม่แพ้หนังจากฮอลลีวู้ดที่ครองตลาดหนังในจีนเช่นเดียวกับอีกหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งการหยิบนำเอาเกร็ดประวัติศาสตร์มาทำเป็นหนังให้คนในชาติได้ดูกัน

 ผมมีโอกาสเดินทางไปเยือนจีนถึง 3 ครั้งในเวลา 7 เดือน ส่วนใหญ่เมืองที่ไปก็มักเป็นเมืองที่มีปูมหลังทางประวัติศาสตร์เก่าแก่ อาทิ ซีอาน หลานโจว ตุนหวง จิงโจว เซียงหยาง ฯ และทุกครั้งที่แวะเวียนไปเยือนเมืองเหล่านี้ก็มักจะหาโอกาสตระเวนเดินดูตามย่านดาวน์ทาวน์ของแต่ละที่ พร้อมสอดส่องสายตามองหาโรงหนัง แต่ก็ไม่พบครับ มัคคุเทศก์ท้องถิ่นเล่าให้ฟังว่า โรงหนังในจีนส่วนใหญ่มักจะอยู่ตามหัวเมืองสำคัญที่ถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจมากกว่า อาทิ เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และกวางเจา อีกทั้งคนรุ่นเก่ายังถูกปลูกฝังจากนโยบายพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อครั้งอดีตที่ยังปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมซ้ายจัดว่า ‘หนัง’ เป็นสิ่งฟุ่มเฟือย ดังนั้นคนดูหนังส่วนใหญ่ในจีน จึงเป็นคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่มากกว่า

 แต่สุดท้ายจนแล้วจนรอดผมก็เจอโรงหนังเข้าจนได้ที่เมืองอู่ฮั่นครับ เมืองนี้เป็นเมืองสำคัญและมีขนาดใหญ่ที่สุดในมณฑลหูเป่ย ทั้งพื้นที่ จำนวนประชากร อีกทั้งยังเพียบพร้อมด้วยความเจริญในทุกๆ ด้าน ทั้งเรื่องของการคมนาคม ระบบสาธารณูปโภค ตึกรามบ้านช่อง และเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนานกว่า 3,000 ปี เคยเป็นสมรภูมิรบสำคัญในศึกผาแดง สมัยสงครามสามก๊กเมื่อเกือบสองพันปีก่อน และในอดีต ‘อู่ฮั่น’ ยังเป็นเมืองแห่งศูนย์กลางการค้าขาย เป็นหนึ่งในเมืองที่มีการปกครองพิเศษแบบกึ่งมณฑล เพราะเดิมเป็นเขต ‘เช่าซื้อพื้นที่’ ของอังกฤษที่เข้ายึดครองในช่วงหลังสงครามฝิ่นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ถือเป็นความอัปยศอดสูของชาวจีนที่พวกเขาอยากจะลืม โดยเมืองที่มีเขตการปกครองพิเศษเขตเช่าพื้นที่ของต่างชาติแบบนี้มีอยู่ด้วยกัน 3 เมืองคืออู่ฮั่น เทียนสิน และเซี่ยงไฮ้ ส่วนเกาะฮ่องกง และมาเก๊านั้น อังกฤษคืนให้จีนไปแล้ว แต่ยังคงการปกครองแบบเขตบริหารพิเศษ

 โรงหนังที่เมืองอู่ฮั่นมีชื่อว่า ‘Smile Wuhan Insun Cine City’ ครับ เป็นโรงหนังแบบมัลติเพล็กซ์เหมือนบ้านเรา ภายในมีโรงหนัง 6 โรง แต่ละโรงสามารถรองรับผู้ชมด้วยความจุตั้งแต่ 90-125 ที่นั่ง สนนราคาค่าตั๋วเข้าชมก็มีตั้งแต่ 30-60 หยวน (1หยวนประมาณ 5 บาท) ทั้งนี้ราคาค่าตั๋วสูงสุด ต่ำสุดขึ้นอยู่กับเวลาในการฉายหนังแต่ละรอบครับ ซึ่งรอบแรกจะเริ่มตั้งแต่เช้าประมาณ เวลา10.30 น. ไปจนถึงรอบสุดท้ายเวลา 21.30 น. ราคาค่าตั๋วจะแพงที่สุดก็ในรอบฉายตอนเย็นหลังเลิกงานช่วงเวลาประมาณ 17.00-19.00 น. อยู่ที่ 55-60 หยวน ส่วนรอบเช้า-เที่ยง ซึ่งมีคนมาดูกันน้อยก็ขายอยู่ที่ราคา 30 หยวน โรงมัลติเพล็กซ์ของที่นี่มีทั้งหมด 5 ชั้นครับ ตัวโรงหนังจะกระจายอยู่บริเวณชั้น 2 และ 3 ส่วนชั้น 4-5 เป็นคาราโอเกะ และโบว์ลิ่ง ในขณะที่ชั้นล่างพื้นที่ครึ่งหนึ่งถูกกั้นเป็น ‘Fun Zone’ จัดเป็นสัดส่วนของตู้เกมและเครื่องเล่นมากมาย รวมถึงตู้หยอดเหรียญแบบที่เรียกกันว่า ‘ตู้สลอต’ ซึ่งถือเป็นการพนันผิดกฎหมายในบ้านเรา แต่ที่ ‘อู่ฮั่น’ ผมเห็นเขาหยอดเหรียญเล่นกันทั้งคืน ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงครับ แม้ตัวโรงหนังจะปิดให้บริการไปแล้วก็ตาม บริเวณชั้นล่างตรงหน้าประตูทางเข้าจะมีช่องขายตั๋ว Box Office ตั้งหันหน้ารอรับผู้ชมเลยทีเดียว ถัดไปเป็นเคาน์เตอร์ขายเครื่องดื่มและของขบเคี้ยวจำพวกป๊อปคอร์น และเมื่อเลือกโปรแกรมหนังเรียบร้อยซื้อตั๋วเสร็จสรรพ ก็เดินขึ้นบันไดเลื่อนที่อยู่ข้างๆ ตรงไปยังโรงหนังได้เลย แต่สำหรับหนังที่ฉายรอบเช้าเวลา 10.30 น. ผู้ชมต้องเดินตรงไปขึ้นลิฟต์ที่อยู่ด้านหลังของโรงหนังอีกที

 โรงหนังมัลติเพล็กซ์ ‘Smile Wuhan Insun Cine City’ ที่นี่ ฉายหนังหลากหลายทีเดียวครับ มีทั้งหนังฮอลลีวู้ด หนังเกาหลี ฮ่องกง และจีนแผ่นดินใหญ่ ในกระแสและนอกกระแส ซึ่งในช่วงที่ผมเดินทางไปเยือนเป็นช่วงที่มีโปรแกรมหนังฟอร์มยักษ์เข้าฉายชนกันหลายเรื่องทีเดียว ทั้งหนังฮอลลีวู้ดและหนังในบ้านของตัวเอง

 สัปดาห์หน้ามาดูกันว่า คนจีนสนใจดูหนังกันมากน้อยแค่ไหน และสื่อมวลชนของที่นั่น ให้ความสำคัญกับพื้นที่ข่าวของหนังชาติตัวเองมากน้อยเพียงใด โปรดติดตามครับ

"ณัฐพงษ์ โอฆะพนม"