บันเทิง

พริกกะเกลือ:เทศกาลภาพยนตร์

พริกกะเกลือ:เทศกาลภาพยนตร์

19 พ.ย. 2555

เทศกาลภาพยนตร์ : คอลัมน์พริกกะเกลือ : โดย...นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ [email protected] : https://www.facebook.com/NithinandY

               เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ครั้งที่ 10 เริ่มแล้วตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา และจะมีไปถึงวันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายนนี้ ที่เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ รัชดา

                โดยทั่วไป เทศกาลศิลปะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลศิลปกรรม เทศกาลภาพยนตร์ เทศกาลดนตรี เทศกาลระบำรำฟ้อนต่างๆ มักไม่ค่อยได้รับความสนใจจากสังคมไทยมากนัก อาจเพราะวิถีชีวิตของคนไทยแต่เดิมมา ไม่ได้ให้ความสำคัญกับศิลปะในแง่ที่จะต้องออกจากบ้านไป “ชื่นชม” งานศิลปะที่มีผู้รวบรวมมาจัดแสดงครั้งละมากๆ ชิ้น

                ชีวิตปกติคือ หากต้องการความบันเทิงก็หาหนังหรือละครหรือลิเกดูสักเรื่อง ชื่นชมนักแสดง อิ่มเอมกับการแสดงของนักแสดง และซาบซึ้งกับเนื้อหาในหนัง หรือละคร หรือลิเก ที่ตอกย้ำความเชื่อด้านต่างๆ ของตนก็พอเพียงแล้ว

                ศิลปะรูปแบบอื่นๆ เป็น “น้ำจิ้ม”

                ที่ว่ามา มิใช่หมายถึงคนไทยไม่มีศิลปะ หรือไม่เข้าใจศิลปะ แต่เป็นไปได้ว่า คนไทยจำนวนมากไม่เข้าใจศิลปะในความหมายแบบสากลโลก และไม่เห็นว่าศิลปะมีความหมายในชีวิตมากกว่าเพื่อความบันเทิงคลายเครียด

                เรื่องนี้เริ่มกันตั้งแต่ระบบการศึกษา ซึ่งนอกจากไม่ส่งเสริมให้ผู้เรียนสงสัย ตั้งคำถาม และพยายามค้นหาคำตอบหลายๆ ทางด้วยวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์แล้ว ก็แทบจะไม่ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักสุนทรียศาสตร์ ที่ช่วยให้สมองเปิดกว้างทางความคิด เห็นวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลกผ่านงานศิลปะ เกิดความเคารพตนเองและผู้อื่น และเกิดความรักอันกว้างขวางต่อมนุษยชาติและโลก

                ในหลายๆ กรณี คนไทยส่วนใหญ่เรียนรู้ศิลปะเพียง “พื้นฐาน” และ “เปลือก” นั่นคือหัดคัดลอกรูปให้เหมือน โดยไม่เข้าใจความหมายลึกซึ้งของเส้น สี แสง เงา ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์เบื้องลึกของมนุษย์ และที่เป็นแรงขับให้มนุษย์เคลื่อนไหวทำกิจกรรมต่างๆ

                เมื่อไม่ได้รับการฝึกให้คิด ตั้งคำถาม และตีความ เพื่อเข้าใจแง่งามและมุมมืดต่างๆ ของมนุษย์จากงานศิลปะ ศิลปะรูปแบบเดียวที่คนไทยส่วนใหญ่คุ้นชินและชอบ จึงเป็นศิลปะประเภทย่อยง่าย มีผู้บอกเล่าเรื่องราวให้ฟังอย่างตรงไปตรงมาชัดเจน ไม่ซับซ้อน

                งานแสดงศิลปะต่างๆ รวมถึงเทศกาลดนตรี เทศกาลระบำรำฟ้อนต่างๆ และเทศกาลภาพยนตร์ ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้ทำงานความคิดเองมาก จึงยังไม่ได้รับความนิยมหรืออีกนัยคือ ไม่ได้รับการสนับสนุนในวงกว้าง

                ถ้ามองว่ามนุษย์คือมนุษย์ ไม่ว่าจะเชื้อชาติใด เพศใด ศาสนาใด ผู้เขียนเชื่อว่ามนุษย์สนุกที่จะใช้ความคิด เพราะนี่คืองานและคือธรรมชาติของสมอง ที่มนุษย์ทั้งโลกมีเหมือนกัน เว้นแต่ใครไม่ชอบให้สมองออกกำลัง สมองก็ย่อมฝ่อไปบ้าง

                ย้อนกลับมาเทศกาลภาพยนตร์โลกที่ผู้จัดคัดเลือกหนังคุณภาพจากทั่วโลกมาฉายปีละกว่า 80 เรื่อง และแน่นอนว่าไม่ใช่หนังฮอลลีวู้ดที่หาดูได้ง่าย มีหลายคนบอกว่า ฟังดูดี เพราะมันสร้างภาพให้ประเทศไทยดูเป็นสากล มีรสนิยม และทันสมัย แต่ไม่กล้าไปดู เพราะไม่เก่งภาษาอังกฤษ

                ความกลัวนี้ไม่มีใครแก้ไขได้ นอกจากเจ้าตัวซึ่งเป็นผู้กลัวเสียเอง จึงต้องยั่วยุกันว่า เราจะต้องเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกันอีกไม่นานนี้ และถ้าหวังก้าวหน้า ก็ต้องทำมาหากินกับเพื่อนบ้านในอาเซียนและคนทั้งโลกอย่างจริงจัง ถ้ายังกลัวภาษาอังกฤษ และไม่ยอมเปิดใจเรียนรู้วิถีชีวิต วิธีคิดของผู้คนทั่วโลก เราจะมีชีวิตรอดอย่างไร

                จึงขอเชิญชวนอีกครั้งว่าไปชมเทศกาลภาพยนตร์โลกครั้งที่ 10 กันเถิด นี่คือโอกาสดีที่สุดที่จะได้ชมภาพยนตร์สะท้อนหลากหลายเรื่องราวและมุมคิดของผู้คนจากหลากหลายประเทศ ในราคาบัตรที่ไม่แพงเลยคือ 100 บาททุกที่นั่ง

                ภาพยนตร์หลายเรื่องในเทศกาลได้รับรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ มาแล้วทั่วโลก

               .........................................
(เทศกาลภาพยนตร์ : คอลัมน์พริกกะเกลือ  : โดย...นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ [email protected] : https://www.facebook.com/NithinandY )