
A Woman,a Gun and a Noodle Shopหนังเจ็บจี๊ดของผู้กำกับจางฯ
A Woman, a Gun and a Noodle Shopหนังเจ็บจี๊ดของผู้กำกับจางฯ : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
ในบรรดาหนังทั้ง 17 เรื่องของผู้กำกับ จางอวี้โหมว จุดร่วมในเชิงเนื้อหาอย่างหนึ่งก็คือ หนังของเขามักพูดถึงการต่อสู้ของคน ไม่ว่าจะในด้านกายภาพ ฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อจุดหมายในชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และการต่อสู้ในเชิงอุดมการณ์ทางความคิด รวมทั้งการต่อสู้ในเชิงจิตวิทยา เอาชนะคะคานในอำนาจของชนชั้นผู้นำ หรือกระทั่งความพยายามเอาชนะใจตนเอง ผลงานหนังในช่วงแรกๆ ของผู้กำกับจาง มักนำเสนอเรื่องราวการต่อสู้ของคนตัวเล็กๆ ในสังคม หรือไม่ก็ตัวละครชาวบ้านตาดำๆ มักจะได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐหรือไม่ก็การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ
ตั้งแต่ Red of Sorghum, The Story of Qiu ju, To Live, Not One Less รวมทั้งหนังที่สะท้อนกิเลสในจิตใจมนุษย์จนเผชิญหายนะในท้ายที่สุดอย่าง Ju Dou, Raise the Red Lantern, Shanghai Triad แต่หลังปี 2000 เป็นต้นมา จางอวี้โหมว ก็หันไปจับงานสร้างหนังใหญ่ๆ ในระดับมหากาพย์อย่าง Hero, House of Flying Daggers, Curse of the Golden Flower
แม้ประเด็นจะยังว่าด้วยการชำแหละกิเลสในใจมนุษย์ การแสวงหาและช่วงชิงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและการครอบครอง แต่สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจางอวี้โหมวจะเน้นย้ำอย่างเห็นได้ชัดมากขึ้น ก็คือเหล่าตัวละครสำคัญที่นำพาเรื่องราวไปสู่บทสรุป ที่ทั้งพบกับหายนะและคลี่คลายไปด้วยดี ต่างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ก็ชนชั้นปกครอง ตั้งแต่ขุนนาง ไปจนถึงจักรพรรดิ ไม่ว่าจะเป็นมือสังหารใน “Hero” (รับบทโดย เจ็ท ลี) นายตำรวจมือปราบใน “House of Flying Daggers” (รับบทโดย หลิวเต๋วหัว และทาเคชิ คาเงชิโร่) จักรพรรดิและจักรพรรดินีใน “Curse of the Golden Flower”
ระหว่างนี้เอง จางอวี้โหมว ก็สลับไปกำกับหนังเล็กๆ ที่ให้อารมณ์ละเสียดละไมในแบบแฟนหนังของเขาคุ้นเคยอย่าง “Riding Alone for Thousands of Miles” “The Love of the Hawthorn Tree” (ระหว่างนี้เอง ผู้กำกับจาง มีโอกาสกำกับหนังสั้นความยาว 3 นาที เรื่อง Movie Night ในโปรเจ็คพิเศษ To Each His Cinema วาระครบรอบ 60 ปีของเทศกาลหนังเมืองคานส์ เป็นการนำเอาผู้กำกับระดับโลกจากหลากหลายเชื้อชาติที่โดดเด่นในการทำหนังเชิงศิลปะ จำนวน 36 คน ทำหนังสั้นคนละเรื่องเข้าร่วมในโครงการ ซึ่ง Movie Night เล่าถึงความตื่นเต้นของเด็กน้อยในค่ำคืนหนึ่งที่กำลังจะมีหนังกลางแปลงเข้ามาฉายในหมู่บ้าน)
เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ด้วยความชื่นชอบในหนังเรื่อง “Blood Simple” ของสองพี่น้องผู้กำกับ โจเอล และอีธาน โคเอน เมื่อปี 1984 ซึ่งเป็นผลงานแจ้งเกิดของทั้งคู่ก่อน จางอวี้โหมวเลยมีความคิดต้องการดัดแปลงหนังเรื่องนี้ โดยเปลี่ยนฉากหลังจากเมืองเล็กๆ รัฐเทกซัส มาเป็นร้านขายบะหมี่ ในตำบลเล็กๆ กลางทะเลทรายในมณฑลกานสู และใช้ชื่อว่า “A Woman, a Gun and a Noodle Shop”
ส่วนเรื่องราวนั้นก็ดำเนินรอยตามต้นฉบับว่าด้วยกลุ่มคนที่ตกอยู่ในวังวนกเลส ตัณหา ทั้งการคบชู้ หักหลัง หลอกลวง แต่สิ่งที่ผู้กำกับ จาง เพิ่มเติมเข้ามาในเวอร์ชั่นของเขาก็คืออารมณ์ขันในแบบตลกร้าย ที่ทั้งจิกกัด หยอกเอิน แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น เอกลักษณ์เฉพาะตัวในหนังของเขาตั้งแต่เมื่อครั้งเริ่มต้นทำหนังเล็กๆ ที่มักนำเสนอเรื่องราวการต่อสู้ของคนตัวเล็กๆ ไปจนสะท้อนประเด็นวิพากษ์สังคม รวมถึงหนังมหากาพย์ ที่มักเล่าถึงการต่อสู้แก่งแย่งอันเกิดจากความละโมบในใจคน ยิ่งไปกว่านั้น ลายเซ็นสำคัญของ จางอวี้โหมว ที่ปรากฏให้เห็นอย่างมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงคือการใช้สีเพื่อสื่อความหมายและอารมณ์ในหนัง ซึ่งลักษณะเช่นนี้ปรากฏตั้งแต่งานยุคแรกจนถึงปัจจุบัน
เถ้าแก่หวัง เจ้าของร้านบะหมี่ผู้เห็นแก่ตัวอยู่ในชุดสีเลือดหมู ส่วนภรรยาสาวของเขามาในชุดสีเขียว เธอคนนี้ลักลอบเป็นชู้กับลูกจ้างในร้านชื่อ ‘หลี่’ ที่มชุดประจำตัวเป็นสีชมพู แถมยังแต่งองค์ทรงเครื่องละม้ายคล้ายนางโชว์ ลูกจ้างสาวคนซื่อประจำร้านมาพร้อมชุดสีฟ้า ขณะที่เจ้าหนุ่มร่างอ้วนลูกจ้างอีกคนมาในชุดสีเหลือง ทั้งหมดอยู่ในชุดที่แสดงถึงสีประจำตัวตลอดทั้งเรื่อง แต่จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อเถ้าแก่หวัง ที่เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง ว่าจ้างผู้กองจาง (คนนี้ก็มาในชุดสีดำตลอดทั้งเรื่องเหมือนกัน) ให้ตามสืบความเคลื่อนไหวของภรรยและ ‘หลี่’ ชู้รัก ขณะที่ฝ่ายเก้าแก่เนี้ย ก็แอบซื้อปืนจากพ่อค้าชาวอาหรับมาเก็บไว้
โดยตั้งใจจะลงมือฆ่าสามีชราทันทีที่มีโอกาส แม้หนังจะมีลีลาการ์ตูน ออกอาการทีเล่นทีจริงอยู่บ้าง แต่ก็ยังอุตส่าห์สร้างปมให้ว่า สาเหตุก็เพราะเถ้าแก่หวัง มีพฤติกรรมทางจิตเล็กๆ เพราะต้องการมีลูก อีกทั้งยังซาดิสต์ชอบทรมานเมียอยู่บ่อยๆ ความซับซ้อนซ่อนเงื่อนเกิดขึ้นเมื่อผู้กองจาง ไม่ใช่แค่หวังรับเงินค่าจ้าง แต่ถึงขั้นจ้องจะฮุบสมบัติทั้งหมดของเถ้าแก่หวัง ขณะเดียวกัน ลูกจ้างสองคนก็พยายามหาทางขโมยเงินค่าจ้างที่ถูกเถ้าแก่โกงไป
เจ้าหน้าที่รัฐมีบทบาทในหนังทุกเรื่องของจางอวี้โหมว ไม่ว่าจะฟอร์มเล็กหรือใหญ่ ตัวละครแบบนี้มักจะมาพร้อมอำนาจในมือที่พร้อมสร้างความเดือนร้อนให้ตัวละครตัวหลักๆ ที่อยู่สถานะจิ๊บจ้อย ตกต่ำเป็นเบี้ยล่างในสังคมเสมอ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม (ตอนต้นเรื่องของ “A Woman, a Gun and a Noodle Shop” หนังให้ภาพของเหล่าเจ้าหน้าที่เข้ามาเบ่งกินบะหมี่ฟรีในร้านด้วยซ้ำ)
สีในหนังของจางอวี้โหมวหลายๆที่ผ่านมาค่อนข้างจะเปิดโอกาสให้ตีความทั้งในเชิงสัญญลักษณ์หรือไม่ก็รสนิยมทางศิลปะ ในขณะที่เรื่องนี้ สีของเสื้อผ้าที่ตัวละครสวมใส่ นอกจากสะท้อนถึงคาแรคเตอร์และ ยังสื่อไปถึงปมในใจของตัวละครได้ย่างชัดแจ้ง เถ้าแก่เนี้ยผู้เก็บกดกับชีวิตที่กระทำจนครุ่นคิดแต่การแก้แค้น สีเขียวคล้ำนั้นบ่งบอกได้ความชั่วร้ายที่แฝงในร่างเธอ (เหมือนที่หนังผีคลาสสิคเรื่อง “The Exorcist” ฉาบทาเอาไว้ตลอดทั้งเรื่อง)
ส่วนลูกจ้าง ‘หลี่’ ชายชู้ ชุดสีชมพูที่เขาสวมใส่ ถ้าได้ดูหนังจะพบว่า ชายคนนี้เป็นคนซื่อจนเซ่อ และไม่น่าจะมีพิษภัยกับใครได้ เช่นเดียวกับลูกจ้างสาวคนซื่อที่แอบหลงรักหลีหัวปักหัวปำ ชุดสีฟ้าสดใสของเธอก็น่าจะบ่งบอกบุคลิกได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับลูกจ้างหนุ่มร่างอ้วนที่แทบจะถอดเสื้อโชว์พุงตลอดทั้งเรื่อง สีเหลืองส้มสะท้อนความไม่ชอบมาพากลในใจของเขาให้คนดูเกิดความหวาดระแวงได้มากที่สุด (เป็นโทนสีเดียวกับที่ใช้ใน Curse of the Golden Flower) ส่วนสีเลือดหมูของเถ้าแก่หวังและสีดำของผู้กองจาง คงไม่ต้องอธิบายสองตัวละครร้ายนี้แต่อย่างใด และดูเหมือนผู้กำกับจาง จะยังหลงกลิ่นติดใจในศิลปะการแสดงหลายแขนงที่นำมาใช้ในพิธีเปิดโอลิมปิก หนังเรื่องนี้ของเขาเราจึงได้เห็นท่าร่ายรำประกอบการนวดแป้งบะหมี่ ที่ดูคึกคักกระฉับกระเฉงโดยแฝงความนุ่มนวลในตัว แต่อย่าพลาดเด็ดขาดกับ เอนด์ไตเติ้ล ซีเควนซ์ ที่รวมศิลปะการร่ายรำทั้งใหม่และเก่าเข้าไว้ด้วยกันแบบหลุดโลก
.......................................
(หมายเหตุ A Woman, a Gun and a Noodle Shopหนังเจ็บจี๊ดของผู้กำกับจางฯ : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)



